คกก.สมานฉันท์ฯถกสรุปส่วนใหญ่เสนอที่มาส.ส.ตามแบบรธน.40"เขตเดียวเบอร์เดียว-ปาร์ตี้ลิสต์" กกต.ค้านลิดอำนาจใบเหลือง-แดง อ้างศาลเลือกตั้งงานท่วม
ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.00 น. การประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ได้พิจารณาประเด็นที่มาของส.ส.โดยที่ประชุมมีความเห็นออกเป็น 2 ฝ่ายโดยกรรมการฯซีกรัฐบาลต้องการให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบรวมเขตเรียงเบอร์และระบบสัดส่วน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 ขณะที่กรรมการฯ ฝั่งพรรคเพื่อไทยต้องการให้กลับไปใช้แบบระบบเขตเดียวเบอร์เดียว และระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2540
นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องที่มาส.ส.ไม่มีทางตกผลึกเพราะระบบบัญชีรายชื่อและสัดส่วนยังไม่ได้เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยเท่าใดนัก ทั้งนี้เชื่อว่าระบบรวมเขตเรียงเบอร์ ไม่มีเจตนาต้องการให้รัฐบาลอ่อนแอแน่นอน เพราะการร่างรัฐธรรมนูญไม่มีใครต้องการให้เกิดรัฐบาลผสมเพื่อให้มีรัฐบาลอ่อนแอ แต่ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวทำให้เกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง เพราะเป็นระบบการเลือกตั้งที่ทำให้มีการเลือกตั้งเกิดการแข่งขันรุนแรง
"ถ้าเราต้องการความสมานฉันท์ต้องไม่เอาระบบเขตเดียวเบอร์เดียว เพราะจะเป็นการสร้างการเผชิญหน้า และไม่มีวันที่จะสร้างความสมานฉันท์ แต่ถ้าเป็นระบบรวมเขตเรียงเบอร์จะสร้างความประนีประนอมมากกว่า โดยที่ประชาชนในเขตนั้นอาจจะเลือกส.ส.ต่างพรรคผสมกันก็ได้ แบบนี้จะสร้างความสมาฉันท์และลดการเผชิญหน้ามากกว่า" นายนิพิฎฐ์ กล่าว
นายไพจิต ศรีวรขนาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาประชาธิปไตยด้วย เพราะถ้าพรรคการเมืองอ่อนแอเท่ากับว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ระบบอื่นเข้ามาแทรกแซงการเมืองได้ ขณะเดียวกัน ไม่เห็นด้วยกับระบบบัญชีรายชื่อแบบรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนเข้ามาครอบงำพรรคการเมือง แต่ควรให้ภายในพรรคมีการแบ่งกลุ่มอาชีพให้ชัดเจนภายในพรรคว่าควรมีสัดส่วนเท่าไหร่เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเลือก
ด้านนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กรรมการภาคนักวิชาการ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลมีเสถียรภาพมากรัฐสภาจะอ่อนแอเพราะฝ่ายบริหารจะควบคุมการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติได้เหมือนระบบการเมืองในประเทศสิงค์โปร์และมาเลเซีย ตอนนี้คิดแต่ว่าให้รัฐบาลมีเสถียรภาพเท่านั้น แต่ควรต้องมีระบบเพื่อให้รัฐสภามีความเข้มแข็งด้วย สำหรับการแก้ไขปัญหาซื้อเสียงไม่ว่าจะเป็นเขตเล็กหรือเขตใหญ่ต่างก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกันทั้งนั้น เพราะมีแรงจูงใจในความต้องการที่จะเข้าสู่อำนาจเป็นสำคัญที่ต้องมีส.ส.เป็นฐาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเปิดโอกาสให้กรรมการฯได้แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวกว่า 2 ชั่วโมง นายดิเรก ได้สรุปความเห็นว่า กรรมการฯส่วนใหญ่ให้น้ำหนักเรื่องที่มาของส.ส. ควรจะเปลี่ยนไปใช้แบบรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ ระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว และระบบบัญชีรายชื่อ
ค้านกก.สมานฉันท์ ลิดอำนาจแจกใบเหลือง-แดง
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองฯ มีความเห็นให้ยกเลิกโทษยุบพรรคตามมาตรา 237 และเสนอให้ตั้งศาลเลือกตั้งแจกใบเหลืองแดงแทน กกต. ว่า สำหรับการให้ใบเหลืองใบแดงกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังประกาศผลศาลทำหน้าที่เข้ามาพิจารณาในส่วนนี้อยู่แล้ว กกต.ไม่มีอำนาจอะไร
โดยที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมเข้ามาทำหน้าที่ได้อย่างเรียบร้อยและตัดสินคดีได้เร็วพอสมควร หากมีการตั้งศาลเลือกตั้งคิดว่าน่าจะเป็นการไปเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะเป็นภาระและต้องหันกลับไปมองว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ แต่หากมีการตั้งศาลเลือกตั้งขึ้นมาทางกกต.ก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
นายประพันธ์ กล่าว ส่วนที่จะมีการลดอำนาจ กกต.ในการให้ใบเหลือกใบแดง ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งนั้น หากเป็นเช่นนั้น ก็จะเปิดช่องให้นักการเมืองทำทุจริตไปกันอย่างเต็มที่ แล้วค่อยไปสู้ที่ศาลหลังจากได้รับการเลือกตั้งเข้าไปแล้ว เพราะเรื่องจะไปสู่ศาล ซึ่งก็จะย้อนกลับไปสู่ระบบเดิม ที่กระทรวงมหาดไทยเคยจัดการเลือกตั้ง โดยให้ผู้แพ้ทำหน้าที่เป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลเอง ซึ่งศาลก็ใช้เวลานานและไม่เคยมีคำตัดสินให้มีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้นักการเมืองไม่เกรงกลัว จึงต้องมีการตั้งกกต.ขึ้นมา และที่ผ่านมากกต.ก็ทำหน้าที่ได้ดีพอสมควร ถ้าไม่มีกกต.ก็จะไม่มีการให้ใบเหลืองใบแดงกับนัการเมืองที่ทำทุจริตการเลือกตั้งมาถึง 11 ปี
"เป็นที่น่าสังเกต คณะกรรมการที่ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะมาจากพรรคการเมือง ถ้าไม่ให้กกต.ให้ใบเหลืองใบแดงก็จะทำให้นักการเมืองไม่กลัว และจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาไม่สนใจใดๆ จะเป็นการทุจริตกันมาก เหมือนกับยุคก่อนที่มีกกต. แต่หากมีการแก้กฎหมายในส่วนนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ ซึ่งก็จะกลับวงจรเดิมที่เคยมีปัญหามาก่อน จึงทำให้คิดกันว่าการมีกกต. ก็ดีกว่าไม่มีกกต." นายประพันธ์ กล่าว
Tags : ดิเรก ถึงฝั่ง • คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง
