กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : CEO Blogs

วันที่ 23 ตุลาคม 2553 02:00
ชัยพร  น้อมพิทักษ์เจริญ
ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ

ได้เวลาซื้อ LTF/RMF

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ผมเชื่อว่าปีการลงทุนนี้ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายท่านที่เห็นดัชนีตลาดหุ้นไทยมาไกลได้ถึง 1,000 จุด

และผมเชื่อว่าบางท่านอาจไม่คิดด้วยซ้ำ จะได้เห็นดัชนีที่ระดับนี้ในเวลาเพียง 2 ปีหลังจากวิกฤติการเงินในสหรัฐ และยุโรป ที่เกิดขึ้นในปี 2551 จนนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านเชื่อว่าเราได้ถดถอยได้ไกลเทียบขั้นวิกฤติเศรษฐกิจของโลกย้อนกลับไป 80 ปีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงไม่นาน

จะว่าโชคร้ายหรือโชคดีที่เราเผชิญกับปัญหาการเมืองมาตลอดหลายปี ทำให้บริษัทเอกชนหลายแห่งระมัดระวังเรื่องการลงทุนอย่างมาก ไม่จำเป็นไม่ขยายกิจการ ลงทุนเครื่องจักร แต่ใช้วิธีนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาทดแทนไปก่อน พร้อมจำกัดการสร้างหนี้เพื่อไม่ให้ต้องกลับเข้าสู่ปัญหาปวดหัวให้ยุ่งยากหัวใจ ทำให้ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยถือว่ามีเสถียรภาพที่ค่อนข้างสูง ค่าเฉลี่ยหนี้สินต่อทุนของบริษัทจดทะเบียนไทยยังต่ำมาก (ในภาพ) ทำให้บริษัทในประเทศไทยที่มีเงินเริ่มได้ใช้โอกาสจากการแข็งค่าของเงินบาทไทยในการขยายตัวสู่ต่างประเทศด้วยการเข้าซื้อบริษัทต่างประเทศที่มีปัญหาทางการเงิน

จากข้อมูลในอดีต 20 ปีของมอร์แกน สแตนเลย์ พบว่า อัตราเงินปันผลที่บริษัทจดทะเบียนจ่ายออกมาสู่มือนักลงทุนนั้นมีส่วนสำคัญมากถึง 30% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหุ้นสามัญสำหรับบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มประเทศเอเชีย หากพิจารณาอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเอเชียที่อยู่ในระดับ 3% (ประเทศไทยคาดว่าประมาณ 3.2% สำหรับผลประกอบการปี 2553 และ 4% สำหรับผลประกอบการปี 2554 เทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปีที่ 2.99%) นั้นยังถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ต่ำเพียง 2.62%

ประเด็นคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในกลุ่มประเทศเอเชีย รวมถึงไทยอาจยังปรับตัวลงได้อีกในอนาคต หากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นพร้อมใจกันอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบซึ่งทำให้เกิดช่องว่างสำหรับการทำ Arbitrage สำหรับอัตราดอกเบี้ยได้อีก หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรต่ำลงย่อมหมายถึง ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจะกว้างมากขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ระดับ 0.20% และ ด้วยอัตราหนี้ที่ต่ำมากของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจะทำให้การจ่ายเงินปันผลในอัตราสูงกว่าปกติสามารถเกิดขึ้นได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจะหมายถึง ความเสี่ยงของการซื้อหุ้นในปัจจุบันยังไม่สูง หากท่านใดที่ยังรีรอว่าจะซื้อ LTF/RMF ดีไหมต้องบอกว่าควรซื้อได้แล้วครับ เพราะตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนสุดท้าย จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นมากกว่าลง เมื่อดูจากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 20 ปี ดังนั้น การรอเพื่อไปซื้อหุ้นในสัปดาห์สุดท้ายปลายปี 2553 นี้ อาจสุ่มเสี่ยงที่ต้องจ่ายเงินสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 10% ครับ

 

 

 

 

Tags : LTF RMF

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement