กรณ์ วางนโยบาย ปี 2553 รื้อโครงสร้างภาษี และคลอดภาษีที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำทรัพย์สิน และนำรายได้ 1-2% ตั้งธนาคารที่ดิน กว้านซื้อที่ให้คนจน
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจดีขึ้น เก็บภาษีเกินเป้าเล็งลดเงินกู้ โครงการไทยเข้มแข็ง 1 แสนล้านบาท หันมาเน้นลงทุนผ่านงบประมาณมากขึ้น และตั้ง "กองทุนเจ้าหนี้" ต่อยอดดูแลหนี้นอกระบบ" ชี้เจ้าหนี้ขึ้นทะเบียนแล้ว 5 พันราย
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในปี 2553 เป็นการเริ่มต้นที่ "สดใส" กว่าต้นปี 2552 หลายเท่า เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายด้านส่งสัญญาณที่ชัดเจน สะท้อนการฟื้นตัว ผิดจากปีที่แล้ว ที่ต้องวิตกกับวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งไทยกระทบหนักไม่แตกต่างจากประเทศอื่น สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ติดลบ 3%ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ปีนี้คาดการณ์กันว่าจีดีพีจะกลับมาบวกอยู่ระดับ 3-4% พร้อมๆ กับแผนการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ ที่อาจจะเสี่ยงกับผลกระ-ทบทางการเมือง โดยเฉพาะ “ภาษีทรัพย์สิน” หรือร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ....ที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี 1-2 เดือนนี้
ความสดใสแรกคงหนีไม่พ้นความภูมิใจ กับรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโลกแห่งปี 2010 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเชียแห่งปี2010 โดยนิตยสาร The Banker ของอังกฤษ ในกลุ่ม Financial Times ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนแรกของไทย ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้งสองนี้ เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2553
“เป็นผลสำรวจความคิดเห็นที่ทางนิตยสารได้รวบรวม มา และเหตุผลสำคัญ น่าจะมาจากความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะทุกประเทศออกนโยบายเหมือนๆ กัน แต่หัวใจอยู่ที่การนำไปปฏิบัติ ที่สำคัญ กรณีของไทยมีอุปสรรคและข้อจำกัดด้านเสถียรภาพรัฐบาลและความขัดแย้ง แต่ก็ยังดำเนินนโยบายเชิงรุกสำเร็จไปได้”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจและเครือเนชั่น” เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา เล่าที่มาที่ไปของรางวัลอันทรงคุณค่าแก่เขาและประเทศไทย ในส่วนรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโลก เป็นการประเมินจากผู้ชนะใน 5 ทวีปประกอบด้วย นายลูอิส คาร์เรนซ่า จากประเทศเปรู ที่ได้รับรางวัลรัฐมนตรีคลังแห่งอเมริกา นายยาเซค โรสโตฟสกี้ จากประเทศโปแลนด์ ตำแหน่งรัฐมนตรีคลังแห่งยุโรป นายชาร์ส โคฟี ดีบี้ จากประเทศไอวอรี่โคสต์ รัฐมนตรีคลังแห่งแอฟริกา นายยูซุฟ บูโทรส กาลี จากประเทศอียิปต์ รัฐมนตรีคลังแห่งตะวันออกกลางและนายกรณ์ จาติกวณิช ในฐานะรางวัลรัฐมนตรีคลังแห่งเอเชีย
4 ปัจจัยพระเอกพยุงเศรษฐกิจปี 2552
“ที่ผ่านมา มี 4 ปัจจัยถือว่าเป็นฮีโร่ในภาวะเศรษฐกิจมีปัญหาและกลไกตลาดทำงานไม่สมบูรณ์ เพราะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ให้ติดลบมากเกินไป โดยเฉพาะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่เข้ามาปล่อยกู้ในระบบในยามที่แบงก์เอกชนไม่กล้าปล่อยกู้”
ปัจจัยแรก ภาคการส่งออกปีที่ผ่านมาเลวร้ายสุดติดลบ30% แต่ช่วงปลายปีพลิกเป็นบวกได้ ช่วยกอบกู้เศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง
ปัจจัยที่สอง การท่องเที่ยวจากที่สถาน-การณ์ย่ำแย่มาก จากปัญหาการเมืองเศรษฐกิจ ปัญหาไข้หวัด ต่อเนื่องมาจากปิดสนามบิน แม้รัฐจะเข้าไปช่วยระดับหนึ่งแต่การช่วยเหลือกันเองของภาคเอกชน ทำให้นักท่องเที่ยวปีที่ผ่านมาอยู่ระดับ 14 ล้านคน โดยเฉพาะเดือน ธ.ค.เข้ามา 1.6 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ และการส่งสัญญาณจากรัฐบาลออกไป
