กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง

วันที่ 27 เมษายน 2553 15:34

บิ๊กจิ๋วย้ำหวังพึ่งพระบารมี เพื่อให้เกิดสันติสุข

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

"พล.อ.ชวลิต"แถลงยังหวังพึ่งพระบารมี ลั่นหากเข้าเฝ้าแล้วเป็นประโยชน์ก็จะไปกราบพระบาท ถ้าไปแล้วไปรบกวนพระราชหฤทัย คงต้องละไว้ก่อน

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย แถลงว่า "รัฐบาลให้ข่าวว่าผมไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมก่อการร้าย และนำไปผูกกับอดีตนายทหารนอกราชการบางคนนั้น ตอนแรกไม่ได้ให้ความสนใจ แต่มีผู้ซักถามมาเยอะเลยอยากชี้แจง ในอดีตผมพยายามให้คำแนะนำรัฐบาลเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมือง โดยยึดแนวทางสันติมาโดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในป่าที่ได้รับการอุปถัมภ์โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล เกิดความสูญเสียเป็นอย่างมาก เราก็มาช่วยกันภายใต้พระบารมี ทำจนประสบผลสำเร็จ และยังได้ช่วยกันแก้ปัญหาให้พี่น้องรอบประเทศ

อาทิ ประเทศมาเลเซียไปสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ระหว่างรัฐบาลกับจีนคอมมิวนิสต์มาเลเซีย ประเทศกัมพูชาที่มีการต่อสู้ 3 ฝ่าย เราก็ไปยุ่งเกี่ยวจนสร้างสันติภาพจนประสบความสำเร็จ ประเทศพม่าได้รับการกีดกันจากประเทศอื่น เราก็เป็นประเทศไปชี้แจงทำความเข้าใจให้ประเทศต่างๆเข้าใจ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือ เพื่อจะให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ประเทศเวียดนามที่พร้อมใช้กำลังกับประเทศไทยเราก็ไปแก้ไขโดยร่วมมือกับประเทศจีน ซึ่งทั้งหมดเป็นแนวทางสันติวิธี "พล.อ.ชวลิต กล่าว

พล.อ.ชวลิต กล่าวอีกว่า วันนี้สถานการณ์เกิดในบ้านเมืองคงไม่มีวิถีทางอื่น นอกจากสันติวิธีที่ไม่ให้คนไทยเข่นฆ่ากัน ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มนปช. เรานั้นเหมือนคนเดินคนละขา สองขา แม้มีแนวทางเหมือนกันคือสถาปนาระบอบประชาธิปไตยให้เกิดให้ได้ ก็เป็นสิ่งที่พรรคได้ยึดถือเป็นแนวทาง ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน ดังนั้นเมื่อมีข่าวตนไปเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้าย เมื่อได้ยินข่าวก็หัวเราะ ทั้งที่ตนมีเจตนาแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ได้เคยให้ข้อเสนอต่อนายกฯไว้ว่า 1.อยากให้นายกฯมีความสำนึกในความเป็นผู้นำที่ต้องมีความสนใจ และเข้าใจในจิตใจประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ใช่มองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู

2.ขอให้วิเคราะห์ปัญหาของประเทศให้ดี วันนี้ไม่ใช่ปัญหารัฐธรรมนูญ ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ปัญหาเร่งด่วนคือ ขจัดการกระทบกระทั่งกัน ที่จะเกิดในเร็ววัน เมื่อแถลงข่าวครั้งนั้นก็ได้บอกไปแล้ว หากเราจะตัดวงจรปัญหาก็ทำได้ แต่การวิเคราะห์ปัญหาของนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลไม่ทราบทำไมมองปัญหาอื่นสำคัญ จึงทำให้ข้อตกลงยุบสภาฯออกมาในเงื่อนเวลาที่แตกต่างกัน เสื้อแดงต้องการเร็วที่สุดที่พรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วย

