กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง

วันที่ 4 สิงหาคม 2553 00:10

ศอฉ.ผวาสิงหาป่วน 'ปณิธาน'รับมีเตือนบอมบ์

นายปณิธาน วัฒนายากร

พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ศอฉ.เผยการข่าวเตือนสิงหาป่วน! เพิ่มกล้องซีซีทีวีทุกจุด กทม.เปลี่ยนถังขยะโปร่ง ตรวจเพิ่ม26จุด "ปณิธาน"เผยข่าวกรองเตือนคาร์บอมบ์ มุ่งสังหาร

ที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อเวลา 18.00 น.วันนี้(3 ส.ค.) พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะรองโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) แถลงผลการประชุม ศอฉ. มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ.เป็นประธานการประชุม

โดยระบุว่า ที่ประชุมด้านฝ่ายข่าวรายงานสถานการณ์ต่างๆ ในรอบเดือนสิงหาคมนี้ว่า จะมีการรวมตัวกันในบางพื้นที่ และจัดกิจกรรมเพิ่มมากขึ้นจากหลายกลุ่ม เช่น ทำบุญ เสวนา รวมถึงกลุ่มในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และในกรุงเทพ จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น จึงต้องระวังเป็นพิเศษ ดังนั้น ควรระวังการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ และต้องเน้นการป้องกันการก่อวินาศกรรมเป็นหลัก เพราะตลอดเดือนสิงหาคมจะมีงานพระราชพิธีสำคัญ ต้องเน้นดูแลรักษาความสงบเป็นพิเศษ 

"นายสุเทพแสดงความเป็นห่วงจะช่วยกันดูแลพื้นที่ต่างๆ อย่างไร เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ก่อความวุ่นวาย ซึ่งตำรวจสรุปเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 2 คดีหลัง มีแนวโน้มสูงจะเป็นการสร้างสถานการณ์ นอกจากนี้จะมีเพิ่มจุดตรวจ 26 จุดโดยให้สารวัตรทหารร่วมปฎิบัติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเน้นบริเวณประชาชนพลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งชุมชน และเพิ่มเจ้าหน้าที่ตรวจวัตถุระเบิดทั้งตำรวจและทหารลงไปในพื้นที่ล่อแหลม เช่น บริเวณแยกราชประสงค์โดยรอบ แยกลาดพร้าว นอกจากนี้ ศอฉ.เน้นให้มุ่งเน้นในพื้นที่สำคัญเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ทางราชการเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากบุคคลสำคัญที่ต้องดูแลอยู่แล้ว"

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวด้วยว่า ให้มีการประสานกับกรุงเทพมหานครเปลี่ยนถังขยะให้มีลักษณะโปร่งใส และเพิ่มรอบการเก็บขยะให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันการก่อเหตุ รวมทั้งเพิ่มกล้องซีซีทีวีในทุกๆ แห่งเพื่อป้องกันเหตุร้าย ทั้งตามร้านสะดวกซื้อ ธนาคาร ปั้มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า และบ้านเรือนประชาชน รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความรู้พนักงานเก็บขยะในเรื่องการสังเกตวัตถุต้องสงสัย นอกจากนี้ ศอฉ.จะมีการเชิญผู้นำชุมชนมาให้ความรู้เพื่อช่วยสอดส่องดูแลด้วย ซึ่งศอฉ.ได้คาดว่าในเดือนสิงหาคม นี้น่าจะมีแนวโน้มจะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ไม่หวังดี เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มความเข้มในการปฎิบัติ 

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่าผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ชี้แจงในที่ประชุมถึงเหตุระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ และที่ซอยรางน้ำ ทั้ง 2 คดีมีความคืบหน้ามาก ได้รวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล คาดว่ามีความเกี่ยวพันกับคดีก่อนหน้า เช่น การวางระเบิดในถังขยะ รูปพรรณสัณฐานของคนก่อเหตุ ยานพาหนะที่ใช้ วัตถุระเบิดที่ใช้คล้ายกับหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นเหตุเกิดที่แคราย หน้าบ้านบุคคลสำคัญ ถนนประชาชื่น บ้านอดีตประธาน กกต. หรือบริเวณ สน.บางชัน ลุมพีนี ปทุมวัน และ สน.โคกคาม 

เบื้องต้นทั้งสองจุด ตำรวจสรุปเป็นกลุ่มก่อเหตุต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง และเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลมากกว่าเรื่องส่วนตัว และมีความเชื่อมโยงกับเหตุการต่างๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้ง 2 คดีได้ส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เรียบร้อยแล้ว โดย ผอ.ศอฉ.ได้สั่งการให้คุณหญิงพรทิพย์ โรจนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประสานงานและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ ดำเนินการและประสานกันอย่างใกล้ชิด 

รายงานข่าวแจ้งว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เสนอยกเลิกข้อห้ามการทำธุรกรรมการเงินฯ ของผู้อยู่ในข่ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการเงินแก่ผู้ก่อการร้ายทั้ง 83 ราย โดยเสนอต่อ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ได้ลงนามในคำสั่งแล้ว 

ทั้ง 83 รายจัดเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มตรวจสอบแล้วไม่พบอะไร กลุ่มชี้แจงที่มาของเงินไม่ได้ และกลุ่มที่ชี้แจงไม่ชัดเจน ซึ่งการยกเลิกข้อห้ามดังกล่าว เนื่องจากการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว และไม่ต้องการให้เห็นว่า ศอฉ.ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ซึ่งทั้ง 83 รายยังคงต้องดำเนินการทำธุรกรรมภายใต้การเฝ้าตรวจจากสถาบันการเงินที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อไป ส่วนผลการตรวจสอบที่ดีเอสไอได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว หากรายใดพบหลักฐานการกระทำผิดก็จะเข้าสู่กระบวนการการดำเนินคดีตามกฎหมาย

"ปณิธาน" รับข่าวกรองเตือนคาร์บอมบ์

นายปณิธาน วัฒนายากร  รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าวกรองออกมาเตือนให้ระวังคาร์บอมบ์ในย่านธุรกิจสำคัญอย่างสีลมหรือเยาวราชว่า รัฐบาลเฝ้าระวังมาตลอดตั้งแต่เดือนเม.ย และ พ.ค. โดยเฉพาะหลังจากที่พบว่ามีการทำระเบิดในรถยนต์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และซับซ้อน 

ซึ่งการรายงานคือครั้งนี้เป็นลักษณะของการใช้ระเบิดสังหารบุคคล ที่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ในอดีตจะเป็นลักษณะของการข่มขวัญ เป็นการสร้างสถานการณ์ เช่นระเบิดที่ไม่มีสะเก็ดระเบิด และจะเป็นระเบิดที่นำไปไว้ในถังขยะหรือในตู้โทรศัพท์ หรือบริเวณที่ห่างไกลชุมชน แต่ปัจจุบันกลับมีการวางระเบิดที่มีสะเก็ดและวางในที่ชุมชนและต้องการหวังผลสูง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องปรับความเข้มข้นในการดูแลเรื่องเหล่านี้มากขึ้นที่ผ่านมาหลายกรณีที่เป็นการสร้างสถานการณ์ แต่ปัจจุบันชัดเจนว่าเป็นการมุ่งสังหารและทำร้ายประชาชนและยังสามารถเชื่อมโยงอีกหลายกรณี คนที่ก่อเหตุก็ยังเป็นคนที่รู้สถานที่เป็นอย่างดี 

ดังนั้น สำนักข่าวกรองจึงเตือนให้มีความระมัดระวังระเบิดอย่างคาร์บอมบ์หรือระเบิดที่มีขีดความสามารถสูงขึ้น เพราะเมื่อเห็นว่าวัตถุประสงค์เปลี่ยนไปจากการข่มขวัญ สร้างสถานการณ์เป็นการสังหารบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เขาก็ต้องพิจารณาแนวโน้มของระเบิดชนิดอื่น ๆ เช่นระเบิดรถยนต์หรือคาร์บอมบ์หรือชนิดอื่น ๆ ด้วย 

