กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง

วันที่ 4 มกราคม 2555 11:39

ทิศทางการเมืองไทยปี2555

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

บรรยากาศทางการเมืองของประเทศไทยในปี 2554 ได้เกิดปรากฏการณ์แปลกใหม่ขึ้นอย่างแตกต่างและหลากหลาย แล้วปี 2555 ทิศทางการเมืองจะเป็นเช่นไร

"ดี-แย่"ขึ้นกับปมแก้รธน.
บรรยากาศทางการเมืองของประเทศไทยในปี 2554 ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์แปลกใหม่ขึ้นอย่างแตกต่างและหลากหลาย ขณะเดียวกันก็มีความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองที่ชัดเจน การตอบโต้กันไปมาในหลายประเด็น รวมถึงท่าทีและสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม ส่วนใหญ่ยังคงพัวพันและวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งที่บานปลายมาตั้งแต่หลังการปฏิวัติ เมื่อปี 2549

ความขัดแย้งในทางการเมืองของปีนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา เพราะปัจจัยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลถึงองคาพยพทุกส่วนของสังคมไทย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้จัดสัมมนาโต๊ะกลม "การเมืองไทย ปี 55" โดยมีวิทยากรจากพรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ร่วมพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น

โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่ทุกฝ่ายพร้อมเพรียงกันแสดงความวิตกกังวลในเรื่องของการเมือง เนื่องจากหวั่นว่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะมีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้รัฐบาลยังเป็นผู้เล่นตัวหลัก เพราะมีเสียงเด็ดขาดในสภา มีมวลชนสนับสนุน มีนักวิชาการแนวร่วม มีสื่อแนวร่วมทั้งสื่อสายตรงและสื่อกระแสหลัก รวมทั้งยังมีเครือข่ายสากลที่คอยสร้างกระแสอยู่ภายนอกประเทศ และมีทุน ดังนั้นความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นต้องดูว่ารัฐบาลจะเลือกเล่นในโหมดใด หากเล่นให้สอดคล้องกับประชาชนโอกาสที่ความขัดแย้งจะคลี่คลายก็มีสูง

นายสาทิตย์ กล่าวว่า การเมืองปี 2555 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือแรงกดดันหลักในการตัดสินใจของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศ ขณะที่อีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็บอกไม่เอา จึงกลายเป็นแรงกดดันกับทุกฝ่าย

ปชป.เตือนแก้ รธน.จุดชนวนขัดแย้ง

ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรม และการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น รัฐบาลต้องไม่อ้างว่าได้รับเลือกมา 15 ล้านเสียง แล้วจะทำอะไรก็ได้ ขอให้ระวังจะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับ กรณี พ.ร.ฎ.อภัยโทษ

"หากรัฐบาลเล่นโหมดเคลื่อนไหวเพื่อคุณทักษิณ โอกาสเกิดความขัดแย้งสูงมาก ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญก็มีการส่งสัญญาณปรับรื้อโครงสร้างระบบยุติธรรม และมีการคิดไปถึงจะให้ประธานศาลฎีกามาจากการเลือกตั้ง และยังมีความพยายามเข้าสู่อำนาจของผู้ที่พลัดหลงอำนาจ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันภายในรัฐบาล ดังนั้นเมื่อพ้นช่วงเวลาฮันนีมูน รัฐบาลเริ่มจะถูกทวงสัญญาที่เคยหาเสียงเอาไว้" นายสาทิตย์กล่าว

ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น นายสาทิตย์ เชื่อว่า รัฐบาลเดินหน้าเต็มตัวแน่ และมีโอกาสเกิดความขัดแย้ง ดังนั้นต้องดูว่าข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยพร้อมประนีประนอมแค่ไหน หรือว่าพร้อมแตกหัก อีกทั้งวันนี้ท่าทีของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ชัดเจนว่าพร้อมแตกหัก แต่ไม่รู้ว่าในเพื่อไทยนั้นคิดกันอย่างไร ดังนั้นต้องหาแนวทางให้ได้และคิดว่าจำเป็นหรือไม่

