กก.สิทธิฯมอบรางวัลบุคคลดีเด่นประเภทชาย"สุวิทย์" หญิง"หอมหวล" ขณะที่เครือข่ายปชช.ภาคตะวันออกรับรางวัลองค์กรดีเด่นปกป้องสิ่งแวดล้อมมาบตาพุด
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำโดย นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิฯร่วมกับองค์กรเครือข่ายได้จัดแถลงข่าว การจัดงานวันสิทธิมนุษยชนสากลประจำปี 2552 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 ธ.ค. และ ประกาศผลการคัดเลือกบุคคลและองค์กรที่มีผลงานด้านสิทธิมนุษยชนดีเด่น ประจำปี 2552
โดยนางอมรา กลล่าวว่า การมอบรางวัล นั้นเพื่อเป็นการ ยกย่องเชิญชูเกียรติผู้มีบทบาทและผลงานด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากล 10 ธ.ค. โดยรางวัลมี 4 ประเภทคือ ประเภทบุคคลชาย ผู้ได้รับรางวัลคือ ได้แก่ นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ โดยนายสุวิทย์ เป็นนักพัฒนาที่ทำงานเกาะติดกับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช ปัญหาแนวสายไฟฟ้าสูงพาดผ่านพื้นที่ทำกินชาวบ้านในจังหวัดอุดรธานี ปัญหาโครงข่ายการพัฒนาแหล่งน้ำภาคอีสาน ได้แก่ ลุ่มน้ำลำพะเนียง เขื่อนปากชม รวมทั้งได้ฝึกอบรมให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเขียนรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เพื่อใช้เป็นการรณรงค์ปัญหาจากพื้นที่สู่ระดับสากล จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายต่อไป
สำหรับรางวัลประเภทบุคคลหญิงได้แก่ นางหอมหวล บุญเรือง ประธานกลุ่มอนุรักษ์ขุนน้ำดอยแม่ออกซู อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย โดยนางหอมหวน มีบทบาทเป็นผู้นำชาวบ้านเรียกร้องและคัดค้านให้ยุติการทำเหมืองหิน โรงโม่หิน และการระเบิดภูเขามานานกว่า 10 ปี เนื่องจากการประทานบัตรระเบิดหินและย่อยหินกระทบต่อแหล่งต้นน้ำสำคัญของชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรม และเกิดฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชน แม้ว่าจะถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพลและผู้สูญเสียผลประโยชน์ และมีการลอบยิงแกนนำที่ทำงานคู่กันมา แต่นางหอมนวลก็สามารถยืนหยัดและสร้างกำลังใจให้ชาวบ้านต่อสู้กับปัญหาฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้คุ้มครองมิให้มีการระเบิดหินในประทานบัตรใหม่
นางอมรา กล่าวว่าสำหรับรางวัลประเภทองค์กรภาคเอกชนได้แก่ เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เป็นองค์กรภาคประชาชนที่รวมตัวกันเพื่อดูแล ปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยเฉพาะในเรื่องของมลพิษที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานถลุงเหล็ก ร่วมกับนักวิชาการอิสระทำวิจัยเกี่ยวกับมลพิษในมาบตาพุด เพื่อนำผลที่ได้มาแสดงถึงความผิดปกติและอันตรายจากผลกระทบของอุตสาหกรรมที่มีต่อประชาชนชาวมาบตาพุด จนนำมาซึ่งการเรียกร้องให้มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษ นอกจากนี้ยังร่วมกับชาวบ้านฟ้องร้องและในที่สุดศาลปกครองสูงสุดก็ได้ประกาศให้มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษ รวมทั้งได้รณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับมลพิษถ่านหิน เพื่อคัดค้านไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน และรวบรวมรายชื่อเพื่อให้ยกเลิก จนนำไปสู่การที่รัฐบาลยกเลิกการยื่นซองประมูล เพื่อลดความขัดแย้งกับประชาชน สำหรับรางวัลประเภทองค์กรภาครัฐนั้นไม่มีหน่วยงานใดได้รับรางวัล
นางอมรา กล่าวว่า สำหรับในปีนี้ ยังมีการมอบรางวัลพิเศษ เป็นรางวัลเกียรติยศ “ ผู้อุทิศตนเพื่อสิทธิมนุษยชน ” ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ 1 .นายวิทิต มันตาภรณ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาผู้ลี้ภัย สิทธิเด็ก และในเรื่องปัญหาผู้ลี้ภัย สิทธิเด็ก และการค้าเด็ก นอกจากนี้ยังเป็นผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วย การค้าเด็ก การเอาเปรียบเด็กทางเพศ และการใช้สื่อลามกเกี่ยวกับเด็ก ระหว่างปี ๒๕๓๓-๒๕๓๗ และเป็นผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี
และ 2 . นางพันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการเพื่อสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยการเสนอมาตรการการแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติของบุคคลบนพื้นที่สูง และผลักดันการรับรองการมีสัญชาติไทยของชาวเขาที่มีถิ่นฐานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายแก่คนไร้รัฐ และเป็นผู้ที่ผลักดันให้เกิดระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคล บนพื้นที่สูง พ.ศ. ๒๕๔๓ ให้มียุทธศาสตร์การจัดการสถานะและสิทธิของบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๘ และสิทธิในการเดินทางของคนไร้สัญชาติ ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ เพื่อให้บุตรของผู้หญิงไทยสามารถได้รับสัญชาติไทย โดยหลักสืบสายโลหิต มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่กลุ่มกะเหรี่ยง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก และแก่ชาวบ้านอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน ๑,๒๔๓ คน ที่ถูกเพิกถอนชื่อจากทะเบียนราษฎร์ เป็นผู้ที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้มีปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย ส่งผลให้มีการทำงานเป็นเครือข่าย
นางอมรา กล่าวว่า ยจะมีการมอบรางวัลดังกล่าวในการจัดมหกรรมงานสิทธิมนุษยชน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 ธ.ค.ที่จะถึง นี้ ซึ่ง ลานอเนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ และในงานดังกล่าว จะมีเครือข่ายเข้าร่วม และมีกิจกรรมเป็นจำนวนมากเช่น การปาฐกถาพิเศษของนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ “ รัฐบาลกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ” การเสวนา เรื่อง “ แบ่งปันประสบการณ์ : สิทธิมนุษยชนกับความทุกข์ของสามัญชน ” การแสดงดนตรีเพื่อสิทธิมนุษยชน โดย วงโฮป แฟมิลี่ และ “ เอ้ นิติกุล การแสดงมินิคอนเสิร์ต โดย คณะศิลปิน สังกัด บริษัท อาร์เอส จำกัด มหาชน การแสดงละครเวทีเพื่อสิทธิมนุษยชน เรื่อง “ จันทร์เจ้าขา ” การแข่งขันตอบปัญหาสิทธิมนุษยชนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา การแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับของนักเรียนระดับประถมศึกษาและร่วมสนุกกับเด็กชายหม่อง ทองดี และการรับสมัครยุวชนเพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชน

ความคิดเห็นที่ 1
http://newpoliticsparty.spaces.live.com , 3 ธันวาคม 2552 15:15
ทำไม ประธานกรรมการสิทธิ์ฯ ถึงต้องเป็นคนแก่ ที่พูดเช่นนี้หาใช่ดููกคนแก่แต่อย่างใดไม่ แต่ ประธานกรรมการสิทธิ์ฯ ควรเป็นเสือที่กระหายหิวต่อการพิทักษ์สิทธิ์ เช่น ตำรวจที่กระทำรุนแรง ไม่ว่า ยิงปืนลูกซองใส่ พธม ยิงระเบิดแก๊สน้ำตาใส่ พธม เอาไม้กระบองทุบหัวประหนึ่งพยายามฆ่า อันนี้มีหลักฐานชัดเจน ซึง ประธานกรรมการสิทธิ์ฯ สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้กระทำผิด แทน ปชช ได้ แต่ไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ จึงต้องย้อนถามกลับไปว่า ประธานกรรมการสิทธิ์ฯ ทำหน้าที่พิทักษิ์สิทธิ์ เพื่อ ปชช เพียงพอหรือยัง เต็มที่หรือยัง ถ้า ประธานสิทธิ์ฯ ได้คนมีไฟ อย่างคุณสุทธิ ก็น่าจะดีไม่น้อย ต้องเป็นคนที่เป็นเสือที่กระหาย กัดชนิดไม่ปล่อย เพราะ แม้ พธม เอง ก็ไม่อยากไปตั้งความหวังว่า จะปกป้อง พธม ด้วยกันเองอะไรได้มากนัก เพราะบางครา ออกมาพูดเสียงดังฟังชัด ขึงขัง แต่ก็แค่พูด แต่ไม่มีการติดตามใด ๆ จะหนักที่พูด แต่ภาคปฏิบัติจะไม่ค่อยมีให้เห็น เช่น กรณี คดี 7 ต.ค. พอพ้นไปถึง อัยการ อัยการจะดองเรื่องอีกนานเท่าใดก็ไม่รู้ พธม ก็หาได้ติดตามว่า มันจะเดินไปถึงไหน ช้าหรือไม่ ใครดองอีกไหม ก็ไม่มี แกนนำก็ใช้ความจงรักภักดี เพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน คือ ASTV หรือไม่ อันนี้ก็มองได้ไม่ยาก หรือ จงรักภักดีครึ่งหนึง ผลประโยชน์เข้า ASTV ครึ่งหนึง หรือไม่ เข้าทำนองวัดครึ่งหนึง กรรมการครึ่งหนึงหรือไม่ ก็รู้เท่าทันได้ไม่ยาก หรือปากบอกธรรมมะธรรมโม แต่เบื้องหลังการถ่ายทำ สมภารนั่งกกสีกา หรือไม่ ก็ไม่รู้ กรรมการ กมม มีบ้านเล็กบ้านน้อยหลายต่อหลายคน จะถือว่าเป็นเรื่องปรกติหรือไม่ ก็ต้องเฝ้าดู สรุปเอาเป็นว่า ทุกคนช่วยกันคนละไม้ละมือ เล็ก ๆ น้อย ๆ บ้านเมืองก็จะดีขึ้นได้