เปิดร่างแก้ไขม.291รัฐบาล กำหนดที่มาส.ส.ร.สองประเภท ให้สัดส่วน ผู้มีประสบการณ์ด้านเมือง การร่างรัฐธรรมนูญเป็น10คน ให้เวลา180วันทำร่างแก้ไข
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ครม. ซึ่งกระทรวงยุติธรรมเสนอนั้น มีทั้งสิ้น 5 มาตรา โดยเนื้อหาระบุให้แก้ไขมาตรา 291 โดย ที่มาของ ส.ส.ร. จำนวน 2 ประเภท โดยประเภทที่ 1.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จังหวัดละ 1 คน และประเภทที่ 2.เป็นส.ส.ร. ผู้เชี่ยวชาญ ที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมสภา จำนวน 22 คน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 6 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐประศาสนศาสตร์ 6 คน และ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภาประกาศกำหนดจำนวน 10 คน โดย ส.ส.ร.นั้น ต้องไม่เป็น ส.ส. ส.ว. หรือ รัฐมนตรี หรือข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ และข้าราชการการเมือง นอกจากนี้ ต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ตามมาตรา 102 ของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ห้ามในกรณีที่พ้นจากตำแหน่ง ส.ว. มาไม่เกิน 2 ปี และไม่ห้ามในกรณีเป็นพนักงานหรือลูกข้างของรัฐ รัฐวิสาหกิจอื่นหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส.ร. นั้นกำหนดให้ กกต. จัดให้มีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จใน 75 วัน โดยหลักเกณฑ์ให้เป็นไปตามที่ กกต.กำหนดและให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 15 วัน
ส่วน ส.ส.ร. ประเภทผู้เชี่ยวชาญนั้น ระบุให้ รัฐสภาคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายใน 75 วันเช่นกัน ทั้งนี้ให้สภาของสถาบันอุดมศึกษา และ องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชน เสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมในประเภทต่างๆ ประเภทละไม่เกิน 2 คน และส่งให้ประธานรัฐสภาภายใน 15 วัน นับแต่พ้นกำหนด วันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ร. ทั้งนี้องค์กรภาคเศรษฐกิจสังคม และองค์กรเอกชน ให้เป็นไปตามที่ประธานรัฐสภากำหนด โดยขั้นตอนการคัดเลือกนั้นกำหนดให้ ประธานรัฐสภาตั้ง กรรมการขึ้นมารพิจารณาจำนวน 15 คน เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษระต้องห้าม และจากนั้นให้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอ โดยแบ่งแยกแต่ละประเภท และให้รัฐสภาลงมติในแบบลับ และให้ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในแต่ละลำดับ ได้เป็น ส.ส.ร. ในกรณีที่มีคะแนนเท่ากัน ให้ลงคะแนนใหม่เฉพาะผู้ที่ได้คะแนนเท่ากัน ทั้งนี้ ส.ส.ร.ต้องทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จใน 180 วัน และในการจัดทำสามารถนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างก็ได้ และต้องมีการรับฟังความเห็นของประชาชน ทั่วทุกภูมิภาค
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก็ให้เสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อให้ กกต. เพื่อทำประชามติ โดย กกต.ต้องจัดให้มีการทำประชามติให้เสร็จสิ้นใน 60 วัน และเมื่อลงมติเรียบร้อย ก็ให้ กกต. รับรองผลประชามติภายใน 15 วัน หากผลประชามติออกมาว่าไม่เห็นชอบ ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป แต่หากเห็นชอบ ก็ให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าต่อไปแต่หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ตกไป ครม. ส.ส. ส.ว. สามารถเข้าชื่อเพื่อให้มีมติจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกก็ได้ แต่ ส.ส.ร. ชุดเดิม จะเป็นส.ส.ร.ชุดใหม่ อีกไม่ได้
ทั้งนี้หากเปรียบเทียบ สาระกับร่างของพรรคเพื่อไทย และ ร่างของ นปช. จะพบว่า ในส่วนของที่มา ส.ส.ร. นั้น แม้ร่างของรัฐบาลจะเหมือนพรรคเพื่อไทย ที่ให้มี ส.ส.ร. สองประเภทแต่จะมีความแตกต่างเรื่อง จำนวนผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา โดยร่างของพรรคเพื่อไทยนั้นกำหนด ให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน 7 คน ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ 7 คน และ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน ขณะที่ร่างของ นปช. นั้นให้ ส.ส.ร. มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงอย่างเดียว 100 คน ส่วนระยะเวลาในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น ร่างของเพื่อไทย และ รัฐบาล เหมือนกันโดยกำหนดเวลาไว้ที่ 180 วัน ขณะที่ร่าง นปช. กำหนดไว้ที่ 240 วัน ส่วนระยะเวลาในการทำประชามตินั้น ทั้ง 3 ร่างกำหนดไว้ที่ 60 วันเช่นกัน
ในกรณีที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ หรือตกไป ร่างของ นปช. ส.ส.ร.ชุดเดิมสามารถจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ในกรณีของ ร่างเพื่อไทย และร่างรัฐบาลนั้นกำหนให้ต้องมี ส.ส.ร.ชุดใหม่ขึ้นมาดำเนินการแทน โดยที่ห้าม ส.ส.ร. ชุดเดิมขึ้นมาทำหน้าที่อีก อย่างไรก็ตาม ร่างของ นปช. นั้น กำหนดห้าม ส.ส.ร. มาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งใดๆตามรัฐธรรมนูญเป็นเวลาอย่างน้อยสามปี
Tags : ร่างแก้รธน. • ส.ส.ร.มาจากเลือกตั้ง คัดสรร
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น