หัวข้อหนึ่งที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์ไอทีไร้พรมแดนอยู่เป็นประจำคือเรื่อง ผู้นำ ที่ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติที่ผ่านมาทั้งภัยธรรมชาติ หรือวิกฤติหนี้สาธารณะที่กำลังลุกลามมาถึงบ้านเรา
บทบาทของผู้นำทุกวันนี้จึงถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายให้องค์กรได้ เพราะ “ความเชื่อ” ในตัวผู้นำเป็นเครื่องสะท้อนถึงเป้าหมายขององค์กรไปแล้ว หากผู้นำสร้างศรัทธาและความเชื่อให้ทุกคนในองค์กรได้ บุคลากรทั้งหมดก็ย่อมมั่นใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรคไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ตรงกันข้ามกับผู้นำที่สร้างความมั่นใจให้คนในองค์กรไม่ได้ หรือมั่นใจแต่ยังไม่มากนัก บุคลากรก็อาจลังเลที่จะทุ่มเทเต็มที่เพราะไม่มั่นใจว่าทุ่มเทไปแล้วจะมีโอกาสสำเร็จแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่มีใครตั้งใจทำจริงจัง โอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้
ความเชื่อและความเชื่อถือ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้นำจำนวนไม่น้อยมั่นใจว่าบุคลากรของตัวเองมีความเชื่ออยู่เต็มเปี่ยมอยู่แล้ว แต่การกระทำต่างหากจะเป็นตัวตัดสินใจว่าพนักงานเชื่อต่อองค์กรหรือไม่ เช่น องค์กรมักบอกว่าพนักงานสำคัญที่สุด และถือเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร แต่ความเป็นจริงกลับไม่ค่อยให้ความรู้แก่พนักงาน ไม่ค่อยให้โอกาส ไม่ให้ออกความคิดเห็น หรือห้ามไม่ให้มีส่วนตัดสินใจเรื่องต่างๆ ขององค์กร ฯลฯ หากเป็นเช่นนี้ก็คงยากที่พนักงานจะเชื่อมั่นและศรัทธาในองค์กรเหมือนที่หวังเอาไว้
ความเข้าใจผิดประการแรกของผู้นำมือใหม่ คือ คิดว่าลูกน้องต้องเชื่อถือตัวเองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เพราะอยู่ในตำแหน่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องเชื่อถือ ซึ่งถือว่าถูกต้องแค่บางส่วนเพราะลูกน้องอาจต้องเคารพตามสายบังคับบัญชา แต่ไม่มีทางที่ลูกน้องจะทำงานแบบทุ่มกายถวายชีวิตให้หากยังไม่ “ชนะใจ” เขา
แต่การเอาชนะใจลูกน้องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้นำจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกให้ลูกน้องรู้สึกมั่นใจ และมีศรัทธามากพอที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งไอทีไร้พรมแดนรวบรวมแนวทาง 5 ข้อสร้างความมั่นใจให้ลูกน้องดังนี้
1. ต้องยึดมั่น เมื่อตัดสินใจที่จะทำสิ่งใดแล้ว ต้องไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ต้องทำให้ถึงที่สุดและไม่ยอมแพ้หรือยอมยกเลิกง่ายๆ แต่ต้องยึดมั่น และเมื่อจะเปลี่ยนแปลงระหว่างทางจะต้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะบอกกับคนที่ร่วมทำงานด้วย
2. ต้องต่อเนื่อง ผู้นำจะต้องพูดและทำในสิ่งที่พูดให้ได้ ไม่ใช่พูดอย่างหนึ่งทำอีกอย่างหนึ่งเพราะจะทำให้ความเชื่อถือหมดไป เมื่อผู้นำพูดและสอนอะไรคนอื่นไปก็ต้องหมายความตามนั้นจริงๆ นั่นคือ การกระทำต้องสอดคล้องและสนับสนุนเรื่องที่พูดและตัดสินใจไป ซึ่งในที่สุด ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ จะทำให้เป็นผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือได้
3. ต้องเป็นที่พึ่งได้ คือ ต้องเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในเวลาที่เกิดปัญหาต่างๆ หรือเมื่องานที่ทำไม่ประสบผลสำเร็จ ผู้นำต้องทำให้คนที่ทำงานด้วยรู้สึกว่าเราอยู่กับเขาและเป็นที่พึ่งเขาได้ และที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อเจอปัญหาหรือวิกฤติก็พร้อมที่จะยื่นมือไปช่วยเขา ทำให้เขาหมดความกังวลและมีที่พึ่งพิงว่า เมื่อเขาทำงานเต็มที่หากเกิดปัญหาก็มีคนที่พร้อมช่วยเหลือเขาทันที
ด้วยเนื้อที่จำกัดคงต้องขอยกยอดอีก 2 ข้อไปสัปดาห์หน้า รวมถึงอีก 4 แนวทางในการปรับตัวนะครับ
Tags : แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น