ปัจจัยที่สาม มาจากความชัดเจนในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ที่เน้นรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้ประชาชนให้จ่ายเงิน ปัจจัยที่ 4 การทำหน้าที่ได้ดีของสถาบันการเงินของรัฐที่ร่วมกันปล่อยสินเชื่อเข้าระบบ กว่า 1.34 ล้านล้านบาท รวมถึงการสนองนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลทั้งการประกันรายได้เกษตรกร การปล่อยกู้ของธนาคารประชาชน
นโยบายปี 2553 เน้น 3 ด้านชูปฏิรูปภาษี
นายกรณ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำงานในปี 2553 ว่า หลังจากปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายระยะสั้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งการกระตุ้นการบริโภค การจ่ายเช็คช่วยชาติ การเร่งเบิกจ่ายเงินภาครัฐให้เงินกลับเข้าระบบและถึงมือประชาชนโดยเร็ว ดูได้จากเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2 ความเชื่อมั่นเริ่มกลับคืนมา การบริโภคการลงทุนเริ่มกระเตื้อง
สำหรับปีนี้นโยบายด้านมหภาครัฐบาลจะเน้น 3 ด้านดูแลภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และแนวทางของภาครัฐในส่วนการดูแลภาคประชาชน จะวางกรอบนโยบายที่นำไปสู่การให้โอกาสทุกคนเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะการทำให้โครงสร้างภาษีมีความยุติธรรม อาทิเช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะนำมาใช้แทนภาษี
โรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ คาดภายใน 1-2 เดือนนี้จะเสนอครม.ได้
ในหลักการจะยกเว้นภาษีให้กลุ่มประชาชนที่มี ทรัพย์สินน้อย เบื้องต้นที่คิดไว้ คือ มูลค่ารวมกันไม่เกิน 1 ล้านบาท อาจจะไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนถึง 90%ไม่ต้องมีภาระภาษีดังกล่าว และยกเว้นให้กลุ่มเกษตรกรที่ถือครองที่ดินในระดับปานกลาง ที่สำคัญ การยกเว้นดังกล่าวทำให้รัฐเสียรายได้ไปเพียง 10% เท่านั้น แต่เป็นการลดภาระให้คนส่วนใหญ่
เขากล่าวว่า ภาษีที่ดินไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเป็นภาระแก่คนจน ยอมรับว่าเป็นภาษีที่ดินเป็นละเอียดอ่อน จึงต้องผลักดันให้ออกมาใช้ก่อนในเบื้องต้น โดยระยะแรกไม่ได้หวังว่าจะทำให้มีรายได้เข้ามามากขึ้น ยังมีระยะเวลาปรับตัวอีก 2 ปีกว่าภาษีจะมีผลบังคับใช้จริง มั่นใจว่าหากรัฐบาลยังอยู่จะผลักดันได้สำเร็จ เพราะต้องการ แก้ปัญหาที่มาของเม็ดเงินภาษีที่รัฐบาลนำมาใช้จ่าย จากที่ผ่านมา 90% มาจากผู้มีรายได้ไม่ใช่มาจากความมั่งคั่งของทรัพย์สิน ซึ่งไม่ยุติธรรมเท่าไร
“หากเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วรายได้มาจาก 2 ส่วนอย่างละครึ่ง หรือค่อนไปทางภาษีทรัพย์สินมากกว่า ส่วนภาษีมรดกยังไม่ทำในปีนี้ เพราะยังไม่มั่นใจว่าภาษีจะมีผลต่อการจัดเก็บจริงและผลการศึกษาที่ออกมาก็ ชี้ไปทางปัญหาอุปสรรคและความไม่คุ้มค่าในการจัดการมากกว่าผลดีที่รัฐจะได้ รับ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจมีกระแส ต่อต้านมากกว่า เมื่อเป็นเรื่องใหญ่จึงควรทำทีละเรื่องและภาษีที่ดิน ดูจะยากกว่า และน่าจะเป็นผลดีทางการเมืองมากกว่า”
ตั้งธนาคารที่ดินกว้านซื้อที่แบ่งให้คนจนเช่า
นอกจากนั้น ยังมีแนวคิดในการนำเงินรายได้จากภาษีที่ดิน1-2% มาเป็นเงินทุนตั้งธนาคารที่ดิน เพื่อรองรับการซื้อที่ดินที่ผู้ถือครองต้องการขายออกมาเพราะไม่อยากเสียภาษี โดยจะนำมาจัดสรรเป็นที่ดินทำกินให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินในราคาถูก เพื่อให้ต่อไปมีการนำที่ดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์สร้างความคุ้มค่าทาง เศรษฐกิจ ซึ่ง น่าจะเป็นผลบวกกับรัฐบาล และไม่กระทบฐานเสียง เพียงแต่ต้องชี้แจงประชาชนได้
นายกรณ์ กล่าวว่าการดูแลภาคประชาชน ยังรวมไปถึงการผลักดันตั้งกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ (กอช.) คาดจะมีผลบังคับใช้ปลายปีนี้ กอช.จะเป็นกองทุนสำหรับแรงงานนอกระบบ ที่มี 25 ล้านคน อาทิเช่น เกษตรกร พ่อค้า แม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ คนขับแท็กซี่ คาดว่ารัฐจะใช้เงินจ่ายสมทบปีละ 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนั้น ยังต้องดูแลให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น หลังจากที่เดินหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบที่มีผู้มาลงทะเบียนแล้วทะลุ 1 ล้านราย ตามที่คาดไว้และจะปิดรับลงทะเบียนในเดือน ม.ค.นี้ ระหว่างนี้กำลังกลั่นกรองข้อมูล เพื่อเริ่มเจรจาหนี้สินกลุ่มที่เป็นหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท ซึ่งมีประมาณ 2 แสนราย โดยการโอนหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ระบบของกลุ่มนี้ทำได้เร็ว ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนจากที่เคยเสียดอกเบี้ยเดือนละ 20-30% มาจ่ายเพียง 1% หากเทียบกับมูลหนี้เฉลี่ย 1 แสนบาทต่อราย ก็น่าจะใช้เงินประมาณ 1 แสนล้านบาท จะมีส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายค่อนข้างมาก
ตั้งกองทุนเจ้าหนี้ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ
สำหรับการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินนั้น ตามแผนแม่บทการเงินที่หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งไมโครไฟแนนซ์ เพื่อช่วยประชาชน15% ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงิน จะเร่งศึกษาโครงสร้างที่มีอยู่เดิมทั้ง สัจจะออมทรัพย์ หรือกองทุนต่างๆ หรือเปิดช่องให้เจ้าหนี้นอกระบบตั้งเป็น “กองทุน” เพื่อพัฒนาเป็นไมโครไฟแนนซ์อาจมีเอเย่นต์ไปเก็บเงินกู้แทนแต่ต้องทำตามกติกา อาทิเช่น เก็บดอกเบี้ยไม่เกินกว่าเพดานที่กำหนด ซึ่งมองว่าน่าจะเป็นไปได้
หาช่องให้เอกชนเข้าถึงแหล่งทุน
ในส่วนของการดูแลภาคธุรกิจว่าในส่วนที่เกี่ยว ข้องกับกระทรวงการคลัง จะเน้นถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเป็นสำคัญ เพราะหากต้นทุนของเอกชนไทยสูงกว่าต่างชาติ 1-2% ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงเป็นที่มาของการออกแผนพัฒนาตลาดเงินตลาดทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการระดมทุนมากขึ้น
นอกจากนั้น จะยึดแนวทางให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ในรูปแบบ PPP (public-private partnership) เพราะที่ผ่านมา การให้สัมปทานกับเอกชนทำให้รัฐเสียประโยชน์ อาทิเช่น ได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าความเป็นจริง หรือไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาค่าบริการต่างๆ ได้ โดยจะเริ่มจากโครงการรถไฟฟ้าก่อน เพราะรัฐใช้เงินลงทุนเยอะมากประมาณ 90% ต่อไปจะให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการเดินรถ รวมทั้งจัดซื้อรถโดยรัฐจะให้ผลตอบแน่นอน ขณะที่รัฐจะเป็นผู้กำหนดอัตราค่าโดยสารเอกชนจึงไม่ต้องห่วงว่าจะขาดทุนหรือ กำไรจากการใช้บริการของประชาชน
“สาเหตุที่รัฐต้องเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน มากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงบประมาณลงทุนมีค่อนข้างจำกัด ขณะที่งบรายจ่ายประจำและส่วนที่เป็นภาระในระยะ 5-10 ปีมีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิเช่น เบี้ยยังชีพคนชรา โดยปีงบ 2554 ที่กำลังจัดทำก็จะมีงบลงทุนไม่ถึง 20% ส่วนปี 2553 ที่ถึง 20% เพราะรวมเงินนอกงบเช่นเงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท”
นายกรณ์ กล่าวว่าจากแนวโน้มการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ อาจส่งผลให้การกู้ยืมชดเชยขาดดุลลดลงและรัฐบาลจะลดการใช้เงินนอกงบ และหันมาใช้เงินที่มาจากรายได้มากขึ้นแทน หมายความว่า ขนาดของเม็ดเงินในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่จะลงทุนไม่เปลี่ยนแต่ที่มาของเงินจะเปลี่ยน โดยจากเดิมที่คิดว่าจะใช้เงินงบประมาณ 2.5 แสนล้านบาท และกู้อีก 3 แสนล้านบาท อาจจะลดการกู้ลง 1 แสนล้านบาท แล้วมาเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในงบประมาณมากขึ้น ตามทิศทางเศรษฐ-กิจที่ฟื้นตัวและการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ทบทวนภาษีนิติบุคคล-บุคคลธรรมดา
สำหรับโครงสร้างภาษี นายกรณ์ ระบุว่า คงต้องพิจารณาทั้งระบบให้เป็นแพ็คเกจเดียวกัน ทั้งนิติบุคคล บุคคลธรรมดา และภาษีมูลเพิ่ม ยอมรับว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในระดับ 30% สูงกว่าประเทศคู่แข่ง แต่อัตรา 30% เสียจริงอาจแค่ 20% เพราะมีการให้สิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนได้มาก
“จุดยืนที่เคยประกาศไว้ก็มีความเป็นไปได้ ที่จะปรับลดลงมาได้แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา เช่นเดียวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็อาจปรับลดลงมา ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราเดิม10% ในหลักการควรจะเท่ากับที่เคยจัดเก็บเดิม”
Tags : ภาษีทรัพย์สิน • ภาษีที่ดิน • ธนาคารที่ดิน

ความคิดเห็นที่ 16
รวีพลอย , 25 พฤษภาคม 2553 15:15
ไม่เห็นด้วยอย่างมาก ถ้าจะมีการเก็บภาษีบ้านพักที่อยู่อาศัย ไม่ว่าบ้านพักที่อยู่อาศัยนั้นจะมีมูลค่าเท่าใด บ้านคือปัจจัยสำคัญ ทุกคนฝันที่จะมีบ้านบนที่ดินของตัวเอง แทนที่จะต้องไปเช่าบ้านอยู่ มูลค่าบ้านสูง ต่ำ จะซื้อหาได้ก็ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละคนที่จะผ่อนไหว ตรงจุดนี้ก็มีภาระหนี้อยู่แล้ว หรือผ่อนหมด ซื้อบ้านได้ แต่ต้องมาเสียภาษีบ้านพักที่ดินที่อยู่อาศัยอีก ไม่ต่างอะไรกับการเสียค่าเช่าบ้านจากรายเดือน มาเป็นรายปี
บ้านพักและที่ดินใช้อยู่อาศัยจริงๆ ต้องได้รับการยกเว้นเด็ดขาด ไม่ว่าจะมูลค่าเท่าใด ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ต้องทำมาหากินกว่าจะได้มา อย่ามาเอาเปรียบคนที่ทำมาหากินสุจริต
สมมุติว่า ตกงาน กินไม่อิ่ม หรือไม่มีรายได้อะไรเลย ซึ่งสามารถเกิดได้กับทุกคน พนักงานกินเงินเดือน เถ้าแก่ เจ้าของธุรกิจ แต่หากอย่างน้อยมีบ้านคุ้มหัวให้อาศัยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆแอบแฝง มันก็ช่วยให้ลดความลำบากลง
อยากฝากรัฐบาลคิดเรื่องภาษีอะไรก็แล้วแต่ ควรคำนึงถึงเรื่องปัจจัยที่ใช้ในการดำรงชีวิตเป็นหลัก บ้านและที่ดินพักอาศัยนั้นเป็นปัจจัยหลักของชีวิต และ คนในครอบครัว ไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยที่รัฐบาลจำเป็นต้องเก็บภาษี
การจัดเก็บภาษีจากสิ่งอื่นๆ ยังมีอีกมาก ที่รัฐบาลสามารถทำเพื่อทดแทน การเก็บภาษีจากบ้านพักที่ดินที่ใช้อยู่อาศัย
ประชาชนมีแต่จะเดือดร้อน และ เดือดร้อนมากขึ้น ถ้าหากรัฐบาลยังจะเดินหน้า
ความคิดเห็นที่ 15
เอ , 5 กุมภาพันธ์ 2553 16:00
อยากขายบ้านใหม่ รูปแบบ Neighborhood Community สไตล์โมเดิร์น มีบ้านเดี่ยวและทาวส์โฮม 3 ยูนิตสุดท้าย ใกล้ MRT แยกลาดพร้าว รัชดา (หลังกรมส่งเสริมการส่งออกถ.รัชดาภิเษก) เข้าออกได้ทั้งถ.รัชดาภิเษก หรือลาดพร้าว (โอนก่อน 28 มีค. 53 ฟรีค่าธรรมเนียมทั้งหมดในการโอน) ราคาเริ่มต้น 6.5 ล้านบาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 089-6074077
ความคิดเห็นที่ 14
สุธน หิญ , 16 มกราคม 2553 20:28
เรื่องวิกฤตเศรษฐกิจเนื่องจากวัฏจักรฟองสบู่ของไทยปี 2540 และวิกฤตจากสหรัฐฯ ที่ลามออกไปค่อนโลกในปี 2551-52 ที่ก่อความเสียหายใหญ่หลวงเดือดร้อนกันทั้งคนรวยคนจน ทั้งสถาบันการเงินนั้น ความจริงมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะการเก็งกำไรที่ดิน ซึ่งอาศัยการ * ้เงิน และนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น นักเศรษฐศาสตร์สำนักจอร์จ ได้ทำนายไว้ก่อนแล้วตั้งเกือบ 10 ปี แต่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่รู้ล่วงหน้านานพอที่จะแก้ไขปัดเป่าหรือไม่เชื่อว่าจะเกิดได้ ถ้าใชัระบบภาษีที่ดินตามที่ผมเอาของเขามาเสนอ วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้จะหายไปครับ ดู http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=46&c=1
ความคิดเห็นที่ 13
สุธน หิญ , 16 มกราคม 2553 19:15
คุณความเห็นที่ 11 ครับ ผมไม่ได้เสนอให้เก็บภาษีที่ดินเพื่อลงโทษเจ้าของที่ดินเลยครับ ตามที่ผมอ้างเชอร์ชิลล์ไว้ดังนี้
เชอร์ชิลล์บอกไว้ว่า ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะทำให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังชนชั้นหนึ่งชั้นใดขึ้น ข้าพเจ้ามิได้คิดว่าผู้ที่หาเงินจากส่วนเพิ่มจากที่ดินอันมิใช่เกิดจากการลงแรงลงทุนนั้นเลวกว่าบุคคลอื่นที่หากำไรเท่าที่อาจจะหาได้ในโลกที่มีความลำบากนี้โดยไม่เป็นการผิดกฎหมายและเป็นไปตามที่ปฏิบัติกันทั่วไป ที่ข้าพเจ้าโจมตีนั้นไม่ใช่บุคคล แต่เป็นระบบ (วาทะของนักคิดเรื่องที่ดินและการกระจายรายได้ http://bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=182&c=1)
พวกที่เสนอให้ลงโทษเจ้าของที่ดินคือพวกที่ให้เก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าครับ
และที่ผมยกดัวอย่างไว้ก็คือค่อย ๆ เพิ่มภาษีที่ดินเป็นเวลา 30 ปี ภาษีจึงเท่าหรือเกือบเท่าค่าเช่าที่ดินตามที่ควรจะเป็น นั่นคือเพิ่มปีละ 3 % เศษ ของค่าเช่าเท่านั้นครับ
การไม่เก็บภาษีที่ดินมากๆ ก็คือการปล่อยให้ประโยชน์จากความเจริญของบ้านเมืองอันเกิดจากทุกคนร่วมกัน ตกไปเป็นของเจ้าของที่ดินต่อไป และการเก็บภาษีอย่างเช่นภาษีมูลค่าเพิ่มก็คือการรีดเลือดกับปูสำหรับคนจน เพราะมันทำให้ของแพงขึ้นซึ่งตามปกติจะแพงขึ้นเกินกว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ตั้งไว้ด้วยซ้ำครับ
ความคิดเห็นที่ 12
สุธน หิญ , 16 มกราคม 2553 18:43
ตลอดเวลามานานแล้ว ระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรมของแทบทุกรัฐในโลกกำลังเบียดเบียนผู้ลงแรงลงทุน ที่สาหัสคือคนจน
ผู้ได้ประโยชน์คือเจ้าของที่ดิน และทำให้มีการเก็งกำไรสะสมที่ดิน ซึ่งซ้ำเติมให้การเบียดเบียนรุนแรงทับทวี
ราคา-ค่าเช่าที่ดินแพงเกินจริง ทำให้ผลตอบแทนต่อแรงงานและทุนต่ำเกินจริง
เมื่อรวมกับการสะสมที่ดินไว้โดยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ ก็ทำให้แรงงานและทุนพลอยไม่ค่อยมีงานทำไปด้วย
ผลผลิตของชาติต่ำกว่าที่ควร คนว่างงานมากขึ้น ค่าแรงยิ่งต่ำ
ภาษีเงินได้และภาษีกำไรยิ่งไปลดรายได้ และภาษีการผลิตการค้าทำให้ของแพง
คนจนยิ่งเดือดร้อน อ่อนแอ กลายเป็นเหยื่อนายทุนผู้จ้าง นายทุนเงิน * ้ และผู้หลอกลวงโดยง่าย
อีกทั้งการเก็งกำไรที่ดินอย่างกว้างขวาง ผสมกับสาเหตุทางการเงิน ยังก่อวัฏจักรเศรษฐกิจที่เหวี่ยงตัวรุนแรง
เกิดความเสียหายใหญ่หลวงดังเช่นปี 2551-52 ในสหรัฐฯ และลามไปทั่วโลก
ถ้าไม่มีการเก็งกำไรที่ดินอย่างกว้างขวาง ก็ไม่มีการ * ้เงินอย่างกว้างขวาง
ถ้าไม่มีการเก็งกำไรที่ดินอย่างกว้างขวาง ก็ไม่มีวัฏจักรราคาที่ดินที่เหวี่ยงตัวรุนแรง
วิกฤตการเงินที่รุนแรงลามทั่วโลกก็ไม่เกิด เก็งกำไรที่ดินมีในลัทธิที่ดินนิยม มิใช่ทุนนิยม
ลัทธิที่ดินนิยมยังอยู่คงทน เป็นกาฝากร้ายมาตลอดในระบบที่เรียกกันว่า ทุนนิยม
ที่ดินนิยมคือเชื้อแห่งความเสื่อม เมื่อที่ใดเกิดความเจริญ มีสิ่งอำนวยความสะดวกดี ที่ดินก็ราคาสูง
ยิ่งเกิดการเก็งกำไรที่ดิน ในที่สุดค่าแรงและผลตอบแทนทุนยิ่งต่ำ คนจนยิ่งเดือดร้อนเพิ่มขึ้น
ความเจริญจึงยิ่งทำให้คนจนเดือดร้อน จนกว่าเราจะหันมาเก็บภาษีที่ดินแทนภาษีจากการทำงานและการลงทุนผลิตและค้า
เชิญอ่าน ผลดีและความเป็นธรรมของการมุ่งเก็บภาษีที่ดิน และ เลิกภาษีจากการลงแรงลงทุน
http://bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=242&c=1
และ ผสมสองทฤษฎีสกัดเศรษฐกิจฟองสบู่
http://bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=46&c=1
จากเว็บ http://utopiathai.webs.com
ความคิดเห็นที่ 11
คนกรุงแท้ , 15 มกราคม 2553 22:34