"เราไม่อยากคิด หรือยกระดับหรือเตือนให้ประชาชนหวาดกลัว แต่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นการทำงานที่มาจากพื้นฐานของข้อมูลที่เขามีอยู่ในขณะนี้และมีการปรับระบบ" นายปณิธาน กล่าว  

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการรายงานมาชัดเจนหรือไม่ว่า กลุ่มคนที่ทำเป็นกลุ่มไหน กลุ่มอำนาจเก่าหรือหัวรุนแรงหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า เขามีบุคคลที่ต้องสงสัยอยู่ กำลังตามอยู่ 

เมื่อถามว่า พื้นที่ข่าวกรองเตือนมาอย่างสีลม หรือเยาวราช ได้มีการระมัดระวังอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้เรามีการตั้งด่านเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลางคืน และจะมีตำรวจนอกเครื่องแบบอยู่ในพื้นที่เฝ้าระวังและมีการหาข่าวเพิ่มเติม มีการเร่งที่จะเชื่อมโยง มีกรณีที่กลุ่มบุคคลให้การที่เป็นประโยชน์กับเครือข่ายเหล่านี้ ซึ่งกำลังเร่งที่จะนำไปปฏิบัติอยู่   

ถ้าเฝ้าระวังเข้มขนาดนี้แล้ว เกิดมีระเบิดขึ้นมาอีกจะหมายความว่าอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ก็แสดงการเฝ้าระวังของเรายังไม่ดีพอ ยังไม่ตรงจุดพอ อย่างไรก็ตามเท่าที่ดูแนวโน้มเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ลดลง

Tags : พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย ปณิธาน วัฒนายากร ศอฉ.

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ "มีความเสี่ยงสูง" เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ "เนื้อ" มาใช้ปรุงทำให้มี "แบคทีเรีย" เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ "สารเคมีสีแดง" มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ "สารปรุงรส"(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย "MSG" เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    เป็นอีก "เมนูอันตราย" เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ "ฮอทด็อก" ทั้ง หมดยังใส่ "สารไนไตรท์" เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย "สารไนไตรท์" เป็นสารที่ทำให้เกิด "โรคมะเร็ง" ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ "ถุงหลอด" ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก "คอลลาเจนสังเคราะห์" ที่เป็นสารก่อให้เกิด "โรคมะเร็ง" ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี "สารพิษร้ายแรง" ที่เรียกว่า "อะคริลิไมด์" (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ "ทำลายประสาท" นอกจากนี้
    ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วน อีกด้วย

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี "ความเป็นพิษสูง" โดยการทอด "เฟร้นช์ฟราย" ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี "สารอะคริลิไมด์" ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ "น้ำมัน" ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ "ออกซิไดซ์" ในมันฝรั่งยังมี "ดรรชนีกลีซิมิค"(Glycemic) อยู่สูงมาก.....นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    "พิซซ่า" ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ "ตัดแต่งพันธุกรรม" 5 ชนิด คือ.....1."เนยแท้"(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย.....2."แป้ง" ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่.....3."ซอสมะเขือเทศ" ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง "ยาฆ่าแมลง" ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน.....4."แป้งสาลี" ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม.....5. มี "น้ำมันฝ้าย" ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น "น้ำมันไฮโดรจีเนต" และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ "ผิวหน้าแป้งพิซซ่า" ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี "สารอะคริลิไมด์" เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า "เพ็พเปอโรนิ" หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก "ไนไตรท์" สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน


    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส "MSG" ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ "นัคเก็ตชิคเก้น" บางอันจะมี "สารอะลูมิเนียม" ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย


    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น


    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง


    (8.) น้ำอัดลม
    สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน "น้ำอัดลม" คือ "กรดกำมะถัน"(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ "น้ำโซดา" ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด "โรคกระดูกพรุน"
    นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี "น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน" อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ "น้ำตาลเทียมสังเคราะห์" (Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ "สี" ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น "สารก่อมะเร็ง" ด้วย

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement