กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ : CEO Blogs

วันที่ 11 กันยายน 2555 01:00
แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ
แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ

สงครามนวัตกรรม (2)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

สัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันในตลาดไอทีที่ปัจจุบันนี้เป็นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

โดยเฉพาะสงครามทางการตลาดของสินค้าแทบเล็ตและสมาร์ทโฟน
 

ยิ่งช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็ดูเหมือนตอกย้ำความรุนแรงมากขึ้นด้วยการฟ้องร้องกันของซัมซุงและแอ๊ปเปิ้ล ที่ศาลสหรัฐอเมริกาตัดสินให้ซัมซุงแพ้คดี แต่ศาลเกาหลีตัดสินให้ “แพ้ทั้งคู่” ถือเป็นสงครามยุคใหม่ที่แตกต่างจากสงครามในประวัติศาตร์ที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง
 

มาถึงวันนี้เป็นสงคราม “นวัตกรรม” ต่างคนต่างมีอาวุธมากมาย แต่เป็นอาวุธทางการค้า ซึ่งค่าของสินค้าอยู่ที่นวัตกรรม ลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้าที่ถูกที่สุด แต่ซื้อสินค้าที่คุ้มค่าที่สุด ตรงกับความต้องการของตัวเองมากที่สุด เป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกของตัวเองและใช้งานได้ การแข่งขันสุดท้ายแล้วจึงเกิดการลอกเลียนแบบทรัพย์สินทางปัญญา ใครคิดค้นขึ้นมาก่อน เกิดการต่อสู้ทางทรัพย์สินทางปัญญา แพ้ชนะด้วยทรัพย์สินทางปัญญา
 

เมื่อวิเคราะห์ปัญหาการถดถอยของตลาดคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊คว่ามีผลมาจากการขาดนวัตกรรมที่ดึงดูดใจลูกค้า แต่ในเวลาเดียวกันแอ๊ปเปิ้ลและซัมซุงในตลาดแทบเล็ตและสมาร์ทโฟนกลับทำได้อย่างเหลือเชื่อจนมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงมาก
 

ไอโฟนมีส่วนแบ่งประมาณ 18% ของตลาดโลก ส่วนซัมซุงมีส่วนแบ่งกว่า 30% ที่เหลือเป็นยี่ห้ออื่นๆ แต่เมื่อวิเคราะห์ลึกไปในเรื่องความสามารถในการทำกำไร พบว่ากำไรในตลาดสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตทั้งหมด 66% อยู่ที่แอ๊ปเปิ้ล จึงทำให้แอ๊ปเปิ้ลเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลก
 

ส่วนอีกกว่า 20% เป็นของซัมซุง ทั้งที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึงกว่า 30% ซึ่ง 2 บริษัทนี้รวมกันเป็น 90% ของกำไรของตลาดสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต เหลืออีก 10% เป็นของอีกร้อยกว่ายี่ห้อที่ตามหลังมาห่างๆ
 

ระยะสัมพันธ์ในการแข่งขัน การตัดสินว่าใครแพ้หรือชนะอยู่ที่ทรัพย์สินทางปัญญา อยู่ที่ลิขสิทธิ์ อยู่ที่ใครมีความสามารถที่จะมีอาวุธเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค คือเราอยู่ในโลกของสินค้า เช่นรถยนต์ ซึ่งแต่ละบริษัทต่างก็มีจุดแข็งของตัวเอง ทำให้สินค้ามีคุณสมบัติมากมายให้เลือก จึงทำให้ไม่มีบริษัทไหนสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดมากมาย มีกำไรคนเดียว
 

ถ้าแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ ในอนาคตผู้บริโภคจะเจอว่า ทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้คนที่มีเงินก็สามารถซื้อได้ ค้นคว้ากันมากขึ้น สร้างมาตรฐานขึ้นมา คนอื่นไม่มีความสามารถทำตามได้ เช่น แอ๊ปเปิ้ลฟ้องร้องซัมซุง เรื่องรูปแบบหน้าตาสินค้า รวมถึงเรื่องระบบปฏิบัติการด้วย ก็ฟ้องร้องกันได้หมด
 

ในอนาคตผู้บริโภคจะมีทางเลือกน้อยลง เพราะอีก 20-30 กว่ายี่ห้อถ้ายังเป็นแบบเดิมก็อาจจะล้มเหลวทั้งหมด เพราะปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และส่วนแบ่งการตลาดไม่มี ความสามารถในการทำกำไรก็ไม่มี
 

แต่อีกมิติหนึ่งก็เปิดให้เราได้คิดว่าบ้านเราตื่นตัวเรื่องนี้พอไหม พร้อมจะแข่งกับนานาประเทศเรื่องนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์และทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เพียงสินค้าไอทีเท่านั้น แต่มีผลกระทบทั้งสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลาย สินค้าเพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมทุกรูปแบบ เพราะเป็นทิศทางของโลกที่เรามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

Tags : แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2 2

advertisement