กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : CEO Blogs

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 18:54
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “รัก”

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ไม่มีใครรักองค์กรน้อยกว่าใครหรอกครับ แม้เขาอาจอยู่ในตำแหน่งเล็กๆ

 ความที่เรามีสายเลือดครูในตัว วันที่ได้รับเชิญให้ไปสอน MBA ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมก็เตรียมตัวดิบดี ทำสไลด์ไปก็หลายอยู่ กะว่าจะจัดเต็ม ไม่ทำให้อาจารย์ด็อกเตอร์ท่านผิดหวัง


   เพราะไม่อยากฉุกละหุก ผมจัดแจงไปถึงก่อนเวลา และได้นั่งคุยกับแม่บ้านที่เล่นเอาต้องอึ้งกับคำถามเชิงคำสั่งที่สะดุดหู สวนทางกับความตั้งใจของผม “วันนี้อาจารย์จะสอนถึงกี่โมงคะ ถ้าไม่เกินเวลา ก็จะดีนะคะ”


   อาจเพราะคลาสเริ่มตอนหกโมง และไปเลิกสามทุ่ม ผมจึงเดาเอาว่าคุณป้าคงขี้เกียจ ไม่อยากกลับดึก เพราะหลังผมสอน ต้องเก็บโต๊ะทำความสะอาดให้เสร็จ ไม่งั้นกลับไม่ได้


   แต่พอคุยๆ ไป ผมก็นึกตำหนิตัวเอง และขอโทษคุณป้าในใจ เพราะสอบความได้ว่า ช่วงนี้สามีแกไม่ค่อยสบาย ถ้าไม่จำเป็น ก็อยากกลับตรงเวลา ไปดูแลหยูกยา ข้าวปลาอาหารให้พร้อม


   บทเรียนแรก ผมไม่ควรตัดสินใครในใจ ถ้ายังไม่ฟังเหตุผลให้จบ ความคิดของเรา ไม่ได้เป็นใหญ่เสมอไป


   พูดตรงๆ ผมไม่เคยคิดจะเอาเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อ จนกระทั่งได้นั่งคุยกับน้องในทีม เขาก็แกล้งแหย่ผม ให้ลองเขียนอะไรเกี่ยวกับอาชีพ “แม่บ้าน” ดูบ้าง


  ทันทีที่โดนทัก ผมก็นิ่งไปครู่ ด้วยอาการนึกไม่ถึง แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า ผมกำลังมองข้ามหรือละเลยความสำคัญของอาชีพนี้ หรือเห็นว่าตำแหน่งเล็กๆ จะไม่มีความหมาย  


   ผมจำได้ดี “Flowers for Mrs. Harris” ที่เขียนในปี 1958 โดยศิลปินชั้นครู “Paul Gallico” เป็นหนังสือเล่มโปรด ที่สอนให้ผมเปิดโลกทัศน์ มีรอยยิ้มเปื้อนน้ำตา ศรัทธาในตัวตนของคนทำอาชีพนี้มาโดยตลอด


  ลองหาอ่านดูนะครับ หนังสือไม่หนานัก เล่าถึงภาพหญิงชรา ที่โดนดูถูกดูแคลนนับครั้งไม่ถ้วน ใครๆ ก็ต่างสมเพชกับอารมณ์ฝันเฟื่อง เพราะเธอต้องการเก็บเงินที่หามาได้ทั้งชีวิต เดินทางไป “คริสเตียน ดิออร์” เพื่อ เป็นเจ้าของชุดราตรีเลิศหรู อลังการ


 ไม่มีความยากใดเกินความตั้งใจ ที่สุดฝันของเธอก็สมปรารถนา


   แต่ที่อัศจรรย์และประทับใจผมยิ่งกว่า เพราะแค่แม่บ้านลุคเชยๆ กลับมีน้ำใจยิ่งใหญ่กว่าคนรวยอื่นๆ เสน่ห์ ความใสซื่อและบริสุทธิ์ของเธอ ช่วยพลิกฝันของคนอื่นๆ ให้เป็นจริงขึ้นมาได้เช่นกัน


   คิดได้ดังนั้น ผมจึงอยากตั้งสองสามคำถาม ชวนให้พวกเราลองตอบดู


   “ทุกวันนี้เรามาถึงออฟฟิศกันกี่โมงครับ? มีใครเคยมาเช้าตรู่ แบบก่อนเวลาเข้างานกันบ้าง?  รู้มั๊ย? ต่อให้มาเช้าแค่ไหน คนแรกที่จะมาถึงก่อนเราเสมอก็คือ “แม่บ้าน” 


 อย่างผมมาทีไร ก็มักจะเห็นน้องๆ หรือพี่ๆ เขาเริ่มทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขมักเขม้น ถูพื้น เช็ดโต๊ะ ล้างแก้ว เอาขยะไปทิ้ง แถมยังต้องเร่งแข่งกับเวลา เพื่อให้เสร็จก่อนแปดโมง ซึ่งเป็นเวลาที่คนเริ่มทะยอยมา


