กรุงเทพธุรกิจ

อสังหาริมทรัพย์

วันที่ 2 กรกฎาคม 2552 00:00

บ้านพักตากอากาศ หัวหิน คว้าแชมป์เปิดตัวมากสุด

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

AREA เผยผลสำรวจตลาดบ้านพักตากอากาศ ณ มิ.ย.52 พบ หัวหินเปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งใน ขณะที่ภูเก็ตติดอันดับราคาเฉลี่ยแพงสุด

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ได้จัดการสำรวจวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ตากอากาศในประเทศไทย ณ เดือนมิถุนายน 2552 พบว่า มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ตากอากาศอยู่อย่างหนาแน่นในพื้นที่ตากอากาศหลักของประเทศ 4 พื้นที่คือ พัทยา-ระยอง  หัวหิน-ชะอำ  สมุย และภูเก็ต  โดยในการนี้สำรวจได้รวมกันถึง 365 โครงการ รวม 24,215 หน่วย  มีมูลค่ารวมกันถึง 254,986 ล้านบาท และมีราคาเฉลี่ยสูงถึง 10.530 ล้านบาทต่อหน่วย ซึ่งแพงกว่าราคาที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีราคาประมาณ 3.7 ล้านบาท (ตัวเลขเฉพาะโครงการที่เปิดตัวใหม่ ณ 5 เดือนแรกของปี 2552)

ภูเก็ตมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ตากอากาศรวมมูลค่าสูงสุดถึง 100,717 ล้านบาท หรือประมาณ 40% ของทั้งหมด  และมีราคาอสังหาริมทรัพย์ตากอากาศเฉลี่ยสูงสุดถึงหน่วยละ 21.739 ล้านบาท  หรือประมาณ 620,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  ทั้งนี้อยู่ในโครงการตากอากาศทั้งหมด 123 โครงการ

หัวหินนับว่ามีโครงการอสังหาริมทรัพย์ตากอากาศมากที่สุดถึง 133 โครงการ รวมจำนวนหน่วยถึง 9,804 หน่วย  แต่ส่วนมากเป็นโครงการขนาดเล็ก จึงมีค่าเฉลี่ยราคาขายต่ำสุดคือ เพียง 5.852 ล้านบาท  หัวหินนับเป็นพื้นที่ที่กลุ่มผู้ซื้อเป็นกลุ่มคนไทยมากกว่ากลุ่มชาวต่างประเทศ

สำหรับพัทยา แม้มีโครงการตากอากาศไม่มาก คือมีเพียง 63 โครงการ แต่กลับมีมูลค่าการพัฒนาสูงเป็นอันดับสองรองจากภูเก็ต คือมีมูลค่า 76,220 ล้านบาท  โครงการในพัทยามักเป็นโครงการอาคารชุดที่มีจำนวนหน่วยขายมาก  หน่วยขายหน่วยหนึ่งขายเป็นเงินประมาณ 8.797 ล้านบาท  และกลุ่มผู้ซื้อเป็นชาวต่างประเทศที่มีลักษณะหลากหลายทางเชื้อชาติ

ส่วนสมุยนั้น แม้มีจำนวนโครงการน้อยที่สุด คือมีเพียง 46 โครงการ รวม 1,114 หน่วย  แต่ว่าแต่ละหน่วยนั้นมีราคาเฉลี่ยสูงถึง 18.557 ล้านบาท หรือ 530,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  จึงอาจกล่าวได้ว่าสินค้าตากอากาศในภูเก็ตและสมุยนั้น เน้นขายสำหรับผู้มีรายได้สูงจากประเทศตะวันตกเป็นสำคัญ

หากพิจารณาถึงสถานการณ์การขายนั้น  ขณะนี้ยังมีหน่วยขายรอการขายรวมกันประมาณ 11,509 หน่วย  โดยขายไปแล้ว 12,706 หน่วย  ภาพรวมของการขายในปี 2552 อาจลดลงจากเดิมบ้าง ทั้งนี้เพราะปัญหาการตกต่ำของภาวะเศรษฐกิจระดับนานาชาติ  นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางการเมืองภายในประเทศไทย  ซึ่งทำให้ต่างชาติเกิดการชะงักงันบ้าง  แต่เชื่อว่าเป็นผลส่วนน้อย  ยกเว้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่อาจมีความรู้สึกไม่มั่นใจบ้าง  นอกจากนี้ยังมีปัญหาโรคระบาดไข้หวัด ซึ่งส่งผลต่อการชะงักงันของการตากอากาศในประเทศไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากตัวเลขการเปิดตัวโครงการในปี 2551 จะพบว่า ยังมีความคึกคัก ซึ่งถือว่าคึกคักว่าปี 2552 โดยในรายละเอียดกลับพบว่า พัทยามีการเปิดตัวในปี 2551 มากที่สุดถึง 2,506 หน่วย รวมมูลค่า 18,176 ล้านบาท  จากที่มีการเปิดตัวทั้งหมด 5,060 หน่วย รวมมูลค่า 41,016 ล้านบาท

ในความเป็นจริง อสังหาริมทรัพย์ตากอากาศในประเทศไทยยังมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจลงทุนของต่างชาติอยู่เป็นอันมาก  ‘ยี่ห้อ’ ของภูเก็ต สมุย และแหล่งตากอากาศอื่น ๆ ยังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก  ยกเว้นสถานที่ตากอากาศตามป่าเขา ซึ่งได้รับความสนใจจากต่างชาติน้อยกว่า  หากได้รับการส่งเสริมด้วยดี  การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตากอากาศ  ยังจะมีอนาคตอีกมาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในประเทศไทยก็คือ การไม่มีกฎหมายรองรับ และผู้ซื้อและผู้ขายยังทำการขายอย่างผิดกฎหมาย เช่น ให้ทำสัญญา 90 ปี ซึ่งไม่ได้มีผลรับรองตามกฎหมาย หรือการจดทะเบียนนิติบุคคลมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น  รวมทั้งยังทำให้เกิดช่องทางการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการได้  และเป็นการสร้างปัญหาการจัดการการใช้ที่ดินกับชาวต่างชาติในอนาคต

Tags : AREA บ้านพักตากอากาศ

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement