กมธ.ติดตามงบฯวุฒิเกาะติดทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง 31,000 ชุมชน วงเงินเฉียด1 หมื่นล้าน ตั้งสอบ 3ประเด็น ชี้อาจส่งผลให้พรบ.กู้เงินแท้ง
รัฐสภา-นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯได้ติดตามการบริหารงบประมาณของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับชุมชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พบว่ามีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต ในโครงการชุมชนพอเพียง ที่ดำเนินการมาแล้วว่า 31,000 ชุมชน วงเงินงบประมาณเกือบ 10,000 ล้านบาท
จากชุมชนต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยในสัปดาห์หน้าคณะกรรมาธิการฯจะเชิญประธานสำนักงานฯมาชี้แจง โดยเฉพาะกรณีที่มีข่าวการทุจริตเท่าที่ทราบขณะนี้สำนักงานฯมีการแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่จำนวน 3 คนแล้ว
นายยุทธนา กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบพบว่าโครงการดังกล่าวส่อทุจริตใน 3 ประเด็น คือ 1. การล็อกสเปกสินค้าที่ชุมชนจะต้องจัดซื้อ เช่น เครื่องกรองน้ำที่มีราคาสูงถึง 3 แสนบาท ทั้งที่ราคาจริงไม่ถึง 2. การโอนเงินไปยังชุมชนก่อนที่โครงการจะมีการอนุมัติ ซึ่งเป็นเงินกว่า 10,000 ล้านบาท และ 3. มีเจ้าหน้าที่โครงการไปชี้นำให้ชุมชนดำเนินการตามโครงการที่ตนเองนำเสนอ ทั้งที่โครงการดังกล่าวชุมชนจะต้องเป็นผู้นำเสนอเอง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายมีความผิดทั้งทางแพ่ง และทางอาญาแต่เชื่อว่าลำพังเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง คงไม่สามารถทำได้ น่าจะมีผู้บงการใหญ่อยู่เบื้องหลัง
ส่วนกรณีที่มีการแต่งตั้งน้องชายนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลในโครงการนี้นั้น ยังไม่มีข้อมูล แต่ต้องตรวจสอบต่อไป อย่างไรก็ตามการส่อทุจริตโครงการดังกล่าว อาจส่งผลทำให้รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำถึงกับพังได้ เนื่องจากเป็นโครงการที่ยึดแนวปรัชญาพอเพียง แต่กลับมีปัญหาเรื่องทุจริตเสียเอง เป็นเรื่องที่ไม่สมควร
ผู้สื่อข่าวถามว่าปัญหานี้จะส่งผลต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ในวันที่ 10 ส.ค.นี้หรือไม่ นายยุทธนา กล่าวว่า มีส.ว.หลายคนได้หารือกัน และพูดถึงการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา พบว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ และอาจมีแนวโน้มที่จะคว่ำร่างพ.ร.บ.ฯดังกล่าว โดยมีประเด็นเรื่องทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เชื่อว่าทางส.ว.คงมีการสอบถามรัฐบาลก่อนที่จะตัดสินใจลงมติ
Tags : ยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร
ความคิดเห็นที่ 11
กล้องวงจรปิด CCTV , 22 พฤศจิกายน 2553 10:55
รับเหมาติดตั้งกล้องวงจรปิด IP CAMERA FIBER OPTIC CCTV ดูหน้างานประเมินราคา พร้อมออกแบบให้ฟรี สอบถามได้ที่ http://www.CctvBangkok.com
ความคิดเห็นที่ 10
jj , 2 พฤษภาคม 2553 12:32
เกลียดความคิดเห็นที่5ที่สุด
ความคิดเห็นที่ 9
แดง , 6 สิงหาคม 2552 15:32
ตามเรื่อง วงจรปิดที่จะติดทั่ว กทม. ด้วยครับ
งบประมาณต่อกล้อง สามแสนบาท
ชาวบ้านเขาติดกันได้ทั้งโรงงาน
มีงาบอีกแน่ๆ
ความคิดเห็นที่ 8
แดง , 6 สิงหาคม 2552 15:32
ตามเรื่อง วงจรปิดที่จะติดทั่ว กทม. ด้วยครับ
งบประมาณต่อกล้อง สามแสนบาท
ชาวบ้านเขาติดกันได้ทั้งโรงงาน
มีงาบอีกแน่ๆ
ความคิดเห็นที่ 7
กิด , 6 สิงหาคม 2552 09:29
ไม่ต้องห่วงนะพี่น้อง รัฐบาลเด็กเส้นซะอย่าง ทำอะไรก็ไม่ผิดอยู่แล้ว เส้นใหญ่จริงๆ ใอ้ห้อย120ก็ไม่ผิด ใครจะกล้าว่าเด็กเส้นผิด
ความคิดเห็นที่ 6
khonnai , 6 สิงหาคม 2552 05:46
กรรมาธิการน่าไปตรวจสอบการซื้อบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ของกระทรวงท่องเที่ยว ตัวแทนจำหน่ายเสนอมาใบละ ๒๒ บาทไม่เอา จะไปซื้อใบละ ๑๗๙ บาท บ้าไหม แถมซื้อทีละหมื่นใบ ราคาต่างกันครั้งละล้านกว่าบาท ใครได้ใครเสีย กรรมาธิการกล้าตรวจไหม
ความคิดเห็นที่ 5
บ่าฮ่าแม้ว , 6 สิงหาคม 2552 03:49
เกลียดทักษิณที่สุด เกลียดอิห้อยตามมา แล้วจะเกลียดอภิสิทธ์ถัดมาถ้ายังทำตัวเป็นนายกรัฐมนตรีตามน้ำ ยอมให้พวกเพลี้ย ปลิงดูดเลือดประเทศไทย คุณแหลม คห 5 พูดดูเหมือนมีหลักการนะ แต่ก็คงเป็นพวกหางแดงชั้นกลาง คือเป็นพวกบัวปริ่มน้ำ ไม่รู้ห้าล้านที่ได้มาเนี่ยเสียเงินไปเท่าไหร่ แล้วถ้าไม่รู้จะขอบอกว่าคนไทยมี หกสิบล้านนะ โง่เสียห้าล้านประเทศชาติคงไม่ต้องทำไรโง่ๆตามคนพวกนี้หรอก
ความคิดเห็นที่ 4
แหลม , 5 สิงหาคม 2552 23:48
ทันทีที่การประกาศจำนวนประชาชนที่ร่วมลงชื่อใน "ฎีการ้องทุกข์" ว่าสูงถึง 5,363,429 คน ความเคลื่อนไหวจากปีกปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ก็ดาหน้ากันออกมาแสดงอาการร้อนรุ่มทุรนทุรายไปตามๆกัน กระทั่งล่าสุดจากข่าว มติชนออนไลน์ ที่พาดหัวแบบจุดพลุว่า จม.เปิดผนึก อ.จุฬาฯกว่า1500 คนค้านฎีกาอภัยโทษ "แม้ว" ชี้อันตราย กดดัน-กระทบศรัทธาสถาบัน หากในเนื้อหาข่าวกลับโอละพ่อ เป็น "จนกระทั่งเย็นวันที่ 4 สิงหาคม มีคณาจารย์จุฬาฯลงชื่อแล้วกว่า 300 คนและบุคคลากรรวมกว่า 1,500 คน และคาดว่า ในวันที่ 5 สิงหาคมซึ่งมีการประชุมคณบดีจะนำจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวให้คณบดีที่เห็นด้วย ลงนาม"
ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 เดือน นับจากการประกาศในที่ชุมนุมกลางพายุฝน ณ เวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดงท้องสนามหลวง เมื่อวันนี่ 27 มิถุนายน จนช่วงเวลาก่อนและหลังวันดี-เดย์ เพื่อนับจำนวนผู้ร่วมลงรายชื่อ ปฏิกิริยาแทบจะในลักษณะรายวันจากผู้คนทุกๆฝ่าย ล้วนพุ่งเป้าไปที่ "จุดมุ่งหมาย" ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังการเคลื่อนไหวรอบนี้ของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน
ฝ่ายรัฐอาศัยเครื่องมือประชาสัมพันธ์สำเร็จรูป นั่นคือ ฟรีทีวี ทั้งระบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานี "หอยม่วง" ที่เกิดจากภาษีอากรของประชาชนล้วนๆ พุ่งเป้าโจมตีไปที่ความ "ควร-ไม่ควร" "ทำได้-ไม่ได้" อยู่แทบจะตลอดเวลา ทั้งโหมประโคมเภทภัยทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นแก่ประชาชนที่ร่วมลงชื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมกับความพยายามที่จะรุกกลับด้วยการใช้เล่ห์เพทุบายต่างๆนานา ให้ประชาชนถอนรายชื่อ "อย่างเป็นทางการ"
มีสภาวะน่าจับตามองในช่วงเวลาท้ายๆ ก่อนวันที่ 31 กรกฎาคม ปรากฏอยู่ตามเว็บบอร์ดและห้องสนทนาทุกรูปแบบในโลกไซเบอร์ของพลังประชาธิปไตย คือคำถามระหว่างกัน ว่า "ถ้าได้จำนวนผู้ลงรายชื่อสัก 5 ล้าน แล้วไม่เกิดผลอะไรขึ้น จะทำอย่างไรกันต่อไป" และยิ่งกลายเป็นคำถามดังขึ้นทุกที ตามเวทีปราศรัยของคนเสื้อแดงตามภูมิภาค
แต่สำหรับฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยแล้ว เป้าหมายของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงหนนี้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป อาการลุกลี้ลุกลน หรือแทบจะเรียกได้ว่าพล่าน นั้น อยู่ที่ปริมาณของประชาชนที่เดินเปิดหน้าออกมาแสดงเจตนารมณ์ ด้วยการให้ทั้งชื่อและรายละเอียดระบุบุคคล ในการสะท้อนความคับข้องใจกับกระบวนการยุติธรรมชนิด 2 มาตรฐาน
หากย้อนกลับไปครั้งการลงประชามติ "รัด-ทำ-มะ-นูน-2550" ที่ผลออกมาว่า มีผู้เห็นชอบ 14,727,407 คน และไม่เห็นชอบ 10,747,310 คน ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า แม้ในจำนวนผู้เห็นชอบเอง ก็ลงคะแนนไปโดยจุดยืนที่เชื่อถือการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า รับไปก่อนแล้วค่อยแก้กันทีหลัง
นั่นหมายความว่า เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ประเทศนี้ ประชาชนที่ใส่ใจกับปัญหาทิศทางและการพัฒนาการของชาติบ้านเมืองที่มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนนั้น มีจำนวนถึงครึ่งต่อครื่งที่แสดงเจตจำนงต่อต้านระบอบเผด็จการและผลิตผลของระบอบเผด็จการ ซึ่งก็คือกฎหมายสูงสุดของระบอบการปกครอง
คำถามคือ ก็ในเมื่อฝ่ายประชาธิปไตยเชื่อมั่นในพลังประชาชน ที่เปี่ยมล้นไปด้วยจิตใจกล้าสู้กล้าชนะ เริ่มจากกลุ่มคนจำนวนหยิบมือเดียวแสดงตัวคัดค้านการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และต่อมาขยายจำนวนเพิ่มขึ้น แม้กระทั่งหลัง "สงกรานต์เลือด 2552" ซึ่งยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ "กฎอัยการศึก" หรือ "สถานการณ์ฉุกเฉิน" นั้นหมายความว่า ประชาชนได้ยกระดับความเข้าใจและจิตสำนึกต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์
เป็นไปได้ไหม ที่พลังฝ่ายประชาธิปไตยจะร่วมกันอีกครั้ง ระดมสรรพกำลังแสดงเจตจำนงในฐานะเสรีชน ขับเคลื่อนให้เกิดการยกระดับพัฒนาการทางการเมืองของปิตุภูมิไปสู่ความมีอารยะ ด้วยการสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ หลังจากถูกแย่งยึด บิดเบือนไปโดยฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย อันประกอบไปด้วยกลุ่ม "อำมาตย์-อภิชน-ขุนศึกฟาสซิสต์" นับจากวินาทีแรกของการทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่นำโดยขุนศึก ผิน ชุณหะวัน
สร้างขบวนแถวผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม ออกมาสำแดงกำลัง รณรงค์ไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอำนาจอธิปไตยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ด้วยการผลักดันให้สร้างรัฐธรรมนูญประชาชน ที่ประชาชนสามารถ "เลือกผู้นำฝ่ายบริหาร" หรือ "นายกรัฐมนตรี""ลูกขุน" ที่อำนาจในการพิพากษาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ตกอยู่ใน "กำมือ" ด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เช่นนานาอารยะประเทศ และใช้การลงคะแนนเสียงในกระบวนการยุติธรรมด้วยระบบ ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่ผู้เดียว
ถ้าเราไม่ตั้งต้น ริเริ่ม ออกแบบสังคมที่พึงปรารถนา สำหรับอนุชนที่เป็นลูกหลานของเรา ให้พวกเขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในสังคมอารยะ อย่างไม่ต้องเผชิญกับ "การปกครองแบบเผด็จอำนาจ" ที่กดหัว-ปิดปาก จนเสรีชนไม่อาจมีชีวิตเยี่ยงเสรีชนได้ อย่างที่เห็นและเป็นอยู่
จะมีประโยชน์อะไรกับการเรียกขานปิตุภูมิของเราว่า "ไทย" ตามเสียงพ้องของที่มาของชนชาติบรรพบุรุษที่เรียกตนเองว่า "ไท"
ด้วยภราดรภาพ
ความคิดเห็นที่ 3
เชียง แซ่หยุ่น , 5 สิงหาคม 2552 22:54
มันจะตลบหลังยังไงในเมื่อคนโกงก็คน ปชป เองตั้งโครงการหาเงินเข้าพรรค ตั้ง บ ปลอมๆขึ้นมาแด้ก ที่เจ็บสุดๆคนจัดการโกงก็คนดูแลเศรษฐกิจแท้ๆ แต่อย่างเข้าว่าโกงอย่างมีจริยธรรม โกงอย่าง(โครงการ)พอเพียงไม่เป็นไรถือว่าไม่ผิด
ความคิดเห็นที่ 2
y , 5 สิงหาคม 2552 22:29
มันเป็นเรื่องของการซื้อใจซื้อคะแนน จะคิดในแง่ดีก็เป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น แต่พูด ๆก็พูด มันดันไปตกที่นานทุนหมดน่ะสิ..
เฮ้อ..
ผมมองว่า ถ้ารัฐบาลฉลาด ตลบหลังนายทุนกับข้าราชการขี้ฉ้อ โดยการยึดทรัพย์ต่ออีกที ก็น่าจะสนุกไม่น้อย.. หุหุ
ความคิดเห็นที่ 1
เลิกเชื่อมัน , 5 สิงหาคม 2552 22:26
ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลที่พยายามให้ประชาชนเชื่อมั่นยังโกงกินประชาชนได้ คำพูดกับการกระทำสวนทางกัน ไม่น่าไว้วางใจเลย