กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 07:12

ร่างแก้รธน.ฉบับนปช. ห้ามส.ส.ร.เป็น'ส.ส.-ส.ว.-ขรก.-พนง.รัฐ'

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ร่างแก้ไขรธน.ฉบับนปช.ห้ามส.ส.ร.เป็นส.ส.-ส.ว.-ขรก.-พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐและรัฐวิสาหกิจหรือของส่วนท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ของกลุ่มนปช.ที่จะยื่นต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 9ก.พ.นั้น เนื้อหาส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคเพื่อไทยมากนัก ส่วนที่แตกต่าง อาทิ กระบวนการได้มาซึ่งส.ส.ร.ที่กลุ่มนปช.จะเน้นที่การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งหมด โดยมีการกำหนดว่า ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ร.นั้น ต้องไม่เคยเป็นส.ส. ส.ว. หรือข้าราชการการเมืองซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ นอกจากนี้ ยังห้ามเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือของราชการส่วนท้องถิ่นด้วย โดยให้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.ภายใน 90 วัน และให้มีประธานสภาส.ส.ร.1คน รองประธานฯ 1-2 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับระยะเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้กำหนดให้จัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 240 วันนับแต่มีส.ส.ร.ครบ และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วจะต้องนำไปลงเสียงประชามติ โดยให้กกต.จัดให้มีการลงเสียงประชามติภายใน 60 วัน และการลงเสียงประชามตินั้น จะต้องมีผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงมาใช้สิทธิไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของประชาชนผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดจึงจะนับได้ว่าการลงเสียงประชามติเป็นผลใช้ได้ และจะต้องได้รับคะแนนเสียงรับรองไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของผู้มาลงคะแนนเสียงทั้งหมดด้วยจึงจะนับได้ว่าได้รับการรับรอง ทั้งนี้ ในการลงเสียงประชามตินั้น ถ้าเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น หรือมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติเป็นจำนวนไม่ถึงร้อยละ 50 ของจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มนปช.นั้นยังระบุด้วยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้ รวมทั้งระบุด้วยว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนด 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องปรึกษาร่างรัฐธรรมนูญนั้นใหม่ ถ้าสภาร่างรัฐธรรมนูญมีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของนำจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน 30 วัน ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า หากรัฐธรรมนูญนี้ตกไปโดยไม่ได้การรับรองจากประชามติ ให้คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเสนอเสนอญัตติต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ การออกเสียงลงคะแนนให้ความเห็นชอบของรัฐสภาให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ

Tags : ร่างแก้ไขรธน.ฉบับนปช.

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 3

    mrsorn

    ไม่มีใครสนใจแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกันบ้างหรือครับ

  • ความเห็นที่ 2

    newpoliticsparty

    เพลงตื่นเถิดชาวไทย
    เนื้อเพลง

    (สร้อย) ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง
    ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย
    ถ้ามัวหลับมัวหลง เราก็คงมลาย
    เราต้องเร่งขวนขวาย ตื่นเถิดชาวไทย
    บ้านเมือง ยามเฟื่องฟุ้งรุ่งเรือง ก็อย่าลืมขวนขวาย
    เผลอตัวศึกมา เราจะพากันตาย
    จำไว้เถอะสหาย ตื่นเถิดชาวไทย
    (สร้อย)
    ชาติไทย เราไม่น้อมยอมใคร จะสู้จนชีพสลาย
    หวังผดุงแหลมทอง เราพี่น้องหญิงชาย
    อย่าให้ชาติสูญหาย ตื่นเถิดชาวไทย
    (ซ้ำทั้งเพลงอีกครั้ง)

    เพลงตื่นเถิดชาวไทย
    http://www.youtube.com/watch?v=QaV2wnaxgo0&feature=related

  • ความเห็นที่ 1

    blackwhite

    ประชาธิปไตย คนไทยเลือกได้
    คนไทยนั้น มักมีนิสัยแบบไทยๆ คือ ถ้าเป็นหนี้บุญคุณใครก็ต้องทดแทน เช่น นาย ก. ให้เงินนาย ข. 500 บาท นาย ข.ก็ถือว่าเป็นบุญเป็นคุณแล้ว จะต้องหาทางตอบแทน นาย ก. ในภายหลัง (ซึ่งส่วนนี้ถือว่าเป็นข้อดีมากๆ ของคนไทย) ดังนั้น การเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ นั้น เราต้องเข้าใจความเป็นจริงพื้นฐาน นิสัยของคนไทยเสียก่อน ก่อนที่เราจะกำหนดหลักเกณฑ์ใดๆ ก็ตามแต่ นอกจากนี้ คนไทยก็ยังมีนิสัยอีกอย่างหนึ่ง คือกลัวทำผิดกฎหมาย วันนี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า คนไทยนั้นมีระดับความรู้ การศึกษาที่ไม่เท่ากัน แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เท่ากัน คือสิทธิในการเลือกตั้ง คือทุกคนที่มีสิทธิ จะมี 1 เสียงเท่ากัน ดังนั้น เราก็คงต้องออกหลักเกณฑ์ เพื่อให้การเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยแบบไทย เพื่อให้เกิดความบริสุทธ์ยุติธรรม(ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ) กล่าวคือ ออกกฎหมาย โทษอาญา ถ้าใครซื้อสิทธิขายเสียง มีโทษจำคุก 1-3 เดือน ปรับ 5,000 บาท ซึ่งเรามองว่า คนที่ให้เงิน คือโจร คนที่รับเงินคือรับของโจร ตรงนี้ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้อย่างแน่นอน โดยดูจากนิสัยพื้นฐานของคนไทยเป็นหลัก คือเราจะไม่ถือว่าเรื่องการให้เงินซื้อเสียงนี้เป็นบุญเป็นคุณ แต่ถือว่าเป็นการรับของโจร ซึ่งในส่วนนี้ สื่อส่วนกลาง ข้าราชการ ก็ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ออกไปก่อนเลือกตั้งทุกครั้งเสมอ และต้องมีการดำเนินคดีจริงๆ โดยใช้เวลาให้สั้นที่สุด และต้องถือหลักเกณฑ์นี้ ทั้งก่อนการเลือกตั้ง และหลักการเลือกตั้ง

    เรื่องนโยบายในการหาเสียงนั้น เราปรับใหม่ โดยให้ประชาชน เป็นคนกำหนดนโยบายเอง โดยให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือนักศึกษาฝึกงานก็ได้ เก็บรวบรวมข้อมูล ว่าประชาชนต้องการอะไร ต้องการให้ผู้บริหารประเทศทำอะไรก่อน โดยอาจมีการกำหนดหัวข้อพื้นเป็นแนวทาง หรือจะให้ประชาชนนำเสนอเองทั้งหมดก็ได้ เมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้ว ก็ให้นำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มาจัดกลุ่ม และกำหนดเป็นนโยบาย 1 2 3 4 .....100 นโยบายก็ได้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นการขจัดปัญหาเรื่องการหาเสียงแบบให้ เช่นอย่างนโยบายประชานิยม ที่พรรคการเมืองมักจะนำเสนอเป็นการขาย หรือว่าถ้าพรรคตัวเองชนะก็จะทำเรื่องเหล่านี้ให้ ซึ่งในมุมมองของผมคิดว่า นี่ก็เป็นความผิดเหมือนกัน คือการให้ต่างตอบแทนเช่น นาย ก. กับนาย ข. ดังข้างต้น ซึ่งในส่วนนี้ ถ้ามีการกำหนดนโยบายโดยประชาชน ประชาชนก็จะสามารถเลือกคนที่จะไปบริหารนโยบายที่ตรงกับความต้องการของตนได้ โดยไม่มีการมาเสนอว่าจะให้ ว่าจะทำ และถ้าผู้ชนะการเลือกตั้งเข้าไปแล้ว ไม่สามารถทำตามนโยบายของประชาชนได้ ก็ต้องลาออกไป เปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้าไปทำแทน การทำเช่นนี้ เปรียบเหมือนประชาชนเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง ก็เปรียบเสมือนลูกจ้าง หรือผู้บริหารกิจการ เปรียบง่าย ๆ ก็คือ นายกรัฐมนตรี คือกรรมการผู้จัดการ รัฐมนตรี คือผู้จัดการ ส.ส. คือพนักงาน นั่นเอง อย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่จะบริหารประเทศชาติให้ไปได้ และให้เทียบเท่านานาอารยประเทศได้ ไม่อายเขา ประเทศต่างๆ จะมาว่าอะไรเราก็ไม่ได้ เพราะนี่คือประชาธิปไตยแบบไทย

    สำหรับผู้นำบริหารประเทศ (นายกรัฐมนตรี) ผู้จัดการ(รัฐมนตรี) พนักงาน(ส.ส.) หากทำผิด คอรัปชั่น ก็มีโทษหนัก ยึดทรัพย์ จำคุก ไม่มีอายุความ ออกกฎหมายโทษอาญาแบบนี้รับรอง ไม่กล้าคอรัปชั่นแน่ๆ

    อันนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวของผม ......เซ็งเป็ด
    (ผมไม่ใช่นักกฎหมาย ดังนั้นนักกฎหมายช่วยขัดเกลาให้ด้วยนะครับ ผมอยากเห็นเมืองไทยโตแบบก้าวหน้ามั่นคงและน่าอยู่)
    เซ็งเป็ด

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement