กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง

วันที่ 2 สิงหาคม 2553 08:56

'เรืองไกร'จี้'กรณ์'สอบภาษีเงินได้ธาริต-เมีย

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

"เรืองไกร"จี้ "กรณ์" สอบการภาษีเงินได้ "ธาริต-เมีย" หลังทนายความเมียยอมรับมีการโอนเงินเข้าบัญชี 1.5 แสนจริง

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ได้ทำจดหมายยื่นถึงนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ขอให้มีการตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายธาริต เพ็งดิษฐ์  กรณีคู่สมรส ได้รับเงินได้พึงประเมินจาก "ค่าบริการบางอย่าง" ตามข่าวของมติชนออนไลน์ วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 มีข้อความสรุปว่า นายธนากร แหวกวารี ทนายความนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  ได้ยอมรับว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีของนางวรรษมลจริง เป็นจำนวน 150,000 บาท โดยเงินดังกล่าวโอนเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์/สาขา เทสโก้ โลตัส รังสิต ชื่อนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ เลขที่ 370-208312-4  แต่เงินดังกล่าวไม่ใช่เงินสินบน เป็นเงินค่าบริการบางอย่าง ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ 

โดยในสำเนาข่าวที่เกี่ยวข้องปรากฏสำเนาภาพใบฝากเงินวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ที่เขียนด้วยลายมือระบุชื่อบัญชี เลขที่บัญชี จำนวนเงิน ไว้อย่างชัดเจน  และการบันทึกในสำเนาใบฝากเงินระบุไว้ชัดเจนว่ามีการนำเงินสดเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 21/07/51 เลขที่บัญชี 3702083124 ชื่อบัญชีภาษาอังกฤษว่า WASSAMON PENG พร้อมรหัส C1 และตัวเลข 150,000.00  ตามด้วย CASH  และมีการลงนามของเจ้าหน้าที่ธนาคารและประทับตราธนาคาร รวมทั้งลายมือชื่อผู้นำฝาก

เนื้อหาในจดหมาย ยังระบุว่า จากข้อเท็จจริงตามข่าวเชื่อได้ว่า นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์  ได้รับเงินสดโอนเข้าบัญชีจริงตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2551  ที่ทนายความของนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ แจ้งว่าเป็นเงินค่าบริการบางอย่าง  ซึ่งเงินค่าบริการดังกล่าวย่อมถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับมาในระหว่างปี 2551 ตามความหมายในมาตรา 39 ของประมวลรัษฎากร ที่จะต้องนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในวันที่ 31 มีนาคม 2552  โดยเงินได้ค่าบริการบางอย่างนั้น  พิจารณาจากข่าวแล้วเชื่อได้ว่า  น่าจะได้รับมาจากบุคคลอื่นที่มิใช่ในฐานะนายจ้าง  จึงไม่เข้าลักษณะเงินได้ประเภทเงินเดือนตามมาตรา 40 (1) 

เมื่อข้อเท็จจริงในข่าวปรากฏว่าผู้รับเงินได้ คือ นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ เป็นภรรยาของนายธาริต เพ็งดิษฐ์  และเงินดังกล่าวที่แจ้งว่าเป็นค่าบริการบางอย่างนั้น ควรถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8)  ที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี ประกอบมาตรา 57 เบญจ ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินดังกล่าวของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี  ดังนั้น เงินค่าบริการบางอย่างดังกล่าวจำนวน 150,000 บาท  จึงต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของนายธาริต เพ็งดิษฐ์  ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2552  ซึ่งการเสียภาษีจากเงินได้ค่าบริการบางอย่างนั้น ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามข่าวให้ทราบว่า มีการนำไปยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้วหรือไม่ เงินได้พึงประเมินมีข้อยกเว้น หากเงินค่าบริการบางอย่างนั้น เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 42 ที่ประมวลรัษฎากรกำหนดให้เป็นเงินได้ที่ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี 

