สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างฯ โอดรับเหมากระทบหนักต่อกรณีศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับ 65 โครงการในมาบตาพุด เอสซีจีแจงเผยกระทบแรงงานก่อสร้าง 1 หมื่นคน
ขณะที่ "โจนส์แลงฯ" เผยลูกค้าชะลอลงทุนหวั่นย้ายฐานไปเวียดนาม นักวิชาการแนะคณะทำงานตั้งลำใหม่ ยึดกรอบ "อีไอเอ" แก้ปมรายงานผลกระทบสุขภาพ ให้ความเป็นธรรมแก่โครงการที่ได้รับอนุญาตถูกต้อง จี้เอาผิดหน่วยงานผู้อนุมัติและท้องถิ่นที่ดูแลไม่ทั่วถึง
นายพลพัฒ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า บริษัทมีงานรับเหมาก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดของบริษัท ปตท.ในส่วนที่เป็นการสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติแต่ก็ไม่กระทบเพราะเป็นส่วนที่ศาลพิจารณาแล้วให้ดำเนินการต่อได้
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับการดำเนินการ 65 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดครั้งนี้กระทบต่อภาคธุรกิจการก่อสร้าง เพราะนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นแหล่งงานของผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ทั้งนั้น และในขณะเดียวกันก็กระทบต่อผู้รับเหมาขนาดกลางและขนาดเล็กที่เป็นผู้รับเหมาช่วงที่จะต้องชะลอการรับงานหรือการก่อสร้างไปก่อนจนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน
ทั้งนี้แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีรับเหมาก่อสร้างรายใดร้องเรียนมาที่สมาคมฯ ถึงผลกระทบหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ส่วนตัวประเมินว่าความเสียหายจะต้องเกิดขึ้นแน่ หากถูกระงับไปจริงๆ ทั้งค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายผู้รับเหมาก่อสร้างออกจากโครงการ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อรักษาสภาพงานก่อสร้างให้มีความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายจากการยกเลิกสัญญา ดอกเบี้ย ค่าจ้างพนักงาน และค่าสูญเสียโอกาสในการประกอบธุรกิจ
ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้สอดคล้องกับ รายงานจากบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทมีโครงการของเอสซีจี เคมิคอล ทั้ง 18 โครงการเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 57,500 ล้านบาท ซึ่งจากการหยุดกิจกรรมชั่วคราวนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบทางการเงิน ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายผู้รับเหมาก่อสร้างออกจากโครงการ ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะกระทบต่อธุรกิจ ยังกระทบต่อการจ้างงานในภาคก่อสร้างที่เกิดจากการว่าจ้างงานในงานรับเหมาก่อสร้างรวมกว่า 1 หมื่นคน
คอลลิเออร์ส หวั่นต่างชาติย้ายฐาน
นายปฏิมา จีระแพทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน กล่าวว่ามาบตาพุดเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหญ่มูลค่าลงทุน มหาศาล คำสั่งระงับการดำเนินการ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจในเรื่องกฎระเบียบ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจชะลอการตัดสินใจ และอาจย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นแทน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม คอลลิเออร์สฯ ในฐานะที่ธุรกิจมีความใกล้ชิดและต้องติดต่อกับกลุ่มทุนต่างประเทศ พยายามอธิบายและชี้แจงในรายละเอียดว่าอุตสาหกรรมที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนั้น ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน โดยยังมีนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพรองรับที่จะลงทุนของนักลงทุนต่างชาติทั้งรายใหม่และนักลงทุนรายเก่า ที่ต้องการขยายการลงทุนเพิ่ม ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนต้องการพื้นที่เพื่อสร้างโรงงานบนพื้นที่กว่า 1 แสนตารางเมตร ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการขยายการลงทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์
"ช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังจากศาลปกครองสูงสุด สั่งให้ระงับการดำเนินการ ต่างชาติเกิดความไม่มั่นใจ และกังวลการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ถ้าให้ระดับความกังวลเต็มสิบ ผมว่ากังวลเกินระดับ แต่ตอนนี้ความกังวลเริ่มลดลงบ้างเหลือระดับที่ 6.5 - 7" นายปฏิมา กล่าว
นายปฏิมา กล่าวว่า การที่ความกังวลลดระดับลงมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคณะทำงาน และการผู้ที่เกี่ยวข้องพยายามเร่งหาข้อสรุปแนวทางการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสุขภาพใหม่ให้ได้มาตรฐานตามหลักสากล รวมทั้งการกำหนดความหมาย กรอบ ขอบเขตให้แล้วเสร็จทันภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งหากมีความชัดเจนก็จะสามารถกู้ภาพลักษณ์ที่ดีจากต่างชาติหรือทั่วโลกได้
