กรุงเทพธุรกิจ

อสังหาริมทรัพย์

วันที่ 10 มีนาคม 2553 01:00

แสนสิริ ปรับแผนปี53เปิดเพิ่ม6โครงการหมื่นล้าน

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

"แสนสิริ" เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยฟื้นชัด หลังปิดยอดขายคอนโดภายใน 1 วัน ประกาศปรับเป้าขายปีนี้ใหม่เป็น 2.2 หมื่นล้านบาท

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแผนการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทในปีนี้ใหม่อีกครั้ง หลังจากดำเนินการมาแล้วเกือบ 1 ไตรมาส เนื่องจากมีความเชื่อมั่น ในสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและทิศทางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเห็นได้จากยอดขาย ของคอนโดมิเนียม PYNE BY SANSIRI ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ส่งผลให้สามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลาเพียง 1 วัน

กลุ่มแสนสิริจะปรับแผนการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยครบวงจรเพิ่มขึ้น จากเดิม 20 โครงการ มูลค่ารวม 2.7 หมื่นล้านบาท เป็น 26 โครงการ มูลค่าประมาณ 3.85 หมื่นล้านบาท ทำให้คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นล้านบาท เป็น 2.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเป้าหมายยอดขายไตรมาสแรก 5 พันล้านบาท และคาดว่าจะสร้างรายได้รวมทั้งปีได้สูงถึง 1.85 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังปรับเป้าหมายยอดการโอน จากมูลค่าเกือบ 1.65 หมื่นล้านบาท เป็น 1.75 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นเป้าหมายยอดโอนในไตรมาสแรก ประมาณ 5.2 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดการโอนที่สูงมากในอันดับต้นๆ ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน

"เราเชื่อมั่นว่าการที่ภาครัฐยกเลิกมาตรการภาษี มาจากภาพรวมที่เศรษฐกิจฟื้นตัว และอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ซึ่งหากสภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจนแล้ว ก็คงไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องติดตามผลกระทบในไตรมาส 2/2553 ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจน" นายเศรษฐากล่าว

สำหรับแผนการขยายโครงการใหม่ปีนี้ ได้ปรับเป้าจากเดิมที่วางไว้ 20 โครงการ เป็น 26 โครงการนั้น ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยว 10 โครงการ มูลค่าโครงการ 1.31 หมื่นล้านบาท คอนโดมิเนียมประมาณ 12 โครงการ มูลค่าโครงการ ประมาณ 2.15 หมื่นล้านบาท และโครงการทาวน์เฮ้าส์ประมาณ 4 โครงการ มูลค่าโครงการ 3.9 พันล้านบาท

"กลุ่มแสนสิริมียอดขายล่วงหน้าที่รอรับรู้รายได้ในอีก 1-3 ปี ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท นับเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี แม้ปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม" นายเศรษฐากล่าว

ด้านนางสาวปาหนัน โตสุวรรณถาวร ผอ.อาวุโสฝ่ายการเงิน บริษัททางด่วนกรุงเทพ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะพยายามลดต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่าย โดยอยู่ระหว่างพิจารณาหาช่องทางในการปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีต้นทุนต่ำสุด เนื่องจากในวันที่ 1 มี.ค.ปีหน้า บริษัทจะมีส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการทางด่วนในเมืองที่ลดลงเหลือ 40% จากเดิม 50% ขณะที่ต้องจ่ายให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) 60% ซึ่งเป็นไปตามสัญญาสัมปทาน ปัจจุบันมีอายุเหลือ 10 ปี ส่วนวิธีการลดต้นทุนจะทำทั้งการเสนอขายหุ้นกู้และรีไฟแนนซ์หนี้เดิม

"ปีนี้เรามุ่งเน้นบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุด และหารายได้อื่นเพิ่มเติม เพื่อเป็นการรองรับส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการทางด่วนในเมืองที่จะหายไปประมาณ 10% ในปีหน้า และจากนี้ไป บริษัทจะมีหนี้ที่ครบกำหนดชำระจากนี้ไปทุกปี โดยตอนนี้มีหนี้สินรวม 2.3 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทจะมีหนี้ที่ครบกำหนดชำระอยู่ที่ประมาณ 4.88 พันล้านบาท ซึ่งมีการเตรียมกระแสเงินสดรองรับไว้แล้ว และไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง"