จดหมาย ยังระบุอีกว่า อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข่าวผลงานและประวัติของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  เชื่อได้ว่า  นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมายเป็นอย่างดี  ทั้งด้านการศึกษาและการทำงาน โดยเฉพาะในปัจจุบัน มีผลงานการตรวจสอบคดีพิเศษเกี่ยวกับเส้นทางเงินในบัญชีของบุคคลและนิติบุคคลหลายกรณี และนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ก็เป็นข้าราชการผู้มีความรู้ทางกฎหมายทั้งด้านการศึกษาและการทำงานเช่นเดียวกัน  ซึ่งพอเชื่อได้ว่า เงินได้ดังกล่าวน่าจะได้นำไปรวมคำนวณภาษีตามกำหนดเวลาของกฎหมายแล้ว  แต่เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดความเป็นธรรม   จึงควรมีการตรวจสอบการเสียภาษีจากเงินค่าบริการดังกล่าวว่า ได้ดำเนินการเสียภาษีอย่างครบถ้วนแล้วหรือไม่

ดังนั้นเพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปโดยครบถ้วนถูกต้อง  ซึ่งกรมสรรพากรมีหน้าที่ตรวจสอบการเสียภาษีและเรียกเก็บภาษีในส่วนที่ยังไม่ได้ชำระให้ครบถ้วน โดยผู้ที่ชำระภาษีขาดไปจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 พร้อมเบี้ยปรับ (ถ้ามี) ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด 

จึงขอทำหนังสือแจ้งเรียนมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาตรวจสอบการเสียภาษีจากเงินได้ "ค่าบริการบางอย่าง" ของนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์  ที่ได้รับมาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551  นั้น ได้มีการนำเงินได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ แล้วหรือไม่  หากยังมิได้มีการนำเงินได้ดังกล่าวไปเสียภาษี  กรมสรรพากรควรทำหน้าที่เรียกเก็บภาษีให้ครบถ้วนต่อไป 

อีกทั้ง ควรตรวจสอบถึงเงินได้จำนวนอื่น(ถ้ามี) จากรายการบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวด้วยว่า มีเงินได้ค่าบริการบางอย่างหรือเงินได้ประเภทอื่นที่ได้รับมาก่อนหน้าหรือหลังจากวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ด้วยหรือไม่   ถ้าหากตรวจพบว่ามีเงินได้จำนวนอื่นในลักษณะเดียวกัน ควรขยายผลตรวจสอบเพื่อเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครบถ้วนต่อไป

 

Tags : เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ธาริต เพ็งดิษฐ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ "มีความเสี่ยงสูง" เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ "เนื้อ" มาใช้ปรุงทำให้มี "แบคทีเรีย" เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ "สารเคมีสีแดง" มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ "สารปรุงรส"(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย "MSG" เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    ป็นอีก "เมนูอันตราย" เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ "ฮอทด็อก" ทั้ง หมดยังใส่ "สารไนไตรท์" เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย "สารไนไตรท์" เป็นสารที่ทำให้เกิด "โรคมะเร็ง" ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ "ถุงหลอด" ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก "คอลลาเจนสังเคราะห์" ที่เป็นสารก่อให้เกิด "โรคมะเร็ง" ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี "สารพิษร้ายแรง" ที่เรียกว่า "อะคริลิไมด์"(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็งและ "ทำลายประสาท"

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี "ความเป็นพิษสูง" โดยการทอด "เฟร้นช์ฟราย" ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี "สารอะคริลิไมด์" ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ "น้ำมัน" ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ "ออกซิไดซ์" ในมันฝรั่งยังมี "ดรรชนีกลีซิมิค"(Glycemic) อยู่สูงมาก.....นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    "พิซซ่า" ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ "ตัดแต่งพันธุกรรม" 5 ชนิด คือ.....1."เนยแท้"(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย.....2."แป้ง" ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่.....3."ซอสมะเขือเทศ" ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง "ยาฆ่าแมลง" ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน.....4."แป้งสาลี" ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม.....5. มี "น้ำมันฝ้าย" ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น "น้ำมันไฮโดรจีเนต" และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ "ผิวหน้าแป้งพิซซ่า" ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี "สารอะคริลิไมด์" เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า "เพ็พเปอโรนิ" หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก "ไนไตรท์" สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน


    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส "MSG" ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ "นัคเก็ตชิคเก้น" บางอันจะมี "สารอะลูมิเนียม" ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย


    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น


    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement