กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2552 23:30

เผยเวียดนามพร้อมเป็นตัวกลางถกปัญหาไทย-กัมพูชา

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

เวียดนามเปรยเสนอตัวเป็นคนกลางเจรจาแก้ปัญหาขัดแย้งไทย-กัมพูชา อยากให้ลดความหวาดระแวง เพื่อความสงบในภูมิภาค ด้าน"ประวิตร" ยันต้องค่อยๆเจรจา

รายงานข่าวแจ้งว่า ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ได้นำปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมทั้ง ผบ.เหล่าทัพ เดินทางเยือนประเทศเวียดนามเพื่อสานความสัมพันธ์ทางทหาร ระหว่างนั้นได้มีการหารือนอกรอบแลกเปลี่ยนกับกระทรวงกลาโหมประเทศเวียดนาม เกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา 

ซึ่งผู้นำเวียดนามเห็นว่า ความสัมพันธ์ของประเทศในภูมิภาคนี้มีความสำคัญ เพราะความร่วมมือด้านต่างๆ ของประเทศในกลุ่มนี้จะสร้างความเข้มแข็ง และผลประโยชน์ที่ยั่งยืนร่วมกัน เวียดนามจึงอยากเห็นไทยและกัมพูชาทำความเข้าใจกัน และลดความหวาดระแวง ซึ่งทางผู้นำเวียดนามระบุว่า หากช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ก็จะช่วย

"ประวิตร" ระบุต้องค่อยเจรจาปรับลดกำลังทหาร2ฝ่าย

ที่กองบินทหารบกที่ 6(บน.6) เมื่อเวลา 18.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้ไทยปรับลดกำลังออกนอกพื้นที่ ว่า อย่าไปพูดว่าเป็นการปรับลดกำลัง เราคงจะไม่มีการปรับ เพียงแต่เราลดความตึงเครียด

โดยให้ผู้บังคับหน่วยบริเวณปราสาทเขาพระวิหารมีการพูดคุยกัน อะไรที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดก็ให้คลายลง จะขยับหรืออยู่กันอย่างไร เพราะมีกรอบปฏิบัติอยู่แล้วในการพูดจากัน เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงทั้งสองประเทศพูดคุยกันอยู่แล้ว แต่ถ้าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมันเครียดและมีกำลังแน่นเกินไปก็ต้องขยับ ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร โดยให้แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภาค 4 ของประเทศกัมพูชา พูดคุยกันเพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่แย่งสิทธิ์ด้วยกัน และยังไม่มีความชัดเจนจึงต้องพูดคุยกัน ไม่มีปัญหา

"เรื่องการปรับหรือไม่ปรับจะต้องมีการพูดคุยกันเป็นขั้นๆ ระหว่างแม่ทัพของทั้งสองประเทศ เนื่องจากมีหลายขั้นตอนและหลายจุด ผมคงไม่พูดในรายละเอียด แต่ผมรับรองว่าเจตนาของไทยและทางกัมพูชาไม่มีการรบกัน เรื่องนี้ต้องฟังผมและไม่เกิดความสับสน เรื่องนี้ชัดเจน"

พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้เดินทางร่วมกับคณะของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่จะเยือนกัมพูชาในวันพรุ่งนี้(4 ก.ค.) แต่ได้มีการพูดคุยกันกับสมเด็จฮุนเซนจบไปแล้ว และทุกอย่างก็จบไปหมดแล้ว ทั้งนี้ ตนยืนยันสถานการณ์ในพื้นที่ไม่มีความตึงเครียด ทหารในพื้นที่มีการพูดจากัน ส่วนความตึงเครียดก็เป็นเพียงแค่ข่าว เรื่องนี้ขอให้ใจเย็นๆ

Tags : ประวิทร วงษ์สุวรรณ เวียดนาม

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4

วันนี้ทุกปัญหารุมเร้ามาก ใครละที่จะแก้ใข
ศึกในประเทศ น่าเศร้า...แตกความสามัคคีไม่
มีความสำนึกเรื่องผิดชอบชั่วดี,นับวันยิ่งเหิมเกริมหนักจนยากที่จะแก้ใข,หากท่านทั้งหลายยังสำนึกว่าอาศัยแผ่นดินแห่งนี้อยู่และจักสนองตอบคุณแผ่นดินนี้ ขอเถิดขอจงหยุดการตกเป็นเครื่องมือที่จะสนับสนุนสีใดสีหนึ่งเรามีจมูกไว้หายใจ...อย่าให้ใครมาร้อยจมูกเราได้...ด้วยการใช้จิตวิทยามวลชนทางสื่อทุกชนิด...เพื่อเป็นพลังให้เขาเหล่านั้นหลงคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่..สิ่งที่ทำอยู่ถูกต้อง..มันผิดทั้งสิ้น..ต่อการก่อความวุ่นวายต่อบ้านเมืองในทุกรูปแบบและรวมทั้งการชักศึกเข้าทำร้ายบ้านตัวเอง..รู้จักละอายบ้างก็จะดี..นะ

ความคิดเห็นที่ 3

ขอชื่นชม คห 2 ที่แสดงความคิดเห็นที่อ่านแล้วประเทืองปัญญา แต่ก็อย่าไว้วางใจภาคการเมืองจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ตาม และคราที่ผ่านมาให้ รมต สุวิทย์ ไปงานประชุมมรดกโลกที่ สเปนนั้น มันมีอะไรชอบกลอยู่หลายต่อหลายอย่าง หรือไปงานนี้แล้วออกมาพูดแบบเทา ๆ และการที่ คุณสุเทพ และ รมต กลาโหม ไปเยือน เขมรที่ผ่านมา มันมีอะไรชอบกล ซ่อนเงื่อน กลับมาไทย คุณสุเทพ ก็ให้ข่าวในเชิงรักกันอย่างแน่นแฟ้นประหนึ่งไปดื่มน้ำผึ่งพระจันทร์มายังไงยังงั้น แต่ลับหลังไม่กี่วัน ฮุนเซน ก็พูดกร้าวใส่พี่ไทยเสียงั้น อย่างนี้แสดงว่า รักแบบจริงใจกระนั้นหรือ เพราะพูดชนิดที่ว่า หมอไม่รับเย็บใบหน้าคุณสุเทพเอาเสียเลย ต้องยอมรับว่า ผลประโยชน์ที่อ่าวไทยนั้น เป็นขุมทรัพย์มหาศาล มากกว่า เงินที่ นช แม้ว ถูกอายัดหลายต่อหลายเท่าตัว ณ วันนี้ ถ้าให้คนเลือกแหล่งพลังงาน กับ แหล่งทองคำ จะเลือกอันใด ก็ต้องบอกว่าเลือกแหล่งพลังงาน จึงไม่แปลก หลายต่อหลายประเทศ เล็งผลประโยชน์จากอ่าวไทยเป็นอย่างมาก เอาเป็นว่า ผลประโยชน์นั้น มันไม่เข้าใครออกใครทั้งสิ้น จะไม่ว่า แม้ว ที่แสนดีของพวกเสื้อแดง หรือ คุณอภิสิทธิ์ ของแม่ยกหลายต่อหลายคน ก็อย่าไว้วางใจ ภาค ปชช นี่แหละ ต้องช้วยกันตรวจสอบในเชิงระบบตาข่าย มิใช่ระบบตรวจสอบเชิงเดี่ยว ๆ

ความคิดเห็นที่ 2

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคุณทักษิณและนายนพดวยจะออกมาแสดงความรับผิดชอบอะไรหรือไม่ อยู่ดีๆก็มาปลดประธานมรดกโลกดร.อดุลย์ เปลี่ยนเป็นนายปองพลทำไม อยู่ดีๆก็ไปย้ายอธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศนายวีระชัยทำไม คำตอบก็คือใครขัดขวาง * โดนปลดโดนย้าย เพื่อจะได้ออกมติครม.อัปยศให้การรับรองให้เขมรสามารถจดทะเบียนมรดกโลกเพียงลำพังฝ่ายเดียว ที่เรียกซะโก้เก๋ว่า"จ๊อยท์ คอมมูนิเก้"บรรจงใส่พานถวายสมเด็จฮุนเซ็น ผู้เป็นบิดาของนายแม้วและนายเหล่ ทั้งๆที่แต่ก่อนแต่ไรมาทางเขมรไม่สามารถจดทะเบียนมรดกโลกได้เลยเพราะขาดคุณสมบัติที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายไทย อันเนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์เขตแดนที่อยู่โดยรอบซึ่งเป็นที่ตั้งของสถูปและบารายณ์ ตลอดจนสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทำให้การจดทะเบียนขาดความสมบูรณ์ ซึ่งเป็นปัญหาของเขมรที่พยายามจดหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยสำเร็จ ขณะที่อดีตประธานมรดกโลกของไทยโดยดร.อดุลย์ พยายามคัดค้านการจดทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียวมาตลอด เว้นเสียว่าเขมรต้องยื่นจดทะเบียนร่วมกับไทยเท่านั้น แต่เพราะรัฐบาลสมัครหุ่นเชิดของแม้วสนิทสนมกับสมเด็จฮุนเซ็นมากเป็นพิเศษจึงอยากยกปราสาทและบริเวณโดยรอบให้ แต่ด้วยนิสัยพ่อค้านักธุรกิจอย่างแม้วมีหรือจะใจดียกให้ฟรีๆ แต่ยังดีที่เรายังมีศาลสถิตย์ยุติธรรมที่สั่งให้หนังสือรับรองดังกล่าวเป็นโมฆะ และด้วยเดชะบุญที่รัฐบาลทรราชต้องมีอันเป็นไป เราจึงได้รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ได้ส่งรมต.สุวิทย์ออกไปคัดค้านในที่ประชุมยูเนสโกที่สเปน จนต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นปีหน้า ทำให้เพื่อนรักของแม้วโกรธและเสียหน้ามาก สั่งทหารและรถถังมาประชิดชายแดนทั้งสองประเทศจนตึงเครียดไปหมด ถ้าในตอนแรกรัฐบาลหุ่นสมัครไม่ไปรับรองให้เขาแต่แรกก็คงไม่มีเรื่องอย่างนี้ เวรกรรมจริงๆ ก่อนหน้านี้แม้วก็ทำให้สามจังหวัดชายแดนใต้ที่เกือบสงบลงแล้วกลับมาลุกเป็นไฟจนยากที่รัฐบาลชุดต่อๆมาจะสามารถดับไฟใต้ได้สำเร็จ ปัจจุบันแม้วก็ยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องอีกด้วยการปลุกระดมผู้คนหนึ่งล้านคนเพื่อถวายฎีกาขออภัยโทษจากในหลวง ท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกของคนไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เวรกรรมแท้ๆครับ

ความคิดเห็นที่ 1

งามหน้าไหม? ที่เวียดนามจะเป็นลูกพี่ใหญ่ช่วยเจรจา

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement