เอสซีฯ เดินแผนลงทุนเปิด 6 โปรเจคใหม่ปี 53 มูลค่า 4,000 ล้านบาท พร้อมทุ่มงบอีก 1,200 ล้านบาท ซื้อตึกชินวัตร 1-2 คืน
นายกรี เดชชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC) เปิดเผยว่า ในปี 2553 บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่ม 6 โครงการมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการเก่าที่มีอยู่ 8 โครงการจะทำให้บริษัทสามารถมียอดขายเติบโตต่อเนื่องซึ่งตั้งเป้ายอดขายไว้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่มั่นใจว่ายอดขายน่าจะได้ตามเป้าคือ 4,200 ล้านบาท โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2552 มียอดขายอยู่ที่ 3,200 ล้านบาท ขณะที่รายได้นั้นใกล้เคียงกับยอดขาย
ทั้งนี้ คาดว่าในปีหน้าการเติบโตน่าจะมาจากทั้งสองส่วน ทั้งจากการขายและจากรายได้การโอน เนื่องจากมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ในปีหน้าจากโครงการคอนโดมิเนียม โครงการ Centric Scene รัชวิภาฯ มูลค่าโครงการประมาณ 1,900-2,000 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 75-80% จะเข้ามาบันทึกรายได้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2553
“เรามียอดขายดีขึ้นต่อเนื่องมียอดขายเฉลี่ยต่อสัปดาห์อยู่ที่ 200 กว่าล้านบาท สัญญาณที่ดีแบบเห็นชัดติดต่อกันมา 3-4 สัปดาห์แล้ว แนวโน้มที่ดีนี้น่าจะต่อเนื่องไปถึงสิ้นปี” นายกรี กล่าว
จากการประเมินจากอัตราการขายในส่วนของบ้านระดับราคา 7-10 ล้านบาท อยู่ที่ 8-9 หลัง/เดือน/โครงการ,บ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปอยู่ที่ 4-6 หลัง/เดือน/โครงการ ขณะที่โครงการทาวน์เฮ้าส์ราคา 4-7 ล้านบาท อยู่ที่ 5-6 หลัง/เดือน/โครงการ นอกจากนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ยังเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1,300 ล้านบาท
อัด 1.2 พันล.ซื้อคืนตึกชินวัตร 1,2
สำหรับปีหน้า บริษัทมีแผนเปิดโครงการคอนโดมิเนียม 1 โครงการ ย่านพหลโยธิน 11 เป็นอาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 79 ยูนิต มูลค่า กว่า 500 ล้านบาทและขณะนี้ อยู่ระหว่างดำเนินการในรายละเอียดเกี่ยวกับการหาช่องทางการลดต้นทุนงานก่อสร้าง ด้วยการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาช่วยดูแล โดยเป้าหมายต้องการลดต้นทุนให้ได้ 1,500 บาท/ตร.ม. จากปัจจุบันต้นทุนการก่อสร้างอยู่ที่กว่า 22,000 บาท/ตร.ม. หากสามารถหาจุดอ่อนที่จะลดต้นทุนได้ ก็จะทำให้บริษัทเพิ่มขึ้นความสามารถในการแข่งขันของตลาดได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างผลตอบแทนด้านกำไรเบื้องต้นได้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ในการพัฒนาโครงการใหม่นั้นบริษัทได้ใช้เงินลงทุนซื้อที่ดินในปีนี้ที่ 1,500-1,600 ล้านบาท ได้ซื้อไปแล้ว 600-700 ล้านบาท
นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินบริษัท เอสซีฯ ยังระบุด้วยว่า ในปี 2553 นอกจากบริษัทจะมีผลประกอบการที่โดดเด่นแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 2 ส่วนคือ อาคารชินวัตร ทาวเวอร์ 3 จะมีผู้เช่ารายใหญ่ คือ PTT ซึ่งเช่าพื้นที่ประมาณ 17% ของอาคารที่มีทั้งหมด 50,426 ตร.ม.จะย้ายออก แต่บริษัทก็ได้เตรียมเซ็นสัญญากับผู้เช่ารายใหม่เข้ามาเสริม ซึ่งไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้มากนัก
ส่วนอีกรายการที่จะมีการบันทึกรายการได้ในช่วงไตรมาส 3/2553 ก็คือ การซื้อคืนอาคารชินวัตรทาวเวอร์ 1 และ ทาวเวอร์ 2 โดยทั้งสองอาคารมีพื้นที่ 21,051 ตร.ม.ปัจจุบันมีผู้เช่าที่ 99.2%และ 16,215 ตร.ม.มีผู้เช่าพื้นที่ 97.2% (ตามลำดับ) ปัจจุบันทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารงานของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (ประเภท 4) ANET โดยจะซื้อคืนในราคา 1,200 ล้านบาท เป็นราคาที่ตกลงกันตามสัญญาตั้งแต่ต้น โดยราคาประเมินของสองอาคารในปัจจุบันอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท
ทั้งนี้ในรายการดังกล่าว บริษัทจะจ่ายเงินสดเพียง 840 ล้านบาท โดยได้มีการหักส่วนที่บริษัทถือหน่วยลงทุนในกองทุนร่วมอสังหาริมทรัพย์ ANET ออกไป การดำเนินการครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ให้กับบริษัท
Tags : เอสซี