"ปัจจัยเวลาสำคัญที่สุดไม่ใช่ทิ้งไว้ 9 เดือน ถ้าไม่แก้ไขปัญหาจะยุบสภาฯเพื่ออะไร เรามาพบปะเจรจาเพื่อแก้ปัญหาแผ่นดินและชาติดีกว่า "พล.อ.ชวลิต กล่าว

3.ได้ตำหนิคือการสั่งการปราบปรามประชาชนโดยไม่คำนึงถึงหลักการ และวิธีการลดความเสียหาย ค่ำมืดยังใช้กำลัง ตนทราบว่ากองทัพหรือตำรวจไม่ต้องการใช้กำลังปราบปรามแม้แต่น้อย แต่เป็นการสั่งการโดยนายกฯและรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ทำให้เกิดความเสียหาย

"จากวันนั้นถึงวันนี้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณสุเทพ เป็นอาชญากร มีจิตใจโหดเหี้ยมเหลือเกิน ไม่เคยปรากฏว่าข้อขัดแย้งจะสร้างความเสียหายเหมือนครั้งนี้ ขอประณามว่าท่านเป็นอาชญากร ที่สั่งฆ่าพี่น้องประชาชน และประชาชนทุกคนโดยเฉพาะญาติมิตร ขอบอกว่าเขาจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ท่านได้รับผลจากการสั่งการที่ร้ายกาจที่สุด แย่ที่สุด เลวร้ายที่สุด การที่จะปกครองประเทศนี้ เป็นนายกฯมีอำนาจหน้าที่สมบูรณ์ สามารถแก้ปัญหาได้ทำได้โดยทันทีข้ามคืน ถ้าทำไม่ได้ออกไป เดี๋ยวจะทำให้ดู ขอยืนยันอีกครั้งว่า เรายังยืนยันแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ทำทุกวิถีทางเพื่อนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมืองของเรา" พล.อ.ชวลิต กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รัฐบาลรวบรวมหลักฐานและนำไปโยงกับการก่อการร้าย พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า วันนี้เป็นการกล่าวหา ถ้าเป็นคนที่มีความเข้าใจในปัญหา ไม่อยากใช้ว่าเป็นผู้ดี ก็จะไม่ใช้วิธีการอย่างนี้ หากแผ่นชาร์ตนั้นออกมาจริงถือว่า น่าเศร้าใจมาก สำหรับฝ่ายการข่าวของศอฉ.ที่ถือว่าสับสันมาก 

เมื่อถามว่าจะฟ้องร้องหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไม่เคยฟ้องใครเลยในชีวิตนี้ นอกจากน้องชายที่น่ารักผมคนหนึ่งเท่านั้น จากนั้นก็ถอนฟ้อง เรื่องนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะไปฟ้องร้อง 

เมื่อถามว่าความหวังพึ่งพระบารมียังมีอยู่หรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า การแถลงข่าววันนี้ ผมขอพระบารมีปกเกล้าฯ ที่เราถือว่าเสด็จพ่อ เป็นสถาบันที่เราเคารพเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ ยึดถือเป็นอเนกนิกรสโมสรสมมุติ ถือเป็นสถาบันที่เราเคารพ เหมือนเราไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่หลังไมค์น้องนักข่าวถามไม่อยากเข้าเฝ้าหรือ ก็ตอบอยากเข้าเฝ้าฯเป็นธรรมดา วันนี้ก็ยังยืนยันว่า อยากไปกราบพระบาททูลฯปัญหาให้ทรงทราบ ถ้าทำได้นะครับ ก็ถามอีกว่าจะติดต่อองคมนตรีคนไหน ก็บอกไม่ได้ ต้องติดต่อสำนักราชเลขาฯ ก็พูดแค่นั้น แต่ข่าวกลายเป็นว่าผมขอเข้าเฝ้าฯผ่านสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะถูกต้อง แต่ก็กัดฟันอดทนไม่ยอมอธิบาย แต่จิตใจบริสุทธิ์ทุกท่านคงทราบดี 

เมื่อถามว่า วันนี้ยังมีขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้าอยู่หรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองเราพัฒนามามากกว่า 78 ปีแล้ว ที่เรามุ่งหวังการเปลี่ยนแปลง ที่จะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เรามุ่งหวังมานาน เสื้อเหลือง เสื้อแดงก็พูดมานาน ทุกคนก็ยอมรับ แต่ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าสมบูรณ์บ้านเมืองเราจะเจริญพัฒนากว่านี้ จะไม่มีคนจน นั่นคือความหวัง ในการที่หวัง 78 ปี สถานการณ์ก็ตึงทุกวัน ก็หวังจะมีการเปลี่ยนแปลง ในบ้านเมืองเรากลุ่มคนที่ตื่นตัวทางการเมืองหลายกลุ่ม

รวมทั้งกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ที่เราต้องไปดูแล เกาะติด สัมผัสคุยและแลกเปลี่ยนปัญหาการเมืองการปกครอง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างสันติวิธี เมื่อ 5 - 6 เดือน ผมไปยืนที่ภูสระดอกบัว ใส่หมวกดาวแดง เมื่อ 20 ปีก่อน ผมก็ไปนั่งขัดสมาธิ คุยกับพี่น้องเขตงาน 444 ที่มีการปฏิบัติงาน และปฏิกิริยาแรงที่สุด ได้ไปนั่งคุยเขา วันนั้นกลับไปอีกครั้ง ที่ไปเพราะใส่หมวก เพราะเขาไม่มีสตางค์ในการจัดงาน เรายังต้องช่วยเงิน เพราะฉะนั้นกลุ่มคนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง จำเป็นต้องไปแตะและสัมผัสตลอดเวลา เช่นวันที่ 29 เม.ย.ขบวนการผู้พัฒนาชาติไทยทั้งประเทศ และกลุ่มชาวนาผู้ใช้แรงงาน จะไปรวมตัวที่ รร.รัตนโกสินทร์ เขาขอให้ผมเข้าไป เพื่อให้ความช่วยเหลือ ก็เป็นความจำเป็น ที่เรามีความผูกพันกันเขาไว้ใจผม และผมไว้ใจเขา เขาเชิญมาก็ต้องไป และจะต้องแลกเปลี่ยนกันว่าบ้านเมืองมีอะไรเกิดขึ้นจึงต้องแลกเปลี่ยน

โดยมีเป้าหมายคือ ทำอย่างไรให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นไปอย่างสันติวิธี นอกจากกลุ่มพวกนี้ยังมี 16 ชนเผ่าภาคเหนือ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไวต่อการเมืองการปกครอง เพราะเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เราก็ได้สัมผัส จัดตั้งสมัชชา โดยพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน แต่ไม่ได้บอกใคร แต่ควบคุมแนวคิดเขาให้อยู่ในแนวทาง เช่นเดียวกับปัญหา 3 จังหวัดใต้ที่มีปัญหา ก็เป็นเราที่ลงไปเพื่อแก้ปัญหาหวังสร้างสันติให้ได้

เมื่อถามว่าวันนี้ยังคงยืนยันจะขอเข้าเฝ้าฯอยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า "เมื่อนำความกราบบังคมทูลไปแล้ว ล่อกแล่กไม่ได้ และเห็นว่าถ้ามีพระมหากรุณาธิคุณอย่างนั้นได้จริง ความจริงเราก็ห่วงใยเสด็จพ่ออยู่มาก ท่านทรงเหนื่อย และชราภาพอยู่มาก และทรงป่วยอยู่ด้วย พวกเรามองดูแล้วก็น้ำตาไหล ทุกคนก็เข้าใจดี หากเข้าเฝ้าแล้วเป็นประโยชน์ก็จะไปกราบพระบาท ถ้าไปแล้วไปรบกวนพระราชหฤทัย คงต้องละไว้ก่อน " พล.อ.ชวลิต กล่าว 

 

Tags : พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย

advertisement

advertisement

advertisement