ดีเอสไอตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับตลาดหุ้น พร้อมส่ง จนท.เข้าสืบและแฝงตัวเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลการปั่นหุ้น
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม แถลงข่าวการจัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับตลาดเงินและตลาดทุน (ศงท.) เพื่อปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจโดยนายธาริต กล่าวว่า การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มีความสำคัญมาก ซึ่งมีการกระทำความผิดอยู่บ่อยครั้ง เรียกว่า อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยผู้กระทำความผิดมักจะเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ กำลังทรัพย์ มีเทคนิค วิธีการ ทำให้สามารถสร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นต่อระบบตลาดเงิน ตลาดทุนเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมา เรามีหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องเหล่านี้ คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักคดีการเงินการธนาคารของดีเอสไอ ที่จะเข้ามารับผิดชอบ เรื่องการดำเนินคดีและส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ
"ปัจจุบันช่องทางในการดำเนินการกับผู้กระทำผิดคดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจ มีน้อย ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้น สื่อมวลชน หรือผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่พบเห็นการทุจริตสามารถร้องเรียนได้ ดีเอสไอจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเปิดมิติและช่องทางการร้องเรียนให้มากขึ้น เพื่อให้สังคมช่วยกันดูแลให้เกิดความเรียบร้อยและเป็นการป้องปรามผู้กระทำความผิด"นายธาริตกล่าว
พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา การทำงานของดีเอสไอ คดีประเภทนี้ส่วนใหญ่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักคดีการเงินการธนาคาร ซึ่งดีเอสไอทำมาแล้วกว่า 100 คดี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและกำลังคนมาก เนื่องจาก พยานหลักฐาน เบาะแสต่าง ๆ ค่อนข้างเป็นเรื่องเฉพาะต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ จึงได้ตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับตลาดเงินและตลาดทุน (ศงท.) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักคดีการเงินการธนาคารและมีการทำงานใน 3 ด้าน คือ 1.การสนธิกำลัง หรือบูรณาการ ระดมสมอง และใช้ทรัพยากรร่วมกัน ระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ ดีเอสไอ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
2.การทำงานเชิงรุก โดยเฝ้าระวังความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับตลาดทุน โดยไม่รอให้ความเสียหายเกิดขึ้นเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เช่น คดีแชร์แม่ชม้อย คดีแชร์ชาร์เตอร์ คดี ทุจริตแบงก์บีบีซี หากเห็นตัวเลขความเสียหายแล้วมากมายเหลือเกิน โดยจะพยายามเข้าไปสืบทราบและป้องปรามไม่ให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นหรือมีความเสียหายลุกลามใหญ่โต รวมทั้งจะส่งเจ้าหน้าที่ เข้าไปแฝงตัวเพื่อเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ 3.สร้างเครือข่ายพันธมิตร เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุน หรือประชาชนทั่วไป สามารถแจ้งเบาะแสข้อมูล ข่าวสารการร้องเรียน ได้ทุกรูปแบบ เช่น ทางโทรศัพท์ เว็บไซต์ อีเมลล์ บัตรสนเท่ห์ สายลับ ที่ปรึกษาทางคดี หรือจะเข้ามาเป็นพยาน ก็สามารถทำได้ รวมถึงการร่วมมือ แบ่งปันข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น