     ในเชิงการบริหาร หลายตำราว่าไว้ ตำแหน่งยิ่งสูง ก็ยิ่งสำคัญ เพราะเป็นผู้ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เสมือนเป็นแม่ทัพนายกอง ชี้เป็นชี้ตายอนาคตขององค์กร ผลตอบแทนที่ให้ก็มักต้องสมน้ำสมเนื้อ ไม่ขี้เหร่


  เมื่อมองมุมกลับ เราได้หลงลืมฟันเฟืองเล็กๆ ของเราหรือเปล่า? ผมเชื่อว่ากองทัพจะอยู่ได้ ไม่เฉพาะแค่มีผู้นำที่เก่ง หากแต่ยังต้องมีทหาร มีหน่วยเสบียง มีพ่อครัว และหน่วยย่อยๆ เต็มไปหมด 


  ผมพูดเสมอ ค่าตอบแทนในรูปของเม็ดเงินไม่ใช่คำตอบตายตัว เพราะมนุษย์ไม่ใช่เครื่อง จักร เงินหรือโบนัสบางครั้งก็ซื้อทุกอย่างไม่ได้ สิ่งสำคัญยิ่งกว่า ต้องเอาหัวใจดูแลกันและกัน และให้ทั่วถึงคนเหล่านี้


  ที่องค์กรผม มีน้องที่ตำแหน่งเล็กๆ คนหนึ่ง ตลอดหลายปีผมไม่เคยเห็นเธอโกรธใคร แถมทุกครั้งที่ใครมีปัญหา เธอมักจะหาทางช่วยเหลือ ด้วยไมตรีจิตเป็นอย่างยิ่ง


 ได้ยินว่าบ่อยครั้งที่เธอมักจะเอาขนมไปฝากแม่บ้านอีกด้วย ทำให้เธอเป็นที่รักของคนหลายๆ คน


 ผมเห็นหลายคนชอบทำบุญครับ และมักจะพูดเสมอว่า เสาร์อาทิตย์ทีไร ต้องไปวัด ไหว้พระ หรือบริจาคเงิน ให้ทานตามสถานที่ต่างๆ ยิ่งทำใจก็ยิ่งเป็นสุข


   เรื่องของน้องคนนี้ ยิ่งฝังหัวผมว่า บางครั้งมนุษย์เราก็หลงลืมทำบุญกับคนใกล้ตัว และทึกทักเอาว่างานในองค์กรเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ตำแหน่งเล็กๆ ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง มีหน้าที่ก้มหน้า ก้มตาทำไปก็เท่านั้น


  พระอาจารย์ไพศาล วิสาโลที่ผมนับถือ ท่านเคยสอนว่า “บุญ” นั้นทำได้ทุกเวลา และไม่จำเป็นต้องทำกับผู้ที่สูงกว่า เช่น ต้องทำกับพระ สร้างโบสถ์ ทอดกฐิน หรืออยู่ในรูปของ “เงิน” เท่านั้น


  การได้ช่วยเหลือ เกื้อกูล มีน้ำใจให้กัน หรือแม้แต่เป็นธุระจัดการ ผ่อนที่หนักให้เบา หรือง่ายๆ แค่การรับฟังปัญหาด้วยใจ พร้อมแนะนำข้อคิดที่เป็นประโยชน์ ก็ถือเป็นการให้อย่างหนึ่งเหมือนกัน


   เคสของแม่บ้าน ที่ยกมาเป็นเพียงอุทธาหรณ์ที่จุดประกายให้เราเริ่มหันมาทบทวน และตั้งคำถามกับตัวเองว่าวันนี้ เราได้ทำบุญกับคนใกล้ตัวกันมากน้อยแค่ไหน?


   ผู้บริหารต้องอย่าได้มี Attitude ว่าชั้นผู้น้อย ไม่มีทางไป เป็นคนไร้ตัวตน และไม่มีต้นทุน หรือ switching cost ที่สูง เพราะหาคนใหม่มาแทนได้เรื่อยๆ


  ระดับคนทำงาน ก็ต้องอย่าแบ่งชนชั้น ต้องเคารพ และทำงานกันด้วยใจ ไม่มองใครสูงหรือต่ำกว่า


  ก่อนผมจะเริ่มสอนคลาส MBAในคืนวันนั้น ผมถามครั้งสุดท้ายว่าแม่บ้านรักมหาวิทยาลัยมั๊ย?


   แม่บ้านตอบผมด้วยเสียงฉะฉาน “รักสิ เพราะป้าอยู่กับมันมาตั้งหลายสิบปี เห็นนักศึกษาเป็นลูกเป็นหลาน ถ้ามหาวิทยาลัยเจริญ ป้าก็ดีใจ เพราะป้าก็ยังได้เงินเดือน เลี้ยงตัวเองกับครอบครัวต่อไป”


   ปรัชญาบทสุดท้ายเตือนใจผม “ไม่มีใครรักองค์กรน้อยกว่าใครหรอกครับ แม้เขาอาจอยู่ในตำแหน่งเล็กๆ แต่ความรักของเขาก็ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้ผู้บริหารครับ”

Tags : ชัยพล กฤตยาวาณิชย์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2 2

advertisement

advertisement