เนาวรัตน์ ส่อแววงานในมือสิ้นปีต่ำเป้า1.2หมื่นลบ.เหตุงานโรงไฟฟ้ามาเลเซีย มูลค่า3พันลบ.ล่าช้ากว่ากำหนด เล็งยื่นประมูลร่วมโครงการรถไฟฟ้าสีแดง
นายวัชรพัธ วัชราภัย ผู้จัดการทั่วไป แผนกธุรกิจใหม่และวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) กล่าวว่า ขณะนี้งานในมือที่รอรับรู้รายได้ในปีนี้อาจต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 1.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากจำนวนงานใหม่เปิดประมูลน้อย รวมทั้งมีงานก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่มาเลเซีย มูลค่าที่บริษัทจะรับรู้ประมาณ 3 พันล้านบาท แต่รัฐบาลมาเลเซียยังไม่ประกาศผลการประมูล ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนด
“ 8 เดือนล่าสุดมีงานใหม่ที่ประมูลได้เพียง 653 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะมีปีนี้ทั้งปีจะมีงานใหม่ 4 พันล้านบาท แต่โครงการโรงไฟฟ้าที่มาเลเซียเกิดล่าช้ากว่ากำหนดและไม่สามารถประเมินผลสรุปได้เพราะเป็นเรื่องของรัฐบาลมาเลเซียจะสรุปผล ดังนั้นงานในมือสิ้นปีจะอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาทอาจต่ำเป้า ”
เขากล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีงานรอรับรู้รายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ 8 ปี นับจากปีนี้จะรับรู้ประมาณ 3 พันล้านบาท ทั้งนี้ พยายามหางานใหม่ มาทดแทนงานที่ล่าช้าออกไป โดยมีงานที่อยู่ระหว่างยื่นประมูลได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งต้องร่วมกับพันธมิตร โดยบริษัทซื้อซองประมูลทั้ง 2 สัญญาเรียบร้อยแล้ว โดยสัญญาแรกมีมูลค่า 2.65 หมื่นล้านบาท สัญญาที่สอง 1.88 หมื่นล้านบาท
งานที่ยื่นแบบประมูลแล้ว ได้แก่งานปรับปรุงเขื่อนประเทศปากีสถาน มูลค่า 1.2 พันล้านบาท งานถนนของกรมทางหลวง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 8 สัญญามูลค่า 2 พันล้านบาท งานท่าเรือ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 500 ล้านบาท ท่าเรือแหลมฉบัง 1 พันล้านบาท แบ่งเป็น 3 สัญญา และสัญญาแรกมูลค่า 100 ล้านบาทบริษัทประมูลได้แล้ว ดังนั้นคาดว่าสัญญาถัดไปน่าจะชนะการประมูล
นายวัชรพัธ กล่าวว่า รายได้ในปีนี้ อาจจะต่ำกว่าปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 3.2 พันล้านบาท ซึ่งงวดครึ่งปีแรกของปีก่อน มีรายได้ 1.8 พันล้านบาท แต่ครึ่งแรกปีนี้ ทำได้เพียง 1.3 พันล้านบาท ทำให้คาดว่าภาพรวมทั้งปี อาจจะต่ำกว่าปีก่อน ขณะที่กำไรน่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนอยู่ที่ 98 ล้านบาท
สำหรับความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นในปีนี้ดีขึ้น โดยครึ่งแรกอยู่ที่ 12% จากงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 9% และคาดว่าในครึ่งปีหลังน่าจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกทำให้ภาพรวมทั้งปี กำไรขั้นต้นประมาณ 10% เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้าง ไม่ผันผวนแรงเหมือนปีก่อน อย่างไรก็ตามแนวโน้มของราคาวัสดุก่อสร้างจากนี้ไปมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้บ้าง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เด็มโก้ ผู้ประกอบธุรกิจก่อสร้างสถานีไฟฟ้าครบวงจร และผลิตและจำหน่ายเสาโครงเหล็ก กล่าวว่า รายได้ปีนี้อาจไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5,000 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ชะลอการเซ็นสัญญารับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทุกโครงการ เพื่อรอความชัดเจนจากการที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ทบทวนเรื่องส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) โดยทั้งปีคาดว่าจะมีรายได้ 3,045 ล้านบาท และคาดกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2553 มีแนวโน้มที่จะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกที่ทำได้ 64.57 ล้านบาท
นอกจากนี้ การเลื่อนระยะเวลาเริ่มงานดังกล่าว จะทำให้รายได้โครงการพลังงานลม ประมาณ 3,000 ล้านบาทไปรวมอยู่ในปี 2554
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่ารายได้รวมปีนี้ จะมีการเติบโตเท่าตัว เพราะบริษัทยังมีแผนการยื่นประมูลงานวิศวกรรมไฟฟ้ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยเคาะราคาประมูลในครึ่งปีหลัง รวมถึงงานด้านการขายในกลุ่มผลิตและจำหน่ายเสาโทรคมนาคม ที่มีความชัดเจนจากการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี
“การที่ กฟผ. เลื่อนการทำสัญญารับซื้อไฟ ทำให้กระทบกับเป้ารายได้ที่จะรับรู้ในครึ่งปีหลัง ที่ต้องยืดระยะเวลาออกไป แต่ในส่วน adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยอยู่ที่ 3.50 บาทต่อหน่วย และเมื่อทำสัญญากับ กฟผ.แล้ว บริษัทก็จะดำเนินการก่อสร้างและทยอยรับรู้รายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ในส่วนของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์มีการปรับเปลี่ยนราคามาอยู่ที่ 6.50 บาทต่อหน่วย จากเดิมที่ 8 บาทต่อหน่วย”
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทคาดว่ารายได้ในปี 2554 ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท เพราะโครงการพลังงานทดแทนที่ล่าช้า การก่อสร้างในปี 2553 จะกลับมาเดินหน้าก่อสร้างเต็มจำนวนในปี 2554 ซึ่งมูลค่าโครงการทั้งหมดของพลังงานทดแทนอยู่ที่ 3,600 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 2553 จำนวน 530 ล้านบาท ส่วนในปี 2554 คาดว่าจะรับรู้ที่เหลืออีกประมาณ 3,100 ล้านบาท
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น