กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง

วันที่ 31 สิงหาคม 2553 20:10

เดินเพื่อสันติอีก10ก.ม.ถึงมัสยิดกลางปัตตานี

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คณะเดินเพื่อสันติปัตตานี 1,100กิโลเมตรจากศาลายาถึงมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เหลือระยะทางไปถึง 10 กิโลเมตร ถึงมัสยิดกลาง

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงานว่ากรณีศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี โดยความร่วมมือกับสภาศาสนสัมพันธ์เพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดกิจกรรม "เดินเพื่อสันติปัตตานี"โดยมี อาสาสมัครโครงการ นำโดย นายโคทม อารียา ประธานศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยนายประมวล เพ็งจันทร์ และนางสาวงามศุกร์ รัตนเสถียร ได้ปวารนาที่จะเดินอย่างสงบ และตั้งจิตมั่นในการเดินระยะทางจากมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ถึงมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ระยะทางประมาณ 1,100 กิโลเมตร

โดยกำหนดเดินจากมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เมื่อวันที่ 11  กรกฎาคม ถึงมัสยิดกลางปัตตานี ในวันที่ 1 กันยายน 2553  เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาพูดคุยกันเพื่อร่วมคลี่คลายความขัดแย้งโดยสันติวิธี, เพื่อเรียกร้องพลเมืองไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะเป็นเชื้อสายใดให้ถือเป็นภารกิจของตนที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี 

และเพื่อเรียกร้องให้พลเมืองไทยนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สนใจศึกษาปัญหาและความเดือดร้อนของพลเมืองไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความเห็นใจ อันจะมีส่วนช่วยให้มีการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี เป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ 

และเป็นความพยายามเชื่อมโยงสันติภายในของผู้เดิน เข้ากับเรื่องของสังคมหรือเชื่อมโยงกับสันติสังคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง ข้อขัดแย้ง มีการพูดคุยแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา อันจะนำไปสู่การเจรจาแก้ไขข้อขัดแย้งโดยสันติวิธี 

คณะประมาณ 50 คน นำโดยนายโคทม อารียา ได้เดินทางออกจาก ศูนย์โอท๊อป อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ได้เดินเท้าถนนสาย 43 สงขลา-ปัตตานี เมื่อมาถึงบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอหนองจิก จ.ปัตตานี ได้มีนายธีรเทพ ศรียะพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายสนั่น พงษ์อักษร นายอำเภอหนองจิก พร้อมด้วยข้าราชการ กลุ่มพลังมวลชน และนักเรียนให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก 

รวมเวลาเดินทางจนถึงวันนี้เป็นเวลา 52 วัน โดยบรรยากาศมีทั้งให้ดอกไม้ ร่วมถ่ายรูปกัน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น จากนั้นได้จัดที่พักโดยเข้าพักค้างคืนที่มัสยิดกรือแด ม. 4 ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จากนั้นคณะได้แยกย้ายกันพักผ่อน และมีบางส่วนไปเยี่ยมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดช้างไห้, และศาลเจ่าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวปัตตานี 

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงานว่า ในวันที่ 1 สค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเดินเพื่อสันติปัตตานี โดยเวลา 09.30 น. คณะเดินจะมาถึงมัสยิดกลางปัตตานี จะมีการจัดเวทีต้อนรับ โดยมีประธานคณะกรรมการอิสลามปัตตตานี อ่านสารจุฬาราชมนตรี ดร.อิสมาอิลลุตฟี จะปะกีย และพระราชวราจารย์ ประธานสภาศาสนสัมพันธ์เพื่อสันติภาพประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพร่วมกล่าวเจตนารมณ์การเดิน

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, นายก อบจ.ปัตตานี,โต๊ะอีหม่ามมีสยิดกลางปัตตานี, และยังมีตัวแทนภคประชาสังคมต่างๆ กล่าวต้อนรับ จากนั้น นายโคทม อารียา กล่าวขอบคุณ จากนั้นตอนบ่ายเข้า มอ.ปัจตตานี เพื่อเข้าร่วมเสวนากับตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ

Tags : นายโคทม อารียา ประธานศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติ มหาวิทยาลัยมหิดล

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง
    Fast Food จากต่างประเทศ มีไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นจำนวนมาก
    ไขมันทรานส์ จะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว และ ลดระดับของโคเลสเตอรอลชนิดดีให้ลดลง
    ไขมันทรานส์ เป็น ไขมันที่ทำให้ ผนังเส้นเลือดจะสะบักสะบอม เต็มไปด้วยคราบไขอุดตัน
    Big Mac แฮมเบอเกอร์ มีไขมันทรานส์ 1.5 กรัม
    เฟรนช์ฟราย (french fries) ขนาดใหญ่ 170 กรัม มีไขมันทรานส์ 8 กรัม
    ไขมันทรานส์ มีใน "อาหารสำเร็จรูป จากต่างประเทศ" และ "Fast Food จากต่างประเทศ"
    Fast Food จากต่างประเทศ บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง” เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ “เนื้อ” มาใช้ปรุงทำให้มี “แบคทีเรีย” เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ “สารเคมีสีแดง” มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ “สารปรุงรส”(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย “MSG” เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    เป็นอีก “เมนูอันตราย” เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ “ฮอทด็อก” ทั้ง หมดยังใส่ “สารไนไตรท์” เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย “สารไนไตรท์” เป็นสารที่ทำให้เกิด “โรคมะเร็ง” ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ “ถุงหลอด” ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก “คอลลาเจนสังเคราะห์” ที่เป็นสารก่อให้เกิด “โรคมะเร็ง” ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี “สารพิษร้ายแรง” ที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์” (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ “ทำลายประสาท” นอกจากนี้
    ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วนด้วย

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง” โดยการทอด “เฟร้นช์ฟราย” ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลิไมด์” ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ “น้ำมัน” ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ “ออกซิไดซ์” ในมันฝรั่งยังมี “ดรรชนีกลีซิมิค”(Glycemic) อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    “พิซซ่า” ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ “ตัดแต่งพันธุกรรม” 5 ชนิด คือ…..1.”เนยแท้”(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..2.”แป้ง” ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..3.”ซอสมะเขือเทศ” ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง “ยาฆ่าแมลง” ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..4.”แป้งสาลี” ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม…..5. มี “น้ำมันฝ้าย” ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น “น้ำมันไฮโดรจีเนต” และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ “ผิวหน้าแป้งพิซซ่า” ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี “สารอะคริลิไมด์” เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า “เพ็พเปอโรนิ” หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก “ไนไตรท์” สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส “MSG” ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ “นัคเก็ตชิคเก้น” บางอันจะมี “สารอะลูมิเนียม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

    (8.) น้ำอัดลม
    สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน “น้ำอัดลม” คือ “กรดกำมะถัน”(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ “น้ำโซดา” ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด “โรคกระดูกพรุน”
    นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี “น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน” อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ “น้ำตาลเทียมสังเคราะห์”(Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ “สี” ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น “สารก่อมะเร็ง” ด้วย

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement