โจนส์ แลง ลาซาลล์ หนุนรัฐบาลผลักดันไทยเป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ดันตลาดอสังหาฯ ขยายตัว
นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แผนของรัฐบาลในการเสนอสิทธิพิเศษเพิ่มเติมทางด้านภาษีสำหรับบริษัทต่างชาติ ที่เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค (Regional Operating Headquarters หรือ ROH) ในประเทศไทย เป็นแนวคิดที่ดี ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกรุงเทพได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยจะสร้างให้เกิดดีมานด์หรือความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น
ด้านนาย แดน ตันติสุนทร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย โจนส์ แลง ลาซาลล์ กล่าวเสริมว่า กรุงเทพฯ นับเป็นหนึ่งในเมืองที่มีค่าเช่าออฟฟิศที่ถูกที่สุดในเอเชีย ดังนั้น บริษัทต่างชาติที่เข้ามาเปิด ROH ในกรุงเทพฯ จะได้ประโยชน์จากต้นทุนต่ำในการเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นสถาน ประกอบการ อีกทั้งยังมีอาคารสำนักงานให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งในแง่ของทำเลที่ตั้งและคุณภาพอาคาร
ทั้งนี้จากรายงานการวิจัยล่าสุดของโจนส์ แลง ลาซาลล์ ระบุว่า ปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีอาคารสำนักงานที่สร้างเสร็จแล้วคิดเป็นพื้นที่รวมทั้งสิ้น 8 ล้านตารางเมตร ในจำนวนนี้ เป็นอาคารสำนักงานเกรดเอ 2.6 ล้านตารางเมตร และเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์กลางธุรกิจ (ซีบีดี) 1.27 ล้านตารางเมตร และในจำนวนทั้งหมด 8 ล้านตารางเมตรนี้ มีพื้นที่ว่างเหลือเช่าเฉลี่ย 17% หรือ 1.36 ล้านตารางเมตร
ส่วน ค่าเช่า มีอัตราที่หลากหลายอยู่ในช่วงระหว่าง 300 - 800 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขึ้นอยู่กับทำเลและคุณภาพของอาคาร โดยรายงานวิจัยจากโจนส์ แลง ลาซาลล์ระบุว่า ค่าเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานเฉลี่ยทั่วกรุงเทพฯ อยู่ที่ตารางเมตรละ 398 บาทต่อเดือน แต่หากเป็นอาคารสำนักงานเกรดเอในเขตซีบีดี จะมีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ตารางเมตรละ 635 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายๆ เมืองในเอเชีย
ขณะที่นาย ไมเคิล ถัง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการบริหารโครงการก่อสร้าง ออกแบบและตกแต่ง โจนส์ แลง ลาซาลล์ กล่าวว่า ในส่วนของการลงทุนด้านสำนักงาน การออกแบบตกแต่งสำนักงานในประเทศไทย มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 23,000 - 28,000 บาทต่อตารางเมตร สำหรับออฟฟิศคุณภาพเกรดบีถึงเกรดเอ ซึ่งนับเป็นต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับการตกแต่งสำนักงานในฮ่องกงหรือสิงคโปร์ ซึ่งจะมีราคาสูงกว่านี้ประมาณ 15-40%
สำหรับ ผู้บริหารชาวต่างชาติ ที่ต้องการซื้อที่พักอาศัยเป็นของตนเอง สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก พรบ. อาคารชุดพักอาศัย อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดคอนโดมิเนียมได้ โดยกำหนดเพดานการถือครองกรรมสิทธิ์โดยชาวต่างชาติไว้ไม่เกิน 49% ของเนื้อที่ห้องชุดทั้งหมดภายในอาคาร ส่วนราคาซื้อขายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคุณภาพโครงการ ที่ตั้งและอายุอาคาร ตัวอย่างเช่น คอนโดมิเนียมมือหนึ่งในโครงการที่สร้างเสร็จใหม่ในเขตศูนย์กลางธุรกิจ มีราคาเสนอขายอยู่ระหว่าง 90,000 ถึง 200,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนคอนโดมือสองในอาคารที่มีอายุมากกว่า จะมีราคาขายที่ต่ำกว่านี้”
แม้ ประเทศไทยจะมีข้อได้เปรียบในหลายๆ ด้านสำหรับการเป็นศูนย์กลางของ ROH ในภูมิภาคนี้ แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องได้รับการแก้ไข คือ ปัญหาการเดินทางในกรุงเทพ ซึ่งระบบขนส่งมวลชนความเร็วสูงในกรุงเทพยังพัมนาค่อนข้างช้า บุคลากรที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษยังมีปัญหา นอกจากนี้ขั้นตอนทางกฎหมายและราชการยังเป็นปัญหาหนักสำหรับบริษัทต่างชาติ อาทิ การขอใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้บริหารหรือพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งบริษัทต่างชาติมักพบว่ามีความยุ่งยากซับซ้อน
นางสุพินท์กล่าวว่า มาตรการด้านภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดให้บริษัทต่างชาติ เข้ามาตั้ง ROH ในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศแล้ว รัฐบาลจะต้องเน้นนำเสนอข้อดีต่างๆ อย่างรอบด้าน ที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความเหมาะสมที่บริษัทต่างชาติควรเลือกใช้เป็นที่ตั้ง ROH ควบคู่ไปกับการพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่บริษัทต่างชาติประสบให้ได้มากที่สุด
“ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกรุงเทพฯ มีข้อดีหลายด้านที่จะสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้ง ROH ในขณะเดียวกัน หากจำนวน ROH ในไทยมีเพิ่มมากขึ้น ก็จะเอื้อประโยชน์ให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยด้วยเช่นกัน โดยจะช่วยเพิ่มความต้องการในตลาดอาคารสำนักงานให้เช่า รวมไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ในภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจที่พักอาศัย” นางสุพินท์สรุป

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น