สสว. เร่งผลักดันเอสเอ็มอีไทย รุกลงทุนตลาดอาเซียน ทุ่มงบ 284 ล้านบาท สร้างความพร้อมผู้ประกอบการ หนุนผู้รับเหมาก่อสร้างรับงานประเทศเพื่อนบ้าน
นายภักดิ์ ทองส้ม รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวในการระดมความเห็นเรื่องแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่อง วานนี้ (9 พ.ย.) ว่า สสว.ได้รับงบประมาณ 284 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้ออกไปทำการค้าและลงทุนในอาเซียนมากขึ้น ซึ่งเน้นการเตรียมความพร้อมเอสเอ็มอี ใน 4 โครงการ คือ 1. โครงการจัดทำโรดแมพผลักดันเอสเอ็มอี ประเภทสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและหัตถกรรม ออกไปทำธุรกิจในอาเซียน โดยยกระดับเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเข้าตลาดอาเซียนให้ได้
2. โครงการยุทธการฝูงห่าน ซึ่งจะส่งเสริมเอสเอ็มอีประเภทสิ่งพิมพ์และพิมพ์สกรีน ออกไปลงทุนในอาเซียนบวก 6 โดย สสว.จะพาเอสเอ็มอีไปจับคู่ธุรกิจในหลายประเทศ อาทิเช่น จีน รวมทั้งพัฒนาแบรนด์ให้ตลาดรู้จัก พร้อมจัดงานเอสเอ็มอี เอ็กซ์โป เดือน ม.ค. 2553 3. โครงการขยายตลาดและสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาคธุรกิจ สนับสนุนเอสเอ็มอีร่วมงานแสดงสินค้าและจับคู่ธุรกิจในอาเซียน 4. โครงการเสริมสร้างเครือข่าย SMES CONSORTIUM สู่ตลาดอาเซียน ในธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
"สสว.จะจัดทำฐานข้อมูลอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่อง แลกเปลี่ยนข้อมูล ทำให้เอสเอ็มอีปรับเทคโนโลยีและบริหารงานที่ทันสมัยขึ้น และสร้างความเข้มแข็งเชิงบริหารแก่ผู้ประกอบการ 300 ราย พัฒนาช่างก่อสร้างไทย 450 ราย และสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ 150 ราย คาดเห็นความชัดเจนได้ใน 3 ปี"
ดร.มานพ พงศทัต อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วัสดุก่อสร้างไทยเป็นที่ต้องการของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีคุณภาพสูงและค่าขนส่งไม่แพง ซึ่งการออกไปเปิดตลาดควรแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. ตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว กัมพูชาและพม่า ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องการวัสดุก่อสร้างและผู้รับเหมา โดยเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพที่จะรับงานได้ 2. พื้นที่ประเทศต่อเนื่อง อาทิเช่น เวียดนาม จีน อินเดีย ซึ่งผู้ประกอบการที่จะไปทำธุรกิจต้องมีฐานะด้านการเงินเข้มแข็ง และมีพันธมิตรธุรกิจท้องถิ่น 3. พื้นที่กลุ่มประเทศไกลออกไป คือ ดูไบ เป็นกลุ่มที่ประเทศพัฒนาเร็ว จึงต้องเป็นบริษัทที่มีความพร้อมสูง
"ภาครัฐควรเป็นผู้เปิดตลาดในรูปแบบรัฐต่อรัฐ ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศ ควรช่วยดูแลกฎระเบียบการออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องปรับสิทธิประโยชน์แก่นักธุรกิจไทย"
Tags : วัสดุก่อสร้าง • ก่อสร้าง