ไทย-กัมพูชาร่วมลงนามสนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ เตรียมยกเลิกวีซ่าฉลองครบ 60 ปี ความสัมพันธ์การทูตปีหน้า เล็งเปิดจุดผ่านแดนถาวรใหม่ที่สระแก้ว
ที่โรงแรมเซนทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี(เจซี)ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย ขณะที่นายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เป็นหัวหน้าคณะกรรมาธิการฝ่ายกัมพูชา
ภายหลังการประชุมดังกล่าวเสร็จสิ้น รมว.ต่างประเทศของไทยและกัมพูชาได้ทำพิธีลงนามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา(สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ) ซึ่งจะเสริมสร้างความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมระหว่าง 2 ประเทศให้มีความแนบแน่นยิ่งขึ้น และเพื่อประโยชน์ของผู้ต้องคำพิพากษาของแต่ละประเทศบนพื้นฐานของหลักมนุษยธรรม
จากนั้น นายกษิต และนายฮอร์ นัม ฮง ได้แถลงข่าวร่วมกันถึงผลการประชุมดังกล่าว โดยนายฮอร์ นัม ฮง กล่าวว่า การหารือในการประชุมดังกล่าวได้มีความเห็นด้วยและเห็นชอบในหลายประเด็นทั้งความร่วมมือด้านการศึกษา การสาธารณสุข เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และด้านอื่น ๆ โดยตนหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำบันทึกผลการประชุมครั้งนี้ไปใช้ต่อไป
รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวอีกว่า อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การเปิดจุดผ่านแดนถาวรแห่งใหม่บริเวณ จ.บันเตียเมียนเจยของกัมพูชา และจ.สระแก้วของไทย ซึ่งกัมพูชาเสนอให้อยู่ในบริเวณสตัง บอต เนื่องจาก จุดผ่านแดนด่านปอยเปตมีความคับแคบ และมีผู้เดินทางเข้า-ออกจำนวนมาก ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบที่จะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกันเพื่อเปิดจุดผ่านแดนถาวรแห่งใหม่นี้ ซึ่งจะใช้เฉพาะการขนส่งสินค้า ส่วนด่านปอยเปตจะยังเปิดไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้า-ออก และเราจะยังเปิดจุดผ่อนปรนแห่งใหม่ที่บ้านโนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว อีกทั้ง ที่ประชุมยังได้หารือถึงปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งที่ผ่านมามีชาวกัมพูชาจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ โดยที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันในการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ให้มากขึ้น
นายฮอร์ นัม ฮง กล่าวว่า ทั้งสองประเทศจะเร่งให้มีการบังคับใช้การตรวจลงตราเข้าเมือง หรือวีซ่า ร่วมกันในกลุ่มประเทศยุทธศาสตร์เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำอิรวดี เจ้าพระยา และแม่น้ำโขง หรือแอคเมคส์ ซิงเกิ้ล วีซ่า โดย ทั้งไทยและกัมพูชาจะเป็นประเทศนำร่องดำเนินการใช้แอคเมคส์ ซิงเกิ้ล วีซ่า
นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังเห็นพ้องถึงความร่วมมือในการพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัมและสตึงเมตึ๊กอีกด้วย อีกทั้งในปี 2553 ทั้ง 2 ประเทศจะร่วมกันจัดงานครบรอบ 60 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชา และในโอกาสเดียวกัน ทั้ง 2 ประเทศ จะทำการยกเลิกการทำวีซ่าสำหรับหนังสือเดินทางธรรมดา ซึ่งจะทำให้การไปมาหาสู่ระหว่างกันทำได้ง่ายขึ้น และจะยิ่งทำให้ประชาชน 2 ประเทศเข้าใจกันและกันมากขึ้น
สำหรับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชานั้น จะเร่งให้มีการประชุมคณะกรรมการเขตแดนเพื่อให้มีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องนี้
นายกษิตกล่าวว่า การประชุมเจซีเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดในการกำหนดแนวทางทบทวนสถานะ และการผลักดันความร่วมมือต่างๆ ให้มีความคืบหน้า ครั้งนี้เน้น3 สาขาหลัก ประกอบด้วย 1.การศึกษา วัฒนธรรม สังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม 2.ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว3.การเมืองและความมั่นคง ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวข้องเกือบ 90 เรื่องที่เป็นการร่วมมือในเชิงสร้างสรรค์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
นายกษิตกล่าวว่าประเด็นที่สำคัญที่หารือมีตั้งแต่การพัฒนาเส้นทางถนนหมายเลข 68 จากจ.สุรินทร์ต่อไปถึงจ.เสียมราฐ กัมพูชาซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์จะเป็นโอกาสอันดียิ่งสำหรับการท่องเที่ยวและการพัฒนาการค้าการลงทุนในภาคอีสานตอนใต้ของไทยและภาคเหนือของกัมพูชาการเร่งขยายจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนเพื่อทำให้การบริการของภาครัฐและการไปมาหาสู่และการทำมาหากินของประชาชนสะดวกปลอดภัยยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังจะเร่งร่วมกันขจัดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดฝ่ายกัมพูชายังรับทราบข้อริเริ่มของฝ่ายไทยที่จะเปิดสถานกงสุลใหญ่ที่เมืองเสียมราฐในอนาคตอันใกล้
"ขอวิงวอนให้สื่อมวลชนทั้ง 2 ประเทศให้เป็นเจ้าภาพร่วมในการนำเอาข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนสองประเทศในเชิงสร้างสรรค์ลงไปสู่ความรับรู้ของประชาชนชาวไทยและกัมพูชาให้มากที่สุดเพื่อสะท้อนให้เห็นชัดว่ารัฐบาลทั้ง 2ภายใต้การนำของสมเด็จฮุนเซนและนายกฯอภิสิทธิ์ต้องการและประสงค์ร่วมมือให้มีผลออกมาอย่างจริงจังเพื่อความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศประเด็นที่เป็นปัญหาจะไม่เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือต่างๆและอะไรที่เป็นปัญหาหรือยังเป็นอุปสรรคอยู่ก็จะเร่งรีบแก้ไขและจะทำด้วยความโปร่งใสและให้ประชาชนรวมถึงผู้แทนของประชาชนในรัฐสภาได้รับรู้จึงขอให้มั่นใจในความปรารถนาและความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของรัฐบาลทั้งสอง"นายกษิตกล่าว
Tags : ไทย-กัมพูชา
ความคิดเห็นที่ 4
เดรัจฉานชินวัตร , 6 สิงหาคม 2552 06:31
พลังแดงของฟายทั่วแผ่นดินที่ยอมให้โจรชั่วชินวัตรกับขี้ข่าหลอกใช้ สุดท้ายก็ต้องตายห่า คิดคุก รึอย่างน้อยก็จนติดดิน โง่ดักดาน ชั่วลูกชั่วหลาน อิๆๆ
ความคิดเห็นที่ 3
namo , 6 สิงหาคม 2552 00:27
ก่อนเป็นรัฐมนตรี
เราต้องทวงคืนเขาพระวิหาร
หลังเป็นรัฐมนตรี
เรามีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อเขมร ฉันพี่น้อง
คนเรานี่หนอ...กลืนได้แม้แต่น้ำลายที่ถ่มลงพื้น
ความคิดเห็นที่ 2
แ หลม , 5 สิงหาคม 2552 23:51
ขออนุญาตเสนอความเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมในกรณีพิจารณาว่า "ใคร" คนใดคนหนึ่งจะมีความผิดจริง ในโลกแห่งนิติธรรม" ที่ไปพ้นกระบวนการพิสูจน์ถูกผิดกันด้วยการ "ดำน้ำ-ลุยไฟ" กันมาช้านนานแล้ว มีปัญหาน่าพิจารณา3 ประการ ถึงความเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร ดังนี้
(1) เริ่มจากกระบวนการ "สืบสวน-สอบสวน"ที่ปัจจุบันใช้ระบบ "กล่าวหา"หรือ ระบบ "ผู้ถูกกล่าวหามีความผิด จนกว่าจะมีข้อพิสูจน์มาหักล้างว่าไม่ได้ทำความผิด" ซึ่งแตกต่างอย่างตรงกันข้ามกับระบบที่ใช่ในอารยะประเทศสมัยใหม่ทั้งหลาย ซึ่งเลือกที่จะใช้ระบบ"รวบรวมพยานหลักฐาน"เพื่อนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย เข้าสู่การพิจารณากระบวนในกระบวนการยุติธรรมที่"ผู้ถูกกล่าวเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีข้อพิสูจน์มาหักล้างว่าทำความผิด"
(2) ลำดับถัดมาคือกระบวนการพิจารณาคดี ด้วยการใช้ระบบ "ลูกขุน (Jury)" ในการรวบรวมความคิดเห็นของทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา และ "ลงคะแนนเสียง" อย่างเป็น"ประชาธิปไตย" ว่าจำเลยมี"ความผิด (Guilty)" หรือไม่ โดยที่คณะลูกขุน นั้นอาจจะมีที่มาด้วยการเสนอชื่อจาก "ผู้ที่มีความน่าเชื่อถือตามบรรทัดฐานของสังคม" โดยทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยในจำนวนที่เท่าๆกัน และทั้ง 2 ฝ่าย แลกเปลี่ยนรายชื่อระหว่างกันเพื่อการยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย คือโจทก์และจำเลย แล้วจึงให้ "คณะบุคคล"ที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น ไปลงคะแนนเสียง "เลือก" กันเองจนได้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้
ทั้ง นี้ระหว่างการพิจารณาคดี ควรมีการจำกัดที่พักอาศัยของคณะลูกขุน และจำกัดการติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอกทั้งหมด ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี ทั้งนี้เ้พื่อ "รักษาความเป็นกลาง" ตลอดจน "ข้อครหาใดๆในทางเสื่อมเสีย"เช่นกรณีสินบน หรืออามิสใดๆ
(3) ท้ายที่สุดคือแบบวิธีการ "พิพากษา"สำหรับอำนาจหน้าที่ของ "ตุลาการ (Judge)" ที่สำคัญน่าจะอยู่ที่การดำเนินการในการพิพากษาอรรถคดี และพิจารณาพิพากษาและตัดสินลงโทษไปตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมายต่อ การกระทำความผิดในลักษณะนั้นๆ
ปมเงื่อนที่สังคมใดสังคมหนึ่งจะใช้ กระบวนการยุติธรรมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานปรัชญาประชาธิปไตย อยู่ที่ "ความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์"ด้วยกันเป็นปฐม คำกล่าวอ้าง "ล้าสมัย"ใดๆเป็นต้นว่าความพร้อมของราษฎร นั้นควรตกสมัยไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ในสหัสวรรษที่มนุษย์สามารถย่อโลกมาไว้ในฝ่ามือเช่นปัจจุบัน
ทั้งนี้ โดยพิจารณาว่า "อำนาจตุลาการ"คือหนึ่งในก้อนเส้าทั้ง 3 ของอำนาจอธิปไตย จึงอยากทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ว่า ราษฎรที่มีเพียงวิจารณญาณและสำนึกในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีเสรีภาพและความเสมอภาค ที่จะแสดงความเห็นอย่างเปิดเผย บริสุทธิ์ใจ เพื่อนำไปสู่การวางรากฐานกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของตนเองทุกคน หรือไม่อย่างไร
ด้วยภราดรภาพ "
ความคิดเห็นที่ 1
พลังแดง , 5 สิงหาคม 2552 23:34
พลังแดงคนรักประชาธิปไตยทั้งแผ่นดิน
ร่วมใจกันต่อต้านเผด็จการไดโนเสาร์ จน
กว่าจะหมดไปจากเมืองไทย