กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง

วันที่ 21 เมษายน 2553 16:49

"อานันท์"ระบุ"ชวลิต-สมชาย"ไม่เข้าข่ายมีสิทธิ์เข้าเฝ้าฯ

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

อดีตนายกฯระบุสังคมพัฒนาไปแค่รูปแบบปชต.ไม่พอ เผยคนเข้าเฝ้าฯได้ต้องอยู่ตำแหน่งใน3อำนาจรัฐ และทำเงียบๆ สงสัยทำไม"ชวลิต"ป่าวร้อง แนะมีสติเจรจา

ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ถนนวิภาวดีรังสิต นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมทำความตกลงในกาจัดตั้งองค์การอิสระ และคัดเลือกกรรมการบริหารองค์การอิสระตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550  

โดยระบุว่า ในโลกปัจจุบันทุกประเทศไม่มีใครปฏิเสธการปกครองของประเทศของเขาว่าไม่ใช่การปกครองที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งครั้งหนึ่งประชาธิปไตยเป็นคำที่มีความหมายมาก และขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะปกครองประเทศดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ทุกประเทศก็เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย และการปกครองระบอบนี้อาศัยสาระสำคัญคือการมีรัฐธรรมนูญ การจัดการเลือกตั้ง การมีรัฐสภา ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ แต่ในระยะ 30-40 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยพัฒนาไปค่อนข้างมาก ความสำคัญในหลักการเดิมจะไม่ได้น้อยลงไป แต่มีประเด็นอื่นๆ ที่อยู่ในสาระเดิมคือหัวใจและความเข้าใจความเป็นประชาธิปไตยว่าคืออะไร 

"ที่ผ่านมาอาจจะให้ความสำคัญเพียงเรื่องรูปแบบเท่านั้น แต่ปัจจุบันคงไม่พอแล้ว แต่เราต้องให้โครงสร้างพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหนึ่งในกระบวนการนี้คือภาคสังคม โดยคำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ และขึ้นอยู่กับว่าประชาชนมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน และแก่นสารของเรื่องอยู่ที่ว่าประชาชนมีส่วนในกระบวนการพิจารณาตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่" 

จากนั้น นายอานันท์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ประสานงานไปสำนักราชเลขาธิการเพื่อขอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อขอพึ่งพระมหากรุณาธิคุณยุติปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองขณะนี้ ว่า ตนไม่ทราบความตั้งใจของ พล.อ.ชวลิต และนายสมชาย แต่ในฐานะที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อน ก็น่าจะทราบดีว่าการขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ต้องมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานสภา หรือมีตำแหน่งที่จะนำความไปขอพระราชทานคำปรึกษา แต่การเข้าเฝ้าตามปกติ ส่วนใหญ่เป็นการทำแบบเงียบๆ ทำตามระเบียบแบบแผน จึงไม่เข้าใจว่าการทั้งสองที่ออกมาประกาศในที่สาธารณะเป็นความถูกต้องหรือไม่ เพราะถือว่าไม่เป็นไปตามแบบฉบับที่เคย เป็นมา เมื่อถามว่ามีนัยอะไรหรือไม่ นายอานันท์ บอกไม่ทราบ 

นายอานันท์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ในสังคมมีหลายประเด็นที่ถกเถียงในทางสาธารณะ แต่ประเด็นที่แต่ละคนแต่ละกลุ่ม หยิบมาต้องมีการดูแลและมีความสำคัญต่ออนาคตของสังคม และระเบียบวาระต้องทำไปตามขั้นตอนคงไม่สามารถทำได้พร้อมกัน และต้องดูความเร่งด่วนก่อนและหลัง โดยส่วนตัวเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือรัฐบาลต้องยัยยั้งความวุนวายโกลาหล และต้องรีบนำความสงบกลับคืนมา ไม่เช่นนั้นจะนำไปสู่ ความหายนะทางสังคม ความขัดแย้งตอนนี้ เป็นการทะเลาะเบาะแว้งในระดับหัวหน้า แต่กลับทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อนและหมดโอกาสทำมาหากิน 

"ขณะนี้ผมเสียใจที่เห็นประชาชนต้องเดือดร้อน ต้องนั่งตากแดดตากฝน ไม่มีโอกาสทำมาหากิน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่าเป็นคนจน ส่วนคนรวยคงไม่ลำบากไม่ว่าจะอยู่สีไหน อย่างไรก็ตาม อยากเห็นการพัฒนาของสังคมส่วนรวม ไม่ว่าจะพูดอยู่ที่นี่ หรือเดินขบวนอยู่ในท้องถนนก็อยากให้มีความสงบ มีความเป็นระเบียบถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่มีแต่ความดุเดือด ความเกลียดชัง และความอาฆาตพยาบาท ถึงเวลาที่ต้องนำความสงบกลับมา” อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุ 

เมื่อถามถึงทางออกในการแก้ปัญหาด้วยการเจรจาของทั้งสองฝ่ายนั้น นายอานันท์ กล่าวว่า ถ้าจะคุยกันมานั่งห้องเดียวต้องคุยกันว่าประเด็นที่จะคุยกันคือเรื่องอะไร มีระเบียบวาระเพราะไม่อย่างนั้นก็จะมาเถียงกันพูดกันคนละทาง และคงไม่สามารถเจอกันได้ ทั้งนี้ สำหรับตนคิดว่าไม่เคยปิดเรื่องการเจรจา ถ้าตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังมีสติ มองประโยชน์ของสังคมก็ยังสามารถพูดคุยกันได้ และอยากให้เจรจากัน เมื่อถามถึงกรณีการเผยแพร่สติ๊กเกอร์รัฐไทยใหม่นั้น นายอานันท์ กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ว่าใครเป็นคนเริ่มต้น อย่างไรก็ตามแล้วรัฐเก่าจะเอาไปไว้ที่ไหน

Tags : อานันท์ ปันยารชุน เสื้อแดง ชวลิต ยงใจยุทธ

advertisement

advertisement

advertisement