ชุมนุมเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา ร้องหยุดถมดินเขื่อนหัวนา ส่วนราษีไศลใช้"มติครม.1ก.พ.43" พิสูจน์ที่ดินทำกิน จ่ายไร่ละ32,000บาท รอถก11มิ.ย.
ความคืบหน้าการชุมนุมของสมัชชาคนจน กลุ่มปัญหาเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา ที่บริเวณสันเขื่อนราษีไศล อ.ราษีไศล ศรีสะเกษ ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้จัดกิจกรรมบริเวณสันเขื่อนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 6 มิ.ย. เช่น ประเด็น"เขื่อนที่กำลังจะสร้างในแม่น้ำโขง" โดยนางสาวเปรมฤดี ดาวเรือง มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ นางสาวสดใส สร่างโศรก นักวิชาการจากสถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับให้ชาวบ้านนำเสนอข้อมูลปัญหาสะสมจากการสร้างเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา วันต่อมา ได้มีการรณรงค์ทำความเข้าใจในหมู่บ้านรอบๆ เขื่อนราษีไศลและตัวอำเภอราษีไศล
นายสุข จันทร แกนนำชาวบ้านเขื่อนราษีไศล กล่าวว่าการมาชุมนุมที่สันเขื่อนเพราะปัญหาเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนายังไม่ได้รับการแก้ไข หลายรัฐบาลมาแล้วที่ไม่มีความจริงใจญหา ดังนั้น การชุมนุมครั้งนี้จะดำเนินไปจนกว่าจะได้รับการแก้ปัญหา
ซึ่งนายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้มารับฟังปัญหาของกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณสันเขื่อน พร้อมพูดคุยพบปะเยี่ยมเยียนผู้ชุมนุมด้วย
นายสำราญ หอกระโทก แกนนำชาวบ้านเขื่อนหัวนา กล่าวว่า พวกเราได้จัดขบวนรณรงค์ในพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน และติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับเขื่อนหัวนา ซึ่งหากให้มีการดำเนินต่อโดยที่ยังไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ ก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่อชาวบ้าน เหมือนที่เกิดขึ้นจากเขื่อนราษีไศล ที่การศึกษาผลกระทบและการตรวจสอบทรัพย์สินยังไม่เสร็จแล้ว แต่กลับเก็บกักน้ำก่อน ทำให้ปัญหาหลายอย่างตามมา ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ค่าชดเชยจากการสร้างเขื่อนแล้วนำท่วมไร่นา สูญเสียที่ดินทำกิน และป่าสาธารณะไปเป็นจำนวนมาก โดยที่รัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาให้เรียบร้อยก่อนที่จะปิดเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำ
ขณะที่ นายแดง คาวี แกนนำชาวบ้านเขื่อนหัวนา อีกคนกล่าวว่า ที่ผ่านมา 6วันก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร กรมชลประทานพยายามจะเข้ามาแบ่งแยกมวลชน ด้วยการสร้างความสับสนในการตรวจสอบที่ดินทำกินและรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน
อย่างไรก็ตามพวกเรารู้ว่า เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเราได้เห็นทิศทางของตัวเอง เมื่อจัดชุมนุมแล้วถ้าไม่บรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหา พวกเราก็จะไม่ถอย ซึ่งตอนนี้ก็กำลังเตรียมเจรจากับสำนักงานชลประทานที่ 8 รวมทั้งเตรียมข้อมูล เตรียมเอกสาร เพื่อไปประชุมกับคณะทำงานแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนของรัฐบาลในวันที่ 11 มิถุนายน” นายแดง ระบุ
พร้อมกันนี้นายประดิษฐ์ โกศล ตัวแทนสมัชชาคนจน ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ ๒ “ขอให้กรมชลฯ กลับใจ เพื่อแก้ไขปัญหาชาวบ้าน” ซึ่งแถลงการณ์ระบุตอนหนึ่งว่า การแก้ไขปัญหากรณีเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา ผ่านมาแล้ว 16 ปี 9 นายกรัฐมนตรี 10 รัฐบาล 2หน่วยงาน แต่ชาวบ้านยังคงเดือดร้อนเหมือนเดิม แม้ว่าในปี ๒๕๔๓ คณะรัฐมนตรีมีการตัดสินใจแก้ไขปัญหาทั้งสองเขื่อนก็ตาม
แถลงการณ์ ยังระบุว่า กรณีเขื่อนหัวนา มีมติให้ระงับการถมลำน้ำมูนเดิม เพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และตรวจสอบทรัพย์สินผู้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเขื่อนหัวนาก่อน ใช้เวลา 7ปีแต่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะกรมชลฯหน่วงเหนี่ยว ไม่อยากรับรองสิทธิ์ ล่าสุด มติการประชุม 29 มกราคม 2552 กรมชลประทานบิดเบือนโดยแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งกรรมการไม่ให้มีอำนาจรับรองการตรวจสอบทรัพย์สิน
ขณะที่ เขื่อนราษีไศล มีมติให้เปิดประตูน้ำเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการแพร่กระจายของดินเค็ม และผลกระทบทางสังคม ตลอดจนเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดิน แต่กระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาดังกล่าวได้แม้แต่ประเด็นเดียว โดยเฉพาะปัญหาค่าชดเชยที่เหลือ ได้หลักการที่ชัดเจนหมดแล้วว่า ให้ใช้มติคณะรัฐมนตรี 1 กุมภาพันธ์ 2543 ในการพิสูจน์ที่ดินทำกินและจ่ายในราคาไร่ละ 32,000บาท แต่หลังจากนั้นกลไกซึ่งอยู่ในมือกรมชลประทานกลับไม่เดินหน้า มีการเล่นแง่หน่วงเหนี่ยวตลอดเวลา นอกจากนั้นยังมีปัญหาความไม่คืบหน้าของ นานอกเขื่อนและการศึกษาผลกระทบ
แถลงการณ์ ระบุตอนท้ายว่า สมัชชาคนจน เขื่อนหัวนาและเขื่อนราษีไศล ได้ชุมนุมที่สันเขื่อนราษีไศลเป็นเวลา 6 วันแล้ว ขอประกาศว่า การแก้ไขปัญหาที่ยาวนานได้ประจักษ์แล้วว่า การบริหารของรัฐบาลโดยกรมชลประทาน ไม่มีความจริงใจ และตั้งใจเตะถ่วงหน่วงเหนี่ยวยืดเยื้อ ไม่คลี่คลายด้วยดี หากกรมชลประทานกลับตัวกลับใจไม่ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระ ยอมดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 และมติคณะรัฐมนตรี 25 กรกฎาคม 2543 โดยไม่มีเงื่อนไข อย่างเคร่งครัด
Tags : สมัชชาคนจน • ประดิษฐ์ โกศล


ความคิดเห็นที่ 1
choaban , 9 มิถุนายน 2552 18:10
เรื่องนี้เคยมีการสอบสวนในชั้นกรรมาธิการและให้ใช้แผนที่ทหารก่อนหน้าโน้นมาทาบทับว่าที่ป่าสงวนจริงๆมีแค่ไหน แต่พอจะมีการจ่ายค่าเวนคืนเท่านั้น ไม่รู้ใครเป็นใครออกมาแสดงตัวเยอะแยะไปหมด เยอะขนาดที่ว่าเนื้อที่จริงน้อยกว่าเนื้อที่ที่เสนอขอค่าเวนคืนเสียอีก แทนที่จะเอาจริงเอาจังและตรวจสอบให้มันชัดเจน จังหวัดกลับไม่ใส่ใจ ปล่อยให้มันคาราคาซังมานานได้ยังไงไม่ทราบ เอาไว้เป็นเกมการเมืองผลาญเงินหลวงหรืออย่างไรไม่รู้ ต้องถามสุริยะใสดูแล้วกัน