เธอกล่าวว่าหนี้ที่จะครบกำหนดแบ่งเป็นเงินกู้ 980 ล้านบาท และหุ้นกู้ 3.9 พันล้านบาท ภายในเดือน ส.ค.นี้ และบริษัทได้เตรียมการไว้โดยมีกระแสเงินสด 3 พันล้านบาท และหุ้นกู้ 3 ล็อต มูลค่า 3.5 พันล้านบาท ล็อตแรกเสนอขายไปเมื่อวันที่ 3 มี.ค. จำนวน 1 พันล้านบาท และที่เหลือจะเสนอขายภายในเดือนเดียวกัน ซึ่งหุ้นกู้ที่จะเสนอขายในไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าจะมีต้นทุนเฉลี่ยของดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.03% ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายได้ประมาณ 60-70 ล้านบาทในปีนี้ จากภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 1.1 พันล้านบาท

ดังนั้น บริษัทมั่นใจว่ามีศักยภาพในการชำระคืนเงินกู้ทั้งหมด และไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ถึงแม้ว่าหลังจากบริษัทต้องปรับลดส่วนแบ่งรายได้ อาจจะกระทบต่อความสามารถของการสร้างอีบิทด้าบ้าง แต่ไม่รุนแรง

สำหรับการหารายได้อื่นๆ เพิ่มนั้น บริษัทคาดว่าในปีหน้า จะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้า และเงินปันผลจากการลงทุนในหุ้นบริษัทน้ำประปาตามสัดส่วนที่ถือครองหุ้น 9% และคาดว่าจะได้รับเงินประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม หากราคาปรับลดลงมาลึกบริษัทอาจจะพิจารณาเข้าไปเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้นได้อีก

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทปีนี้ คาดการณ์รายได้และกำไรน่าจะเติบโต จากค่าผ่านทางในปี 2553 เติบโตในทิศทางเดียวกับปริมาณการจราจรบนทางด่วนที่คาดเติบโต 3-3.5% โดยรายได้ค่าผ่านทางในปี 2552 อยู่ที่ 7.62 พันล้านบาท ส่วนปริมาณการจราจรในปี 2552 อยู่ที่ 9.52 แสนคันต่อวัน เนื่องจากได้รับประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น และการปิดซ่อมสะพาน ในส่วนต่างๆ ของเขตกรุงเทพฯ รวมถึงการเปิดใช้บริการของศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเต็ม 100%

นางสาวปาหนัน กล่าวอีกว่า รายได้ค่าผ่านทางและปริมาณการจราจรในไตรมาส 1/2553 คาดว่าจะเติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ค่าผ่านทางในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. อยู่ที่ 21.62 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.15% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ค่าผ่านทางอยู่ที่ 20.56 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ปริมาณการจราจรเดือน ม.ค.-ก.พ.อยู่ที่ 9.82 แสนคันต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณการจราจรอยู่ที่ 9.37 แสนคันต่อวัน

ทั้งนี้ ปริมาณการจราจรเดือน ก.พ. 2553 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน ก.พ. 2550 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ล้านคันต่อวัน และคาดการณ์ว่าปริมาณการจราจรในเดือน มี.ค.น่าจะอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากมีการปิดซ่อมสะพานในส่วนต่างๆ ของเขตกรุงเทพฯ ขณะที่สะพานคลองตันได้มีการปิดซ่อม และข่าวล่าสุดอาจจะล่าช้าไปจากกำหนดการเดิมที่คาดจะเปิดในเดือน มิ.ย. และการปิดซ่อมของสะพานดินแดง ซึ่งประเด็นดังกล่าวส่งผลดีต่อปริมาณจราจรบนทางด่วน

สำหรับรายได้ค่าผ่านทางเดือน ม.ค.อยู่ที่ 21.08 ล้านบาทต่อวัน เดือน ก.พ.อยู่ที่ 22.23 ล้านบาทต่อวัน และปริมาณการจราจรเดือน ม.ค.อยู่ที่ 9.57 แสนคันต่อวัน และในเดือน ก.พ.อยู่ที่ 1.01 ล้านคันต่อวัน นอกจากนี้ จากสถานการณ์ทางการเมืองที่วุ่นวาย คาดว่าธุรกิจของบริษัทไม่น่าจะได้รับผลกระทบ หากไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น จนสร้างความเสียหายกับทางด่วน
 

Tags : แสนสิริ

advertisement

advertisement

advertisement