โจนส์ แลงฯ จี้รัฐเร่งเคลียร์
นายทรัพยากร แสนสุขทวีทรัพย์ หัวหน้าฝ่ายบริการอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรม บริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ ที่ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุน และเชื่อว่าการลงทุนใหม่ๆ จะต้องลดลงถ้าไม่มีความชัดเจนเกิดขึ้น เห็นได้จากการชะลอการลงทุนของลูกค้าที่บริษัทรับเป็นที่ปรึกษาฯให้นั้นมีหลายโครงการแต่ละโครงการมีมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี นอกจากการชะลอการตัดสินใจที่จะลงทุนแล้ว บางรายอาจทบทวนแผนการลงทุนใหม่ ด้วยการเปลี่ยนใจไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น เวียดนาม
"ความชัดเจนในการแก้ไขปัญหายิ่งเร็วยิ่งดี หากช้าหรือใช้เวลาในการหาทางออกนาน ความเสียหายจะยิ่งเพิ่มขึ้น" นายทรัพยากร กล่าว และว่า การชะลอการลงทุนของนักลงทุนนั้นรายใหม่ อาจเสียหายไม่มาก แต่สำหรับรายที่มีการลงทุนไปแล้ว ออกแบบไปแล้ว หรือลงมือก่อสร้างแล้ว รวมถึงรายที่มีการว่าจ้างพนักงานไปแล้วแล้วโรงงานจะเริ่มเดินเครื่องในปีหน้า เมื่อโครงการถูกระงับ ผลกระทบเกิดขึ้นมหาศาล ทั้งด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เวลาที่สูญเสีย รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอีกมากในกรณีที่ไปรับออเดอร์ล่วงหน้าจากลูกค้ามา
นักวิชาการแนะยึด "อีไอเอ" แก้ปมมาบตาพุด
แหล่งข่าวจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ อดีตคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีปัญหามาบตาพุด ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ระงับการพัฒนา 65 โครงการอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมว่า เรื่องนี้ควรจะย้อนกลับไปที่ต้นตอของปัญหาว่า แนวทางการแก้ไขที่น่าจะทำได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด น่าจะเป็นการกลับไปตรวจสอบว่า โครงการเหล่านั้น ได้รับการอนุญาตรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้วหรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้วในรายงานอีไอเอ จะมีรายละเอียดที่ครอบคลุมเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอยู่ด้วย แม้จะยังไม่มีกฎหมายเรื่องเอชไอเอ ระบุไว้เพราะเป็นการยกร่างจากรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งหากพบว่าโครงการนั้นๆ ได้รับการอนุญาตอีไอเอแล้ว ก็น่าจะพิจารณาได้ว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎระเบียบที่มีอยู่เดิม
หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่า โครงการใดผ่านรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งมีรายละเอียดที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ กรณีนี้ก็ควรจะย้อนไปเอาผิดกับคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ผู้อนุมัติรายงานดังกล่าว แต่หากรายงานทำไว้ถูกต้องตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ทุกประการ แต่มีความบกพร่องในขั้นตอนการปฏิบัติ เช่นไม่จัดทำระบบป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้ตรงตามรายงานดังกล่าว กรณีนี้ก็ต้องไปเอาผิดกับหน่วยงานท้องถิ่นผู้มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และบังคับให้โครงการหรือโรงงานอุตสาหกรรม ได้ปฏิบัติตามรายงานอีไอเอที่ได้ทำไว้
"ส่วนรายละเอียด เกี่ยวกับระเบียบรายงานผลกระทบสุขภาพ หรือ เอชไอเอ ที่กล่าวถึงในกรณีปัญหา ตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเรื่องใหม่ที่ผู้ร่าง รธน.จัดทำขึ้นมาภายหลัง ทั้งที่ในทางปฏิบัติรายงานอีไอเอก็ครอบคลุมเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว ประเด็นนี้ต้องมาดูในรายละเอียด ไม่ควรอ้างอิงเพียงข้อความในร่างกฎหมายใหม่เท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว
ความคิดเห็นที่ 3
sopon , 16 ธันวาคม 2552 01:09
อ่านจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ประชาชนมาบตาพุดต้องการอุตสาหกรรมต่อไป และโปรดพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ได้ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/letter/letter17.htm
ความคิดเห็นที่ 2
55 , 15 ธันวาคม 2552 09:57
เห็นด้วยกับความเห็นที่ 1 ครับ
ลงทุนแค่กระทบ แล้วมีคนตายเหมือนมาบตาพุดไหมครับ ตายแบบรู้ตัวว่าต้องตายนะ
ความคิดเห็นที่ 1
chuan , 15 ธันวาคม 2552 09:14
These dirty investments should not be allowed. They only want a place to exploit cheap resources, labours and to bribe officials so that they can make money without paying proper tax. Only with Siam Pigs, in Thailand that they can do it. Advanced countries would not welcome them.