"สดศรี"แจงอนุฯกกต.สอบส.ส.ถือหุ้นสัมปทานรัฐ ลั่นไม่ยอมตกเหว เพราะไม่ได้มีหน้าที่ตีความกม. ด้านพท.อ้างถือหุ้นปตท.ไม่ใช่สัมปทาน
กกต.- นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองกล่าวถึงการตรวจสอบการถือครองหุ้นของส.ส. ที่มีข่าวว่าคณะอนุกรรมการเห็นควรยกคำร้องทั้งสองชุด ว่า กรณีนี้ก็เหมือนกรณีของส.ว. ที่อนุกรรมการมีเสียงแตกกัน กกต.จึงเห็นว่าเป็นข้อกฎหมาย และมีมติเสนอให้ที่ปรึกษากฎหมายซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ สสร.ที่รู้เจตนารมณ์ขอ ม.48 และ ม.265 เป็นอย่างดี ซึ่งก็ชัดเจนออกมาแล้ว ดังนั้นคณะอนุกรรมการฯต้องยึดการพิจารณาของคณะที่ปรึกษากฎหมายของกกต.
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้มีความเห็นขัดแย้งทางความเห็นของอนุกรรมการฯกับที่ปรึกษากฎหมาย ควรเสนอศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความไว้เป็นบรรทัดฐานเลยหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า การส่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีกฎเกณฑ์อยู่แล้ว โดยในส่วนส.ว.จะเร่งทำเรื่องส่งประธานวุฒิสภาให้ได้ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อจะนำเสนอศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาส.ส.ทั้งสองชุด หากอนุกรรมการฯเห็นควรยกคำร้อง เราก็ต้องส่งให้ที่ปรึกษากฎหมายก่อนจะเสนอให้กกต.พิจารณาอีกครั้ง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายของส.ส.
อีกทั้ง คนติดคุกไม่ใช่ใครหากเป็นกกต.ทั้งสี่คน คณะอนุกรรมการฯหรือที่ปรึกษาไม่ได้มาติดคุกด้วยการทำอะไรต้องให้รอบคอบชัดเจนมากที่สุด อนุหรือฝ่ายกฎหมายไม่ได้มีส่วนผูกพันในเรื่องนี้เลย เพราะเราต้องดุลพินิจตีความข้อกฎหมาย เพื่อให้ถือว่าเราทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะมีการพิจารณาอย่างไรของอนุกรรมการฯ เราก็คงให้ท่านชี้ในลักษณะที่ทำให้เราตกเหวด้วยคงเป็นไปไม่ได้ ต้องอาศัยหลายส่วน และเรื่องนี้ก็ได้คุยกับประธานกกต.เช่นกัน
นางสดศรี กล่าวว่า ตามที่อนุกรรมการเห็นแย้งว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาการปลดเปลื้องการถือครองหุ้นนั้นจริงๆแล้ว กกต.ยึดตามการที่ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อกกต.ต้องยื่นภายใน30วันนับแต่ดำรงแหน่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่กกต. ระบุว่อนุกรรมการฯต้องมีความเห็นตามที่ปรึกษากฎหมาย ถือเป็นการกดดันอนุกรรมการฯหรือไม่ นางสดศรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นการบีบหรือกดดัน แต่ทั้งหมดเป็นความเห็นทางกฎหมาย และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแรก แต่เคยมีกรณีเรื่องการยุบพรรคที่มีความเห็นต่างกันระหว่างคณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองเห็นว่าไม่ควรยุบ แต่ที่ปรึกษากฎหมายระบุว่ามาตรา 237 ระบุไว้ชัดว่าไม่ยุบไม่ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะใช้ดุลพินิจของตัวเองว่าควรตัดสินอย่างไร และท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็เห็นด้วยกับเรา
นางสดศรี กล่าวถึงการนำเรื่องร้องการถือหุ้นของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ว่ายังไม่มั่นใจว่าสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมได้ในวันพรุ่งนี้เลยหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดซองในที่ประชุม และจะมีความเห็นเช่นเดียวกับอนุกรรมการฯชุดที่ผ่านมาหรือไม่ และในลักษณะเดียวกันหากยังไม่ได้สอบเรื่องหุ้นเลยจะมาตีความข้อกฎหมายอย่างนี้ไม่ได้ ซึ่งตนเห็นว่าน่าจะสอบเรื่องหุ้นก่อนว่าคนที่ถูกร้องมีหุ้นต้องห้ามตามาตรา 265 และ 48 หรือไม่ และอนุกรรมการฯไม่มีอำนาจที่จะมาตีความข้อกฎหมาย
เพราะต้องวางข้อเท็จจริงใดก่อนแล้วค่อยมาพูดถึงข้อกฎหมาย และอนุฯไม่ได้อะไรอยู่ดีๆมาตีความว่าอย่างนี้ไม่ผิด ถือหุ้นเท่าไหร่ก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้ เราไม่ได้ให้อำนาจท่านมาตีความข้อกฎหมาย เราให้ดูเรื่องข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรมีหุ้นอะไร เป็นหุ้นกู้หรือหุ้นอะไรมีจำนวนเท่าไหร่เป็นสัมปทานหรือไม่แล้วค่อยมาคุยข้อกฎหมายกันต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะอนุกรรมการรฯควรยึดมาตรฐานที่กกต. ใช้พิจารณาส.ว. แต่การพิจารณาของอนุกรรมการฯกลับเสนอยกทั้งหมด นางสดศรี กล่าวว่า เป็นเรื่องความเห็นของอนุกรรมการ ว่าการถือหุ้นมาก่อนไม่ผิด ซึ่งเป็นความเห็นที่ต่างจากที่ปรึกษากฎหมาย และตนเห็นว่าความเห็นต่างได้ ไม่ใช่เรื่องแปกแ ม้แต่กกต.ยังเห็นต่างกัน เรื่องดังกล่าวจึงยังไม่ใข้อยุติ และการวินิจฉัยจะอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะยุติ เพราะจะได้ไม่ต้องโต้เถียงกันต่อไป รวมทั้งที่ถูกมองว่าเป็นสองมาตรฐาน
ส.ส.เพื่อไทยอ้างถือหุ้นปตท.ไม่ใช่สัมปทานรัฐ
นายสุนัย จุลพงศธร นายไพโรจน์ ตันบรรจง และ นางปานหทัย เสรีรักษ์ ส.ส. พรรคเพื่อไทยได้เข้าชี้แจง ต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ของ กกต. กรณีถือหุ้นสัมปทานรัฐ
นายสุนัย กล่าวว่า ขณะนี้มีข้อโต้แย้งกรณีของ บริษัท ปตท. และ บริษัท ปตท. สผ. ว่าเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐหรือไม่ เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้จัดการสำนักกฎหมาย บริษัท ปตท..จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือตอบนางปานหทัย โดยระบุว่าบริษัท ปตท. มิได้เป็นผู้รับสัมปทานจากรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด เนื่องจากธุรกิจปิโตรเลียมเป็นกิจการที่ดำเนินการได้โดยเสรี แต่ทาง กกต. กลับวินิจฉัยว่า บริษัท ปตท.เป็นสัมปทานของรัฐ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาข้อกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนของตน เพราะ มาตรา 265 ที่ระบุการห้ามถือครองหุ้นสัมปทานนั้น บังคับรวมไปถึงภรรยาและบุตรที่บรรลุนิติภาวะไปแล้ว โดยภรรยาของตนนั้นเป็นพนักงานบริษัท ปตท. และได้รับหุ้นตามสวัสดิการที่พนักงานได้รับจัดสรร ซึ่งในกรณีนี้ตนมองว่าอาจจะขัดกับย มาตรา 43 และ 44 ของรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในการประกอบอาชีพ เพราะอย่างนี้เท่ากับว่าลูกเมียของ ส.ส. ไม่สามารถือหุ้นหรือทำงานได้เลย
"รัฐธรรมนูญมองนักการเมืองชั่วร้าย และมองว่าการถือหุ้นของ ลูกเมีย นั้นทำให้มีอิทธิพลต่อการาบริหารธุกิจ ผมอยากถามกลับว่าอย่างนี้ลูกเมียปลัดกระทรวงพลังงานไม่มีอิทธิพลมากกว่าหรือ อย่างไรก็ตามผมยินดีรับคำตัดสินจาก กกต. เพราะรู้ว่าเข้ามาเป็นนักการเมืองก็เหมือนเป็นคนบาปไปแล้ว ส่วนคณะอนุกรรมการฯก็คงปวดหัวกับเรื่องนี้ และนี่คือของฝากจากเผด็จการคมช. เพราะตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้เรื่องราวก็ยังไม่สงบ"
Tags : สดศรี สัตยธรรม • กกต.
