ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับศาลชั้นต้นยกฟ้อง"สุขวิช รังสิตพล-ภรรยา" หลังถูกนายหน้าที่ดิน ฟ้องแพ่ง เบี้ยวค่านายหน้าซื้อขายที่ดินมาบตาพุด1,500 ไร่
ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้- ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่นายปราณีต ชัยจินดา นายหน้าขายที่ดิน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุขวิช รังสิตพล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนางผิวผ่อง รังสิตพล ภรรยาของนายสุขวิช เป็นจำเลยที่ 1 - 2 เรื่องตัวแทนนายหน้า ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยร่วมกันชำระเงินจำนวน 321,045,460 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องรวมเป็นเงิน 529,591,240 บาท
ตามฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อปี 2535 จำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการบริหารผู้มีอำนาจบริษัทคาลเท็กซ์ เทรดดิ้ง แอนด์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง และจำเลยที่ 2 ร่วมกันให้โจทก์เป็นตัวแทน หรือนายหน้า เข้าทำสัญญารวบรวมซื้อขายที่ดินบริเวณ ต.มาบตาพุด ทิศเหนือติดถ.สุขุมวิท และทิศใต้ติดชายฝั่งทะเลบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ขายต่อให้กับบริษัท คาลเท็กซ์ฯ ราคาไร่ละ 1.5 ล้าน บาท โดยจำเลยทั้งสองจะให้ค่าบำเหน็จตอบแทนจำนวน 1 ใน 3 ของผลกำไร แก่โจทก์ เมื่อโจทก์รวบรวมที่ดินขายให้กับ บ.คาลเท็กซ์ ตามที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาจนครบแล้วมีผลกำไรรวม 900 ล้านบาท แต่จำเลยทั้งสองไม่จ่ายค่าบำเหน็จตอบแทนจากส่วนแบ่งกำไรจำนวน 1 ใน 3 เป็นเงิน 300 ล้านบาทให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธอ้างว่าไม่เคยแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนนายหน้า
โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.47 ให้นายสุขวิชและภรรยา ร่วมกันชำระเงินจำนวน 21,023,006.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.46 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสองโดยมีส่วนแบ่งผลประโยชน์ 1 ใน 3 ส่วน หรือไม่ จากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เข้าทำสัญญานายหน้าซื้อขายที่ดินเพื่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน กับ บ.คาลเท็กซ์ ฯ ซึ่งตามสัญญาระบุว่าโจทก์จะได้รับค่านายหน้าจำนวน 2 ล้านบาท ซึ่งโจทก์ได้รวบรวมที่ดินขายให้บ.คาลเท็กซ์ เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2536 หลังจากนั้นโจทก์ไม่เคยทวงถามค่าบำเหน็จในการเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสอง การที่โจทก์อ้างว่านายสุขวิช จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะแบ่งผลประโยชน์จากผลต่างค่าที่ดินเป็น 3 ส่วน คือสำหรับจำเลยที่ 1 , ตัวโจทก์ และนายอนันต์ อนันตกูล ผู้ติดต่อคนละส่วน นั้นเป็นเรื่องที่โจทก์เขียนขึ้นเองท้ายสำเนาสัญญานายหน้าที่โจทก์ทำไว้กับ บ.คาลเท็กซ์ อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานแวดล้อมอื่น หรือนำนายอนันต์ มาเบิกความยืนยัน ขณะที่จำเลยทั้งสองก็ปฎิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีข้อสัญญาดังกล่าว
ข้ออ้างที่โจทก์ระบุว่ามีการตกลงแบ่งประโยชน์จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนัก ขัดกับพฤติการณ์ที่ควรจะเป็นว่า หากโจทก์และจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์กันจริง เมื่อโจทก์ได้รับเช็คจาก บ.คาลเท็กซ์ แล้วเหตุใดไม่หักส่วนแบ่งซึ่งโจทก์อ้างว่าควรได้รับไว้ก่อน แต่กลับโอนเงินทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสองแล้วรอว่าเมื่อใดจำเลยทั้งสองจะมอบเงินส่วนที่ควรจะได้รับให้ พฤติการณ์ที่โจทก์ยอมโอนเงินทั้งหมดให้โดยไม่ทวงถามจากจำเลย และทิ้งเวลาจนเนิ่นนานแสดงว่ากรณีไม่มีข้อตกลงแบ่งประโยชน์ให้โจทก์
ขณะที่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่โจทก์ช่วยจำเลยที่ 1 รวบรวมที่ดินจนทำให้บริษัทที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่บรรลุวัตถุประสงค์รวบรวมที่ดินตั้งโรงกลั่นน้ำมันได้ และจำเลยที่ 1 ได้มอบรถยนต์ราคา 1,950,000 บาทเป็นของขวัญวันเกิดให้โจทก์ในช่วงที่รวบรวมที่ดิน ไม่ใช่การให้เพราะเป็นส่วนหนึ่งของค่าผลประโยชน์ที่ตกลงกัน อีกทั้งการเป็นนายหน้ารวบรวมที่ดินดังกล่าวโจทก์ก็ได้ผลประโยชน์ตอบแทนที่เหมาะสม และค่านายหน้าจากการที่โจทก์ได้รวบรวมที่ดินจนสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์แล้วจำนวน 2,000,000 บาทจากผู้ที่ซื้อที่ดิน
นอกจากนี้โจทก์ยังได้ค่านายหน้าอีกร้อยละ 3 จากเจ้าของผู้ขายที่ดินให้โจทก์ด้วย ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าควรได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์นั้นฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และจำเลยทั้งสองอีก เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาลแทนจำเลยทั้งสองพร้อมค่าทนายความจำนวน 300,000 บาท
Tags : นายปราณีต ชัยจินดา นายหน้าขายที่ดิน • ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ความคิดเห็นที่ 1
อย่าไปซื้อหนังสือพิมพ์โง่ๆ อ่าน ครับ , 8 กุมภาพันธ์ 2553 21:55
กรุงเทพธุรกิจ ขนาดบริหารบริษัทตัวเองยังบริหารขาดทุน
แล้วยังมาสอนให้นัำกธุรกิจ ขาดทุน ตามพวกมันอีก