ผมเห็นด้วยครับที่บ้านเราควรมีการเก็บภาษีที่ดินเสียทีครับ ส่วนรายละเอียดของอัตราภาษีและการจำแนกที่ดินที่จะต้องเสีย รวมทั้งข้อยกเว้นของการเก็บภาษีนั้นคงต้องมาถกเถียงกันต่อไป ไม่ใช่เรื่องที่จะมาตั้งป้อมคัดค้านกันตะเพิดตะเพอก่อนจะดูเนื้อหาสาระและหลักการเสียก่อนครับ สำหรับคห.10ผมคิดว่าไปไกลเกินไป การมุ่งเก็บภาษีที่ดินแทนภาษีที่เกิดจากการลงแรงลงทุนนั้นทำอย่างกับคนทุกคนมีความสามารถและศักยภาพเท่าเทียมกันทุกคน บางคนสะสมทุนด้วยพัฒนาทางการศึกษา บางคนสะสมทุนด้วยการสะสมที่ดิน บางคนสะสมความสามารถพิเศษเฉพาะตัวเช่น ความสามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ หรือความสามารถพิเศษด้านกีฬา บางคนดูแลรักษาความงามรูปร่างให้ดูดี และอื่นๆอีกมากมาย ผมไม่อยากให้มองคนที่สะสมที่ดินแล้วถูกมองว่าเป็นความผิดจะต้องถูกลงโทษด้วยการเก็บภาษีแทนภาษีที่เกิดจากการลงแรงลงทุนอย่างที่คุณเสนอมาครับ แต่การเก็บภาษีที่ดินควรเก็บเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูง เพื่อโน้มน้าวให้ผู้คนหันไปถือครองทรัพย์สินในรูปอื่นๆแทน ซึ่งจะส่งผลให้มีการคายที่ดินออกมาเพื่อการทำกสิกรรมมากขึ้นครับ ซึ่งก็คงช่วยให้คนมีความเหลื่อมล้ำในฐานะความเป็นอยู่อย่างมากเช่นในปัจจุบันลดแคบตัวเข้ามาบ้างครับ และเพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านจากชนชั้นสูง รัฐฯก็ควรกำหนดเป็นแผนแบบขั้นบันไดเพื่อให้มีเวลาในการปรับตัวด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 10
สุธน หิญ , 15 มกราคม 2553 18:26
ภาษีทรัพย์สินแก้ไขอีกนิด เศรษฐกิจจะอุดมโภคา
ภาษีที่ดินควรเป็นภาษีที่เก็บแทนภาษีเงินได้และภาษีจากการผลิตสินค้าและบริการ รวมทั้งการค้าขาย เพราะมูลค่าหรือค่าเช่าที่ดินนั้นไม่ได้เกิดจากการกระทำของเจ้าของที่ดิน แต่เกิดจากการมีชุมชน กิจกรรมของส่วนรวม รวมทั้งการเสียภาษีต่างๆ ที่รัฐเรียกเก็บ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทำให้การประกอบอาชีพและการกินอยู่ทำได้สะดวกรวดเร็วปลอดภัย ฝรั่งจึงเรียกมูลค่าหรือค่าเช่าที่ดินว่า unearned income หรือ unearned increment
การเก็บภาษีที่ดินแทนภาษีจากการลงแรงลงทุนเช่นนี้ ที่จริง โดยหลักของสำนักจอร์จ ก็คือเมื่อเปลี่ยนแปลงเสร็จสิ้นแล้ว สมมุติว่าค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย ใช้เวลา 30 ปี ภาษีที่ดินจึงเท่าหรือเกือบเท่ากับค่าเช่าศักย์หรือค่าเช่าที่ควรจะเป็นของที่ดินนั้นๆ ทางปฏิบัติก็คือ รัฐเป็นเจ้าของที่ดิน ส่วนจ้าของที่ดินแต่ละรายกลายเป็นผู้เช่านั่นเอง นี่เป็นข้อเดียวที่จะกล่าว (หา) ได้ว่าเฮนรี จอร์จเป็นสังคมนิยม (แต่พยายามอย่ายุ่งเกี่ยวกับการจัดคนให้ไปอยู่ในที่ดินตามพื้นที่ต่างๆ ให้เขามีสิทธิเลือกที่ดินของเขาเองดีที่สุด)
มีภาษีเกี่ยวกับที่ดิน (ทรัพยากรธรรมชาติ) ที่ควรเก็บอีก 2 อย่าง คือ ค่านำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้หมดเปลืองไป และ ค่าชดเชยก่อมลพิษแก่สิ่งแวดล้อม
ส่วนกิจการอื่นๆ เอกชนทำได้โดยเสรี ไม่มีภาษีอะไรที่จะต้องจ่าย ทำมาหาได้เท่าไรเป็นของตนเองทั้งหมด ไม่ต้องยื่นแบบเพื่อชำระภาษี แม้กระทั่งภาษีที่ดิน (ภาษีสิ่งปลูกสร้างก็ไม่เก็บ) โดยภาษีที่ดินนั้นรัฐมีโฉนดหรือใบสำคัญอื่นๆ เป็นหลักฐานอยู่แล้วหรือสามารถตรวจสอบเองได้และต้องตั้งแผนที่แสดงราคาประเมินให้เห็นกันทั่วเพื่อความโปร่งใส เช่น ตั้งแสดงไว้ที่แต่ละอำเภอ
เมื่อเก็บภาษีที่ดินเท่ากับค่าเช่าที่ควรเป็น ก็เกิดความยุติธรรม เพราะความได้เปรียบเสียเปรียบกันเนื่องจากการครองที่ดินมากน้อยดีเลวผิดกันจะหมดไป ไม่ต้องจัดสรรที่ดินให้ใคร เพราะตามระบบใหม่นี้ ผู้คนจะไม่ถือครองเก็บกักที่ดินไว้ จนกว่าจะเห็นว่าสามารถทำประโยชน์หรือใช้ที่ดินได้คุ้มกับภาษีที่ดินที่จะต้องจ่าย ที่ดินจะกลายเป็นของหาง่ายและราคาถูก
(เมื่อภาษีเท่ากับค่าเช่าที่ควรเป็น ตามทฤษฎีราคาที่ดินจะเท่ากับศูนย์ เพราะการมีที่ดินเกินกว่าที่ตนจะใช้ประโยชน์ได้คุ้ม จะไม่ก่อประโยชน์อันใดให้แก่เจ้าของที่ดินอีกค่อไป มีแต่จะขาดทุนเพราะต้องจ่ายภาษีที่ดิน)
เมื่อที่ดินกลายเป็นของหาง่ายและราคาถูกแสนถูก ก็ไม่มีเหตุผลที่รัฐจะต้องลงโทษเจ้าของที่ดินให้มากขึ้นไปอีกโดยเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าสำหรับผู้มีที่ดินมากหรือไม่ใช้ประโยชน์เป็นเวลานาน (ถึงไม่กำหนดไว้ก็ไม่มีใครเขาจะเก็บที่ดินไว้มากๆ หรือนานๆ ให้เสียภาษีที่ดินไปเปล่าๆ หรอก)
อีกประการหนึ่ง ครอบครัวที่เขาตั้งบริษัทกันเป็นว่าเล่น แล้วแต่ละบริษัทก็มีที่ดินกันมากบ้างน้อยบ้างนั้น (แบ่งที่ดินให้มีขนาดเล็กลง) รัฐมีหนทางแก้เกมแล้วหรือยังครับ ?
เชอร์ชิลล์บอกไว้ว่า ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะทำให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังชนชั้นหนึ่งชั้นใดขึ้น ข้าพเจ้ามิได้คิดว่าผู้ที่หาเงินจากส่วนเพิ่มจากที่ดินอันมิใช่เกิดจากการลงแรงลงทุนนั้นเลวกว่าบุคคลอื่นที่หากำไรเท่าที่อาจจะหาได้ในโลกที่มีความลำบากนี้โดยไม่เป็นการผิดกฎหมายและเป็นไปตามที่ปฏิบัติกันทั่วไป ที่ข้าพเจ้าโจมตีนั้นไม่ใช่บุคคล แต่เป็นระบบ (วาทะของนักคิดเรื่องที่ดินและการกระจายรายได้ http://bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=182&c=1)
และรัฐก็ไม่ต้องเสียเงินตั้งธนาคารที่ดินเพื่อช่วยคนจน โดยเฉพาะเมื่อปรากฏชัดแจ้งตลอดเวลามาว่า เจ้าหน้าที่รัฐนั่นแหละหาโอกาสฉ้อราษฎร์บังหลวงอยู่ตลอดเวลา
ความคิดที่ว่าจะมีการยกเว้นสำหรับที่ดินขนาดเล็กมูลค่าต่ำนั้น ก็ไม่ควรยกเว้น เพราะจะเสียความยุติธรรมไปเหมือนกันกับการเก็บภาษีก้าวหน้าสำหรับคนหรือบริษัทที่มีที่ดินมาก ขอให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับธุรกิจทั่วไป อย่าใช้วิธีพิจารณาฐานะลูกค้า ธุรกิจคือธุรกิจ อีกประการหนึ่งคือ เราต้องการเงินสำหรับงบประมาณแผ่นดิน ถ้ามีการลดหย่อน ยกเว้น ก็จะต้องเก็บภาษีจากการลงแรงลงทุนผลิตและค้าต่อไป เป็นอันเสียความมุ่งหมาย
เรื่องภาษีมรดกที่ท่านกรณ์ขอรอไว้ก่อนนั้นดีแล้วครับ เพราะมรดกส่วนใหญ่คือที่ดินนั่นเอง เครื่องจักร โรงงาน บ้านเรือนซึ่งเป็นของที่ลงแรงลงทุนสร้างถือว่าเป็นของเอกชนที่เขาควรมีสิทธิเต็มที่ และต้องอาศัยตั้งอยู่บนที่ดิน ซึ่งจะต้องเสียภาษีตามระบบใหม่อยู่แล้ว อีกส่วนหนึ่งคือของเล็กๆ ที่มีมูลค่าสูงก็เลี่ยงภาษีง่ายและก็ไม่ควรต้องถูกเก็บภาษี เพราะมันไม่ได้ไปขัดขวางการทำมาหาเลี้ยงชีวิตของใคร (ตรงข้ามกับการเก็บกักที่ดิน)
ซ้ำคนจนทั้งหลายก็จะไม่ต้องเสียภาษีอื่นๆ ทำให้สินค้าของกินของใช้ราคาถูกลง ผู้ลงทุนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ภาษีกำไร และที่ดินก็หาง่ายราคาถูก ก็จะมีกำลังใจลงทุนมากขึ้น กลายเป็นว่านายทุนต้องแข่งขันกันหาคนมาทำงาน แทนที่แรงงานจะต้องง้อนายทุนและถูกกดค่าแรงอย่างระบบปัจจุบัน ค่าแรงก็จะสูงขึ้น ผลผลิตเพิ่ม กลายเป็น Economy of Abundance ขึ้นแทน Economy of Scarcity นั่นคือ ประเทศของเราจะเป็นอุดมรัฐหรือยูโทเพีย หรือประมาณนั้น อาชญากรรมจากความยากจนและการกลัวความยากจนที่ระบาดเป็นภัยคุกคามคนรวยอยู่มากมายก็จะลดลงอย่างมาก
และเมื่อสินค้าเราราคาต่ำ ก็จะแข่งขันได้สบายกับต่างประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เรื่องที่ดินที่เป็นปัญหาสางกันไม่ค่อยจะออก เพราะเจ้าหน้าที่คอร์รัปชัน เกิดปัญหากรรมสิทธิ์ทับซ้อนระหว่างชาวบ้านกับคนรวยที่โลภมาก ปัญหาชาวบ้านบุกรุกที่หลวง ที่รกร้าง ฯลฯ จะแก้ได้โดบง่ายหรือหายไปเองด้วยซ้ำ
ปัญหาใหญ่ก็คือ ท่าน รมว.คลัง กรณ์ จะทำได้หรือ ? บุคคลชั้นนำอื่นๆ เขาจะได้ดวงตาเห็นธรรมเหมือนท่านหรือ ?
ผมได้แต่เอาใจช่วย และถือโอกาสบอกกล่าวให้รู้กันทั่วไปว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ขอให้พวกเราประชาชนช่วยกันเลือกผู้แทนที่สัญญาว่าจะมุ่งเก็บภาษีที่ดินเพิ่มขึ้น และลด-เลิกภาษีจากการลงแรงลงทุน นะครับ.
จากเว็บ http://utopiathai.webs.com
ความคิดเห็นที่ 9
ไปอุดท่อที่รั่วมาก่อน , 15 มกราคม 2553 15:50
งานที่ควรทำคือ ไปตามยึดทรัพย์นักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่นและพวกเจ้าหน้าที่ชั่วๆก่อน (ให้เป็นรูปธรรมและเห็นผลอย่างรวดเร็ว) ที่ปัจจุบันยังคงปล้นชาติอยู่ ชาติจะมีเงินเหลือกลับเข้ามาใช้จ่ายในระบบอย่างน้อยอีก 30-40%(ที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 600,000ล้านถึง 1,000,000ล้าน)
ดีกว่าไปรีดภาษีกับประชาชน
ความคิดเห็นที่ 8
เห็นใจคนจนด้วย , 15 มกราคม 2553 14:36
กรณ์จะปรับโครงสร้างภาษี เก็บภาษีทรัพย์สิน ตั้งธนาคารที่ดิน
ปัญหาเรื้อรัง เรื่องนายทุน นักการเมือง คนใหญ่คนโตครอบครองที่ดินกันรวยไม่กี่ตระกุล แต่คนไม่มีที่ดินทำกิน จนกระจาย
ชาวบ้านสลดใจเรื่องคนจนไม่มีที่ดินทำกินนายสมพร พัฒนภูมิ สุราษฎ์ ถูกเอ็ม 16 ยิง สิ้นใจคาที่พักพิง..ก่อนถูกสังหารซ้ำ วิ่งไปกราบกอดแม่ธรณีหน้าต้นปาล์ม ซึ่งเป็นแผ่นดินที่เขาเรียกร้องเพื่อจะเป็นหลักประกันที่ให้เกิด"โฉนดชุมชน"
ขอให้ทำได้จริง เพราะถ้ากระทบกับคนรวย ไปทำให้คนรวยเดือดร้อน .. รับรองว่าถูกคนรวยเสียงดัง มีอำนาจ โดยเฉพาะคนรวยในสภาไทย รุมด่าแน่ๆ เลย
..เป็นกำลังใจให้สู้ ๆ ทำงานลดช่องว่างรา ยได้
ความคิดเห็นที่ 7
ไปดีกว่า , 15 มกราคม 2553 14:34
ทำไมไม่เคยใช้ FB share ของเวปกรุงเทพธุรกิจได้เลยอ่ะ
set ค่าอะไรผิดเปล่า มีใครแชร์กันได้บ้างเปล่าครับ
ความคิดเห็นที่ 6
เบิร์ด , 15 มกราคม 2553 13:51
เชียร์คุณกรณ์เรื่องภาษีทรัพย์สินและธนาคารที่ดินอย่างเต็มที่ครับ
ความคิดเห็นที่ 5
Uni , 15 มกราคม 2553 10:59
ไม่เก็บภาษีหรือเก็บน้อยกับคนที่มีทรัพย์สินน้อยดีแล้ว จะดีมากๆๆๆถ้าเก็บภาษีคนที่มีทรัพย์สินมากๆๆๆๆ โดยเฉพาะมรดก(มากๆๆ)
ความคิดเห็นที่ 4
แซม , 15 มกราคม 2553 10:29
พ่อค้านักธุรกิจเลี่ยงภาษีกันทั้งนั้น...ด้วยความช่วยเหลือจากนักบัญชี/นักกฏหมายไร้ศีลธรรม ขณะที่มนุษย์เงินเดือนโดนเก็บเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตั้งกรมตรวจสอบการจัดเก็บภาษีขึ้นมาตรวจสอบ/ควบคุมน่าจะดี...รัฐคงมีรายได้ขึ้นมาอีกมหาศาล
ความคิดเห็นที่ 3
ก่อหนี้&รีดภาษี , 15 มกราคม 2553 10:02
ก็เป็นแบบนี้แหละ ก่อหนี้ ก็ต้องตามมาด้วยการรีดภาษี ..... ผมฝันอยากให้ประเทศไทย แก้ไขโครงสร้างหลาย ๆ อย่างเพื่อโตอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการปลูกสามัญสำนึก ไปที่ คน มากกว่า ใช้วิธี เอากฏหมายมาครอบหัวคน ..... 1) จิตสำนึก รักเคารพกฏหมายทุกชนชั้น ทั้ง อมาตย์ และ อะ-แม้ว ..... 2) จิตสำนึก อยากให้เงินภาษีไปพัฒนาประเทศมากกว่าเข้ามือนักการเมือง และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ..... 3) จิตสำนึก เผื่อแผ่สังคม อย่าเน้นแต่ตัวเองสบายเข้าว่า เช่น ประเทศเราเป็นเกษตรกรรม ก็เน้นไปซื้อของที่ตลาดสดมากขึ้น ไปต่างจังหวัดก็ซื้อผลผลิตการเกษตรท้องถิ่นมากหน่อย อย่าเน้นไปที่ BigC , Lotus หรือ สินค้าของธุรกิจ ผูกขาดอะไรมากนัก ถ้าเค้าให้สิ่งที่คุณต้องการได้ ในราคาใกล้ ๆ กันหรือถูกกว่า
ความคิดเห็นที่ 2
thanyasak , 15 มกราคม 2553 08:27
ผมเคยเขียนบทความเรื่อง "ภาษีที่ผีกลัว" ลงในมติชนรายวันมานานนับปีแล้ว เอาใจช่วยรัฐมนตรีคลังให้เก็บภาษีที่ดิน และมรดก
พอเอาเข้าจริง ใกล้อวสานของรัฐบาล รัฐมนตรีก็รื้อเฉพาะภาษีที่ดิน ไม่กล้าแตะต้องภาษีมรดก
ช่างเป็นภาษีที่ผีกลัวจริง ตายไปแล้วยังไม่อยากเสียภาษี
ความคิดเห็นที่ 1
แชบ๊วย , 15 มกราคม 2553 06:38
เชื่อว่ายังมีที่ดินในมือนายทุน ขุนศึก ศักดินาผืนใหญ่ๆอีกมากหรือแม้แต่ผู้ออกกฏหมายเองจะกล้าหรือ แม้กฏหมายนี้ออกมาจริงก็มีลาภก้อนใหญ่มาจากการซื้อที่ดินแบบวัดครึ่งกรรมการครึ่ง ปากมันอีกแล้ว
ว