ศอฉ.เผยการข่าวเตือนสิงหาป่วน! เพิ่มกล้องซีซีทีวีทุกจุด กทม.เปลี่ยนถังขยะโปร่ง ตรวจเพิ่ม26จุด "ปณิธาน"เผยข่าวกรองเตือนคาร์บอมบ์ มุ่งสังหาร
ที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อเวลา 18.00 น.วันนี้(3 ส.ค.) พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะรองโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) แถลงผลการประชุม ศอฉ. มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ.เป็นประธานการประชุม
โดยระบุว่า ที่ประชุมด้านฝ่ายข่าวรายงานสถานการณ์ต่างๆ ในรอบเดือนสิงหาคมนี้ว่า จะมีการรวมตัวกันในบางพื้นที่ และจัดกิจกรรมเพิ่มมากขึ้นจากหลายกลุ่ม เช่น ทำบุญ เสวนา รวมถึงกลุ่มในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และในกรุงเทพ จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น จึงต้องระวังเป็นพิเศษ ดังนั้น ควรระวังการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ และต้องเน้นการป้องกันการก่อวินาศกรรมเป็นหลัก เพราะตลอดเดือนสิงหาคมจะมีงานพระราชพิธีสำคัญ ต้องเน้นดูแลรักษาความสงบเป็นพิเศษ
"นายสุเทพแสดงความเป็นห่วงจะช่วยกันดูแลพื้นที่ต่างๆ อย่างไร เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ก่อความวุ่นวาย ซึ่งตำรวจสรุปเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 2 คดีหลัง มีแนวโน้มสูงจะเป็นการสร้างสถานการณ์ นอกจากนี้จะมีเพิ่มจุดตรวจ 26 จุดโดยให้สารวัตรทหารร่วมปฎิบัติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเน้นบริเวณประชาชนพลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งชุมชน และเพิ่มเจ้าหน้าที่ตรวจวัตถุระเบิดทั้งตำรวจและทหารลงไปในพื้นที่ล่อแหลม เช่น บริเวณแยกราชประสงค์โดยรอบ แยกลาดพร้าว นอกจากนี้ ศอฉ.เน้นให้มุ่งเน้นในพื้นที่สำคัญเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ทางราชการเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากบุคคลสำคัญที่ต้องดูแลอยู่แล้ว"
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวด้วยว่า ให้มีการประสานกับกรุงเทพมหานครเปลี่ยนถังขยะให้มีลักษณะโปร่งใส และเพิ่มรอบการเก็บขยะให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันการก่อเหตุ รวมทั้งเพิ่มกล้องซีซีทีวีในทุกๆ แห่งเพื่อป้องกันเหตุร้าย ทั้งตามร้านสะดวกซื้อ ธนาคาร ปั้มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า และบ้านเรือนประชาชน รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความรู้พนักงานเก็บขยะในเรื่องการสังเกตวัตถุต้องสงสัย นอกจากนี้ ศอฉ.จะมีการเชิญผู้นำชุมชนมาให้ความรู้เพื่อช่วยสอดส่องดูแลด้วย ซึ่งศอฉ.ได้คาดว่าในเดือนสิงหาคม นี้น่าจะมีแนวโน้มจะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ไม่หวังดี เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มความเข้มในการปฎิบัติ
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่าผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ชี้แจงในที่ประชุมถึงเหตุระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ และที่ซอยรางน้ำ ทั้ง 2 คดีมีความคืบหน้ามาก ได้รวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล คาดว่ามีความเกี่ยวพันกับคดีก่อนหน้า เช่น การวางระเบิดในถังขยะ รูปพรรณสัณฐานของคนก่อเหตุ ยานพาหนะที่ใช้ วัตถุระเบิดที่ใช้คล้ายกับหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นเหตุเกิดที่แคราย หน้าบ้านบุคคลสำคัญ ถนนประชาชื่น บ้านอดีตประธาน กกต. หรือบริเวณ สน.บางชัน ลุมพีนี ปทุมวัน และ สน.โคกคาม
เบื้องต้นทั้งสองจุด ตำรวจสรุปเป็นกลุ่มก่อเหตุต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง และเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลมากกว่าเรื่องส่วนตัว และมีความเชื่อมโยงกับเหตุการต่างๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้ง 2 คดีได้ส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เรียบร้อยแล้ว โดย ผอ.ศอฉ.ได้สั่งการให้คุณหญิงพรทิพย์ โรจนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประสานงานและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ ดำเนินการและประสานกันอย่างใกล้ชิด
รายงานข่าวแจ้งว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เสนอยกเลิกข้อห้ามการทำธุรกรรมการเงินฯ ของผู้อยู่ในข่ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการเงินแก่ผู้ก่อการร้ายทั้ง 83 ราย โดยเสนอต่อ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ได้ลงนามในคำสั่งแล้ว
ทั้ง 83 รายจัดเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มตรวจสอบแล้วไม่พบอะไร กลุ่มชี้แจงที่มาของเงินไม่ได้ และกลุ่มที่ชี้แจงไม่ชัดเจน ซึ่งการยกเลิกข้อห้ามดังกล่าว เนื่องจากการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว และไม่ต้องการให้เห็นว่า ศอฉ.ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ซึ่งทั้ง 83 รายยังคงต้องดำเนินการทำธุรกรรมภายใต้การเฝ้าตรวจจากสถาบันการเงินที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อไป ส่วนผลการตรวจสอบที่ดีเอสไอได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว หากรายใดพบหลักฐานการกระทำผิดก็จะเข้าสู่กระบวนการการดำเนินคดีตามกฎหมาย
"ปณิธาน" รับข่าวกรองเตือนคาร์บอมบ์
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าวกรองออกมาเตือนให้ระวังคาร์บอมบ์ในย่านธุรกิจสำคัญอย่างสีลมหรือเยาวราชว่า รัฐบาลเฝ้าระวังมาตลอดตั้งแต่เดือนเม.ย และ พ.ค. โดยเฉพาะหลังจากที่พบว่ามีการทำระเบิดในรถยนต์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และซับซ้อน
ซึ่งการรายงานคือครั้งนี้เป็นลักษณะของการใช้ระเบิดสังหารบุคคล ที่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ในอดีตจะเป็นลักษณะของการข่มขวัญ เป็นการสร้างสถานการณ์ เช่นระเบิดที่ไม่มีสะเก็ดระเบิด และจะเป็นระเบิดที่นำไปไว้ในถังขยะหรือในตู้โทรศัพท์ หรือบริเวณที่ห่างไกลชุมชน แต่ปัจจุบันกลับมีการวางระเบิดที่มีสะเก็ดและวางในที่ชุมชนและต้องการหวังผลสูง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องปรับความเข้มข้นในการดูแลเรื่องเหล่านี้มากขึ้นที่ผ่านมาหลายกรณีที่เป็นการสร้างสถานการณ์ แต่ปัจจุบันชัดเจนว่าเป็นการมุ่งสังหารและทำร้ายประชาชนและยังสามารถเชื่อมโยงอีกหลายกรณี คนที่ก่อเหตุก็ยังเป็นคนที่รู้สถานที่เป็นอย่างดี
ดังนั้น สำนักข่าวกรองจึงเตือนให้มีความระมัดระวังระเบิดอย่างคาร์บอมบ์หรือระเบิดที่มีขีดความสามารถสูงขึ้น เพราะเมื่อเห็นว่าวัตถุประสงค์เปลี่ยนไปจากการข่มขวัญ สร้างสถานการณ์เป็นการสังหารบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เขาก็ต้องพิจารณาแนวโน้มของระเบิดชนิดอื่น ๆ เช่นระเบิดรถยนต์หรือคาร์บอมบ์หรือชนิดอื่น ๆ ด้วย
"เราไม่อยากคิด หรือยกระดับหรือเตือนให้ประชาชนหวาดกลัว แต่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นการทำงานที่มาจากพื้นฐานของข้อมูลที่เขามีอยู่ในขณะนี้และมีการปรับระบบ" นายปณิธาน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการรายงานมาชัดเจนหรือไม่ว่า กลุ่มคนที่ทำเป็นกลุ่มไหน กลุ่มอำนาจเก่าหรือหัวรุนแรงหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า เขามีบุคคลที่ต้องสงสัยอยู่ กำลังตามอยู่
เมื่อถามว่า พื้นที่ข่าวกรองเตือนมาอย่างสีลม หรือเยาวราช ได้มีการระมัดระวังอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้เรามีการตั้งด่านเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลางคืน และจะมีตำรวจนอกเครื่องแบบอยู่ในพื้นที่เฝ้าระวังและมีการหาข่าวเพิ่มเติม มีการเร่งที่จะเชื่อมโยง มีกรณีที่กลุ่มบุคคลให้การที่เป็นประโยชน์กับเครือข่ายเหล่านี้ ซึ่งกำลังเร่งที่จะนำไปปฏิบัติอยู่
ถ้าเฝ้าระวังเข้มขนาดนี้แล้ว เกิดมีระเบิดขึ้นมาอีกจะหมายความว่าอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ก็แสดงการเฝ้าระวังของเรายังไม่ดีพอ ยังไม่ตรงจุดพอ อย่างไรก็ตามเท่าที่ดูแนวโน้มเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ลดลง
Tags : พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย • ปณิธาน วัฒนายากร • ศอฉ.


ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น