พท.ชี้รัฐบาลทำตามนโยบายได้อยู่นาน

นายสามารถ แก้วมีชัย  อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ความเห็นต่างในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติ และไม่เห็นว่าปีนี้จะเกิดเหตุอะไรที่รุนแรง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเชื่อว่าทุกฝ่ายจะยับยั้งชั่งใจได้ ทุกคนจะก้าวย่างอย่างระมัดระวัง สิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาจะอยู่กับรัฐบาลจะบริหารงานตามนโยบายที่ประกาศไว้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากทำได้รัฐบาลก็มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง แต่หากเล่นการเมืองมากเกินไปรัฐบาลนี้ก็อยู่ไม่ได้ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องระวัง แต่ไม่อยากให้ระแวง

ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายสามารถ กล่าวว่า เราใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 มาหลายปีแล้ว พบว่ามีข้อบกพร่องหลายประการ และวันนี้พรรคเพื่อไทยมีความชัดเจนแล้วว่าจะใช้วิธีแก้ไขโดยให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมา ส่วนจะเป็นรูปแบบไหนนั้นยังไม่ตกผลึก แต่ก็ได้พูดคุยกันในพรรคว่าไม่ควรที่จะเสนอความเห็นว่าจะแก้ไขมาตราไหน โดยปล่อยให้ ส.ส.ร.พิจารณา ทั้งนี้จะแก้ไขมาตรา 291 ให้เสร็จภายในสมัยการประชุมนี้

"ปีหน้าที่มีคนทำนายว่าจะวุ่นวายในเดือน มิ.ย. จริงๆ ไม่ต้องทำนายก็ได้ เพราะสภาสมัยนี้จะปิดในวันที่ 18 เม.ย. และเปิดอีกครั้งในวันที่ 18 มิ.ย. ซึ่งต้องมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่เดือน พ.ค. สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ก็พ้นโทษกลับมา และคงมีการปรับคณะรัฐมนตรี เสริมคุณภาพความเข้มแข็งให้รัฐบาล" นายสามารถ กล่าว

ห้ามไม่แตะ ม.112 ให้เชื่อมั่นดุลพินิจศาล

ประเด็นเรื่องการปรองดองนั้น นายสามารถ ระบุว่า ในฐานะที่เป็น กมธ.ปรองดอง ล่าสุด กมธ.ได้เชิญ กรรมการกฤษฎีกามาให้ข้อมูลว่าคดีประเภทใดที่สามารถนิรโทษกรรมได้บ้าง โดยในขณะนี้ กมธ.ก็กำลังตีความว่าคดีอาญาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความเชื่อทางการเมือง หากใช้กับกฎหมายอาญาจะเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงอยากให้มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองไปด้วยพร้อมกัน

ส่วนเรื่องมาตรา 112 นายสามารถ ระบุว่า อยากให้มองเชิงวิชาการ และไม่อยากให้มองในทางลบหลู่ เพราะกฎหมายมาตรานี้พูดถึงการดูหมิ่น การหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ก่อการประทุษร้ายพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้เมื่อพูดถึงมาตรานี้ก็ต้องพูดถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่ระบุว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ถ้าคนนับถือก็อย่าไปยุ่งกับท่าน และในพรรคเพื่อไทยก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด

สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องก็ปล่อยให้เป็นการพิจารณาของศาล ขอให้เชื่อในการกลั่นกรองของกระบวนการยุติธรรม

ชทพ.เชื่อการเมืองดีขึ้นขัดแย้งอิ่มตัว

นายนิกร จำนง ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ตนมองว่าปีนี้การเมืองจะดีขึ้นกว่าปี 2554 เพราะที่ผ่านมาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจนสุดทางแล้วจนถึงขั้นอิ่มตัว อีกทั้งกระแสความปรองดองก็เป็นรูปธรรมมากขึ้น ขณะที่รัฐสภาเองก็มีดุลยภาพมีฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ คู่กรณีทุกฝ่ายก็โตขึ้น กลุ่มคนเสื้อเหลืองปรับตัวทำงานทางการเมือง ส่วนคนเสื้อแดงก็เรียนรู้และเข้าสู่ระบบมากขึ้น ด้านกองทัพก็เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างไรเช่นกัน

"ผมมองว่าการเมืองขณะนี้เป็นลักษณะหยินหยาง คือ นายกฯ เป็นผู้หญิง มีลักษณะเป็นหยิน อ่อนโยน ผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้ชายที่แข็ง เมื่อแข็งชนกับอ่อนมันก็ไม่แรงมากชนกันยังไงก็ไม่พัง และหากว่าเราขัดแย้งกันอยู่ภายในคงยาก  แม้แต่พม่ายังปรับตัว ถ้ามองย้อนไปเราไม่อายพม่าหรือ" นายนิกร กล่าว

ตัวแทน ชทพ. กล่าวอีกว่า วันนี้ประเทศเรากำลังมาถึงระบบพรรคการเมืองสองพรรค ซึ่งอาจมีปัญหา เพราะจะแบ่งคนเป็นสองฝ่าย และอาจจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้หากไม่ระมัดระวัง แต่ขณะเดียวกันการเมืองภาคประชาชนจะมีบทบาทควบคุมทิศทางการเมืองมากขึ้น เพราะมีระบบโซเชียลมีเดีย มีการแสดงตัวตนและความคิดเห็นมากขึ้น นักการเมืองไม่อาจชี้นำประชาชนได้เหมือนในอดีต

รธน.แก้ไขได้ถ้าช่วยให้สังคมปรองดอง

ส่วนประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายนิกร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองอย่างหนึ่ง และต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเคยผ่านการแก้ไขมาแล้วในมาตรา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะถูกแก้อีกครั้ง และหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้เกิดการปรองดอง ก็ถือว่าเหมาะสม

สำหรับประเด็นต่อการแก้ไขมาตรา 112 นั้น นายนิกร กล่าวว่า เหมือนเราหยิบของบนหิ้งพระ เราต้องหยิบเบาๆ หยิบเป็นเวลา และไม่หยิบเล่น  ดังนั้นถ้าเราเคารพก็วางไว้ตรงที่เดิม และคดีที่เกี่ยวข้องกับการผิดกฎหมายมาตรานี้จะนิรโทษกรรมไม่ได้ เพราะพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ดังนั้นจะเอามาเป็นคดีการเมืองไม่ได้

"ปานปรีย์" ชี้แก้ รธน.ต้องตอบโจทย์สังคม

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นักสังเกตการณ์การเมือง กล่าวว่า ที่ผ่านมาทุกคนเบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง และเลยจุดสูงสุดเมื่อปี 2553 มาแล้ว แต่เชื่อว่าในปี 2555 ความขัดแย้งก็ยังไม่จบ ยังเป็นเหมือนไฟที่รอปะทุ และอย่าเอาน้ำมันไปราดหรือพัดโหมไฟให้กระพือขึ้นมาอีก ทั้งนี้การเมืองจะอึมครึมต่อไป โดยวาระหลักคือเรื่องการปรองดอง

นายปานปรีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแก้ไขเพื่ออะไร ประเทศเราเคยมีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน แต่สุดท้ายก็ถูกล้มล้าง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญที่เกิดใหม่จะมั่นคง แต่ก็ต้องหาความชัดเจนว่าจะแก้เพื่ออะไร จะแก้ไขเพื่อสร้างความปรองดองของสังคม หรือจะแก้ไขเพื่อช่วยตัวบุคคล

 ชี้ผู้นำต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลง

"ต้องดูเสียก่อนว่ากฎหมายอะไรเป็นอุปสรรคของการปรองดองแล้วค่อยไปแก้ไข ขณะที่บางประเด็นอาจสร้างความขัดแย้งได้ เพราะเป็นเรื่องการนิรโทษกรรมให้กับคณะรัฐประหาร แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องแก้ ส่วนเรื่องมาตรา 112 นั้นชัดเจนแล้วว่า ไม่มีใครเอาด้วย" นักสังเกตการณ์ ระบุ

นายปานปรีย์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลต้องเร่งทำงาน เพราะวันนี้ยังมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่หดตัวซึ่งเป็นผลกระทบจากน้ำท่วม รวมไปถึงปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ วิกฤติน้ำท่วมนั้นได้สอนคนไทยเยอะมาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจการเมืองและสังคม ซึ่งอาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายดังนั้นภาวะผู้นำต่อไปนี้ต้องไม่ใช่แบบเดิม ต้องมีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกด้วย
 
"แม้ว่าคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่นาน แต่เชื่อว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง และหากเอาใจใส่เชื่อว่าน่าจะเป็นผู้นำที่แก้วิกฤติได้ แต่หากละเลยแล้วเจอปัญหาเดิมอีกครั้งก็อาจจะเอาไม่อยู่" นายปรานปรีย์ กล่าว

Tags : การเมืองไทยปี2555

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    blackwhite

    คนไทยติดบ่วงกรรม

    เมืองไทย ใครๆ ก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้

    แต่เมืองไทย ขาดผู้นำทางจิตวิญญาณ

    คนไทย สามารถลุกขึ้นเป็นผู้นำแห่งจิตวิญญาณได้

    ไม่งั้น ประเทศไทยจะเป็นอันดับบ๊วยของอาเซียนในไม่ช้า

    เวียดนาม แซงไทยแล้ว

    กัมพูชา พม่า แต่งตัว เตรียมแซงไทยเช่นกัน

    ทำไม เราลืมเพลง ไทยรวมพลังตั้งมั่น จะสามารถป้องกันขันแข็ง

    อย่าไปยึดติดกับทักษิณ อย่าไปยึดติดอภิสิทธิ์ อย่าไปยึดติดบรรหาร และนักการเมืองหลายๆ คน

    ที่ต้องการให้เราเป็นสาวกที่จงรักภักดีของเขา

    เราจงรักภักดีต่อในหลวงพระองค์เดียวก็พอแล้ว

    และเราก็จงรักภักดีต่อประเทศไทย ขอย้ำว่า ประเทศไทย

    มัวทะเลาะกัน เพื่อใคร? ได้ประชาธิปไตยหรอ

    ผมว่าไม่ใช่ เพื่ออำนาจของตัวเองและพวกพ้องมากกว่า

    สุดท้าย ประเทศไทยรั้งท้ายของอาเซี่ยน มันคุ้มค่าหรอ

    กลับมาคิดถึงว่าเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างไรดีกว่า

    อย่าเดินถอยหลังเลย

    สงสารประเทศไทยบ้าง มันเป็นของคนไทยทุกคน

    คำว่ามวลชน ผมว่า เราไม่มีหรอก เรามีแต่คนไทยทั้งชาติมากกว่า

    อย่ามัวเสียเวลากับสิ่งที่เราถูกนักการเมืองหลอกให้พวกเราเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ของเขา กับไอ้คำว่า “มวลชน” นั่นแหละ

    สงสารประเทศไทยบ้าง มันเป็นของคนไทยทุกคน

    คนไทย ได้เห็นแล้วว่า จากมหาอุทกภัยที่ผ่านมา พวกเราเหล่าจิตอาสาก็ร่วมกันฝ่าวิกฤติในครั้งที่ผ่านมานี้ได้ ดังนั้นทำไม เราจะฝ่าวิกฤติการเปลี่ยนประเทศไทยให้เดินหน้าไม่ได้ล่ะ

    คนไทยต้องหันมา ยึดความจริง คนไทยไม่เป็นสองรองใคร

    จะมัวมาให้นักการเมืองมาบงการเราอีกต่อไปได้อย่างไร

  • ความเห็นที่ 1

    newpoliticsparty

    ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น อาเมน./ สาธุ./

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement