กลุ่มซีดีแอล กองทุนสิงคโปร์ได้โอกาสช้อปอสังหาฯ รอบใหม่ หลังหยุดไป 2 ปี ชี้ โตเกียวน่าซื้อ ล่าสุด ขนเงิน 200 ล้านสหรัฐ จ่อซื้ออสังหาฯ เอเชีย
นายสุชาติ เจียรานุสสติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอาร์ สุขุมวิท จำกัด ในเครือกลุ่มซิตี้ ดิเวลลอปเม้นท์ (ซีดีแอล : CDL)กลุ่มทุนอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ในหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ ซึ่งถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการกว้านซื้ออสังหาฯ ที่น่าสนใจลงทุน เพราะราคาทรัพย์สินลดลงจากช่วงที่ตลาดได้รับความนิยมสูงสุดในราวปลายปี 2550 สูงถึง 50% จากการได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโลก
ล่าสุด ทางกลุ่มฯ ได้ใช้กองทุนอสังหาริมทรัพย์กองที่ 2 มูลค่าประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าซื้ออสังหาฯ ใน 3 ทำเลหลักๆ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง และโตเกียว โดยขณะนี้ถือว่าโตเกียวเป็นเมืองที่น่าเข้าไปลงทุนมากที่สุดแล้ว
เนื่องจากการที่ตลาดอสังหาฯ ในเมืองดังกล่าวได้รับผลกระทบจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์มาก อสังหาฯ จำนวนไม่น้อยถูกสถาบันการเงินยึด และเทขาย ราคาจึงปรับตัวลดลงในอัตราส่วนที่สูงมาก เปิดโอกาสให้กับการเข้าไปกว้านซื้อทรัพย์สินที่มีศักยภาพภายใต้ต้นทุนต่ำ โดยเชื่อว่าจะมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้ 6-8% ต่อปี ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่สูงมากในเวลานี้ แม้แต่ในไทยก็ยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนในสัดส่วนดังกล่าวได้
“เราได้เข้าไปดูโครงการที่สร้างค้างในโตเกียว ไม่ว่าจะเป็น ที่อยู่อาศัย และโรงแรมแล้ว เพราะ และเริ่มหาซื้อทรัพย์สินที่ศักยภาพมาพัฒนาต่อ หลังจากที่ไม่ได้ซื้อทรัพย์สินใหม่ๆ มา 2 ปีแล้ว” นายสุชาติกล่าว
เขายังกล่าวต่ออีกว่า การลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างเสร็จแล้วย่อมคุมต้นทุนได้ดีกว่าซื้อที่ดินใหม่และก่อสร้าง เพราะในจังหวะนี้มีทรัพย์สินราคาถูกที่ทยอยปล่อยขายในตลาด โดยเฉพาะทรัพย์สินที่เปิดดำเนินการแล้ว มีรายได้ มีฐานลูกค้าอยู่แล้วจึงมีศักยภาพ
สำหรับการเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ ได้ใช้เงินจากกองทุนอสังหาฯ ที่ 2 จำนวน 1,200 ล้านบาทเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาแล้ว และใช้เงินอีกกว่า 2,000 ล้านบาทในการซื้ออาคารสำนักงานที่ก่อสร้างไปแล้วกว่า 90% ในฮ่องกง
เมินซื้ออสังหาฯ ดูไบ - แผนลงทุนไทยไม่ชัด
ส่วนอสังหาริมทรัพย์ในเมืองดูไบ ที่แม้ว่าจะประสบปัญหาวิกฤติทางการเงินอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่อยู่ในความสนใจของกลุ่มซีดีแอล เนื่องจากมองว่า มีเมืองอื่นๆ ที่มีความน่าสนใจมากกว่า ภายใต้เงื่อนไข ราคาอสังหาฯ ที่ลดลงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เช่น หากเทียบกันระหว่างอสังหาฯ สิงคโปร์ที่ราคาลดลง 50% กับอสังหาฯ ในดูไบที่ราคาลดลง 50% สิงคโปร์มีความน่าสนใจมากกว่า ด้วยความคุ้นเคยกับตลาดสิงคโปร์มากกว่าดูไบ และเชื่อว่าจะมีความคล่องตัวในการขายมากกว่า
ด้านแผนการลงทุนในไทย นายสุชาติ กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การเจรจากับสถาบันการเงินประมาณ 2-3 แห่ง ในการร่วมกันพัฒนาทรัพย์สินเอ็นพีเอของแบงก์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้ข้อสรุปเมื่อไร ส่วนการซื้อโครงการต่างๆ หรือเปิดตัวโครงการใหม่ก็ยังไม่ชัดเจน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจัยทางการเมืองในไทยทำให้ที่ผ่านมาตลาดชะลอตัวไปมา ในเบื้องต้นจึงตั้งเป้าเน้นดำเนินโครงการที่มีอยู่ให้ดีก่อน ไม่ว่าจะเป็น โครงการศูนย์การค้าจึงซีลอน โครงการโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน คลองสาน และโครงการคอนโดมิเนียม มิลเลนเนียม เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท
ทั้งนี้ โครงการคอนโดมิเนียม มิลเลนเนียม เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 12 ไร่ ใกล้รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที และบีทีเอส ประกอบด้วย อาคารความสูง 51 และ 53 ชั้น จำนวน 4 อาคาร รวม 604 ยูนิต มีมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 80% กลุ่มลูกค้าเป็นคนไทย 50% และต่างชาติ 50% เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เยอรมัน คาดว่าจะทยอยโอนให้ลูกค้าได้ภายในมกราคม 2553