"จาตุรนต์แนะเลิกใช้สถาบันเป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง เป็นการใส่ร้าย ปลุกระดมให้คนเกลียดชัง แต่ไม่มีการดำเนินคดี
มูลนิธิ 111 -นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เสนอแนวทางปรองดอง 5 ข้อ ว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เพราะการปรองดองต้องมาจากทั้ง 2 ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง การปรองดองสามารถมาจากฝ่ายที่ถูกกระทำได้ แต่ปัญหาของการปรองดองนั้น เพราะที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกว่าจะปรองดองกับประชาชนทั่วไปฝ่ายเดียว แต่ท่าทีของนายกรัฐมนตรี ต่อแนวทางปรองดองที่เพื่อไทยเสนอดูตอบรับมากขึ้น แต่ก็มีเงื่อนไขว่าพรรคเพื่อไทยต้องตัดขาดจากเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด ซึ่งตนคิดว่านายกฯคงไม่พูดขนาดนั้น เพราะพรรคการเมืองทุกพรรคมีสิทธิสนับสนุนการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามการปรองดองจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความจริงใจของทั้งสองฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าถ้าจะปรองดองต้องให้นายจตุพร พรหมพันธ์ และกลุ่มเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหว นายจาตุรนต์ กล่าวว่า นายสุเทพ ชอบใช้คำพูดว่า ฝ่ายหนึ่งยื่นเท้าฝ่ายหนึ่งยื่นมือ เป็นสิ่งที่นายสุเทพ ชอบใช้มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว แต่การแสดงความเห็นขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง เพราะแม้จะปรองดองแต่ฝ่ายค้าน ก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบวิจารณ์รัฐบาลต่อไป แต่สองฝ่ายควรลดการพูดใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่อยู่บนพื้นความเป็นจริง และรัฐบาลต้องไม่ทำให้อยู่ในสภาพแพ้ชนะให้ได้ ผู้ผิดไม่ต้องติดคุกแต่ผู้แพ้ต้องติดคุก ไม่สนใจว่าจะเกิดความยุติธรรมหรือไม่ แต่ต้องทำให้แพ้ไปข้างหนึ่ง รัฐบาลปล่อยให้เสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกไม่ได้ เพราะถ้าเสื้อแดงถูกจะมีคนในรัฐบาลหลายคนต้องติดคุก ถ้าเดิมพันด้วยชีวิตกันอย่างนี้ จะไม่เกิดการปรองดอง แต่ต้องทำให้เกิดความยุติธรรม ให้อภัยบนพื้นฐานความถูกต้อง
เมื่อถามว่า การปรองดอง ต้องนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ไม่สามารถแสดงความเห็นเรื่องนี้ได้เพราะมีส่วนได้เสีย เนื่องจากถูกตัดสิทธิเพิกถอนทางการเมือง แต่การจะทำให้สังคมเดินไปข้างหน้า จะมุ่งให้ตายกันไปข้างหนึ่ง สังคมไปไม่รอด รัฐบาลต้องฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายด้วย
ส่วนกรณีเรื่องสถาบันที่ผ่านมาเป็นเพียงการใส่ร้าย ปลุกระดมให้คนเกลียดชัง แต่ไม่มีการดำเนินคดี ควรเลิกใช้สถาบันเป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง เพราะทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบัน รัฐบาลควรมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างเหมาะสม ควรมีการตั้งโต๊ะพูดคุยภายใน โดยมีคนกลางมาร่วมหารือ และสามารถนำบทเรียนการแก้ปัญหาจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสม ไม่ควรพุ่งเป้าไปที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว เพราะจะกลายเป็นความขัดแย้งบานปลายไม่สิ้นสุด เมื่อแต่ละฝ่ายแสดงเจตนารมย์ว่าต้องการปรองดอง แต่ละฝ่ายต้องปรับให้มีเอกภาพ เพราะเป็นปัญหาเดิม คือรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ใช้คนส่วนหนึ่งเจรจาแต่ฝ่ายความมั่นคงไม่รู้เรื่องด้วย ส่วนเสื้อแดงก็พูดสวนทางกัน และระหว่างสองฝ่ายให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ เป็นประธาน สรุปแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งระบบเขตเลือกตั้ง และมาตราที่เกี่ยวกับการยุบพรรคว่า เรื่องระบบเขตเลือกตั้งไม่ใช่ประเด็นใหญ่ของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นประโยชน์ มากขึ้นคล้ายรัฐธรรมนูญ 40 ที่ให้เลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว ส่วนบัญชีรายชื่อ ก็มีบางประเทศใช้เป็นบัญชีเดียว
ส่วนการยุบพรรคเห็นว่าข้อเสนอของคณะกรรมการมีความพยายามลดปัญหา กติกาที่มุ่งทำลายนักการเมืองคนเดียวทำผิดลงโทษทั้งพรรค ซึ่งรุนแรงมาก เพราะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ให้ยุบพรรคง่าย ๆ เป็นการเน้นลงโทษที่บุคคล แต่เพิ่มเวลาการเพิกถอนสิทธิ จาก 5 ปี เป็น 10 ปี ซึ่งขัดต่อเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ทำให้เกิดพลเมืองชั้น 2 ตรงนี้ควรเน้นการลงโทษทางอาญาถ้าผิดจริง
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า อย่าไปลงโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะเป็นการลงโทษที่ป่าเถื่อน และมองว่า ความพยายามของคณะกรรมการชุดนี้ดีกว่าที่คาดคิดไว้ แต่ยังจับประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่รู้ว่า ส.ส.จะเอาด้วยหรือไม่ แต่ถ้าเสนอรายละเอียดออกมาทั้งหมด ก็อยากให้ทุกฝ่ายพิจารณาหาก สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 40 ก็น่าจะรับได้ แต่น่าเป็นห่วงส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีมติพรรคค้ำไว้ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญแม้แต่มาตราเดียว ซึ่งถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งครั้งต่อจะเป็นการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ไม่ยุติธรรม

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น