ไอเอ็มเอฟเตรียมพิจารณาความจำเป็นในการเพิ่มเงินทุนครั้งแรกแก่ธนาคารโลก ขณะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เรียกร้องหลีกเลี่ยงลัทธิปกป้องการค้า
วอชิงตัน ที่ประชุมประจำปีธนาคารโลก-สำนักข่าวดีพีเอรายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงการพัฒนาจากทั่วโลก ที่เข้าร่วมการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ ช่วงสุดสัปดาห์นี้ จะตัดสินใจว่าจะเพิ่มเงินทุนแก่ธนาคารโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีหรือไม่ และจะเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีสิทธิออกเสียงต่อการดำเนินงานของธนาคารโลกมากขึ้นหรือไม่
นายโรเบิร์ต เซลลิค ประธานธนาคารโลก พยายามผลักดันข้อเรียกร้องเงินทุนเพิ่มเติม 5,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อทดแทนเงินทุนที่พร่องไปสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยธนาคารโลกปล่อยกู้ให้กับประเทศยากจนประมาณ 105,000 ล้านดอลลาร์ นับจากกลางปี 2551 เป็นต้นมา
นายโดเมนิโค ลอมบาดี ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันบรุกกิงส์ กล่าวว่า ธนาคารโลกจะเป็นดาวเด่นในการประชุมครั้งนี้ และคาดว่าคณะกรรมาธิการเพื่อการพัฒนาธนาคารโลก จะอนุมัติเงินทุนเพิ่มเติมตามที่มีการร้องขอ หลังจากไอเอ็มเอฟได้รับเงินทุนเพิ่มขึ้นสามเท่าเป็น 750,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว
อย่างไรก็ดี เสียงเรียกร้องขอเงินทุนเพิ่มเติมของธนาคารโลก ไม่ได้รับการตอบรับในแง่บวกทั้งหมด นักวิจารณ์บางรายต้องการให้หน่วยงานแห่งนี้ปรับปรุงการดำเนินงานครั้งใหญ่เพื่อแลกกับเงินทุนก้อนใหม่
นายริชาร์ด ลูการ์ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ สังกัดพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า ธนาคารโลกไม่ควรนำวิกฤติเศรษฐกิจโลกมาเป็นข้ออ้างในการขอเพิ่มทุนโดยไม่ต้องรับการตรวจสอบ เขาเสนอให้เพิ่มเงินทุนแก่ธนาคารโลกชั่วคราวจนกว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะสงบ และพิจารณาการมอบเงินทุนเพิ่มเติมเป็นการถาวรเมื่อธนาคารโลกปรับปรุงการดำเนินงานแล้ว
นางอลิซาเบธ สจ๊วต โฆษก ออกซ์แฟม องค์กรเอกชนที่ไม่หวังผลกำไร เห็นพ้องว่า การเพิ่มเงินทุนใดๆ ควรมาพร้อมกับการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ของธนาคารโลก รวมถึงการเปิดทางให้ประเทศยากจนมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น
นายเซลลิค ยอมรับว่า ธนาคารโลกจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายราย โดยเฉพาะ จีน และอินเดีย เป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกหลุดพ้นจากภาวะถดถอยครั้งใหญ่
ด้านประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา เรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยหลีกเลี่ยงลัทธิปกป้องทางการค้า ที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจน รวมทั้งกระตุ้นให้ประเทศร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนา ร่วมมือกันค้ำจุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และเแก้ไขกฎระเบียบด้านการเงิน ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤติการเงินโลก
พร้อมกันนี้ นายโนเจริโอ สตัดดาร์ต ผู้แทนบราซิลในคณะกรรมการบริหารธนาคารโลก กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจครั้งล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ธนาคารเพื่อการพัฒนาเป็นหน่วยงานที่จำเป็นอย่างยิ่ง
