"หมอประเวศ"ระบุไม่ควรแก้รธน.ก่อน แนะ 5แนวทาง ทุกฝ่ายใช้สื่อรัฐแจงเหตุผล สร้างท้องถิ่นเข้มแข็ง ขจัดอิทธิพลเงิน-พรรค ไม่บังคับสังกัดพรรค
ที่ฮอลล์ 9 เมืองทองธานี ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ภายหลังบรรยายพิเศษเรื่อง “เสริมศักยภาพท้องถิ่นสร้างสุขภาพชุมชนให้ยั่งยืน” ภายในงานมหกรรมระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่(กองทุนอบต./เทศบาล) ระบว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำเป็นสิ่งแรก เพราะประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา 18 ฉบับ ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา การทำงานของคณะกรรมการฯจึงไม่ควรเริ่มจากประเด็นที่มีความขัดแย้ง แต่จะต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายร่วมกันที่สูงกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่าเป้าหมายที่ทุกฝ่าย ทุกคน ทุกพรรคมีความประสงค์ร่วมกันในขณะนี้ คือ การสร้างความร่มเย็นเป็นสุขในบ้านเมือง
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า เมื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันได้เช่นนี้ก็เชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมคิดและตีโจทย์ว่าจะมีแนวทางสร้างความร่มเย็นเป็นสุขในประเทศได้อย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควรดำเนินการใน 5 ข้อที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ได้แก่ 1.การป้องกันความรุนแรง รัฐต้องป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงโดยยึดตามหลักกฎหมาย อย่าให้มีการสูญเสียชีวิต ทุกฝ่ายต้องช่วยกันป้องกันความรุนแรง อย่าพยายามสร้างความรุนแรง เพราะสังคมไม่ต้องการความรุนแรง และต้องให้โอกาสและเวลาประเทศไทย เนื่องจากปัญหาสั่งสมมามาก
2.ใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสาร โดยรัฐต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งใช้สื่อของรัฐสื่อสิ่งที่ต้องการสื่อถึงประชาชนออกไปทั้งประเทศ เพราะความเห็นที่ไม่เหมือนกันไม่เป็นไร ขอให้แสดงความคิดเห็นโดยใช้ความรู้และเหตุผล ไม่ใช่ยุยงให้เกิดความขัดแย้ง จากนั้นนักวิชาการต่างๆเข้ามาให้ความคิดเห็นว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายเสนอเป็นอย่างไรแล้วให้คนในสังคมทั้งหมดเป็นผู้ตัดสิน สิ่งนี้จะทำให้สังคมไทยพัฒนาสู่สังคมความรู้และเหตุผล ไม่ใช่ใช้วิธีการเอะอะ โวยวาย
"ความขัดแย้งของประชาชนเกิดจากนักการเมืองที่เป็นผู้ยุยง หาพรรคหาพวกจนทำให้ประชาชนต้องแตกแยกกัน โดยไม่สนใจว่าประชาชนที่เข้าไปเป็นพรรคพวกจะเป็นอย่างไร ยกตัวอย่าง เรื่องสามก๊กที่โจโฉพาประชาชน 8 แสนกว่าคนไปสู้รบทางเรือจนเสียชีวิตเกือบหมด เหลือรอดเพียง 30 คน ซึ่งโจโฉก็เหมือนนักการเมืองที่พาประชาชนไปสู้รบกันจนตาย ทั้งที่ประชาชนอาจไม่ได้ต้องการสู้รบกันเลย เพราะฉะนั้นประชาชนต้องรู้เท่าทัน”ศ.นพ.ประเวศกล่าว
3.ต้องกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น ต้องให้เขาร่วมคิดร่วมแก้ปัญหาชุมชนของเขาเอง โดยชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศและนายกรัฐมนตรีร่วมกันประกาศทศวรรษของชุมชนท้องถิ่น หากสามารถทำให้ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศเข้มแข็งได้ ภายใน 10 ปี ประเทศไทยจะปลอดภัย รอดพ้นวิกฤติ และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน เพราะหัวใจของการแก้วิกฤติประเทศ คือ ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ที่มีเอกลักษณ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเอง
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวอีกด้วยว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย คือ อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ ทุกกระทรวงแผ่อำนาจไปทั่วประเทศ ทำให้เกิดปัญหามากมายรวมทั้งการเมือง ซึ่งประเทศไทยพัฒนาประชาธิปไตยมากว่า 70 ปีไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมุ่งแต่ประชาธิปไตยระดับชาติ จึงจำเป็นต้องมองถึงประชาธิปไตยท้องถิ่นด้วย เพราะชุมชนแต่ละแห่งมีความหลากหลาย เขาต้องการพัฒนาชุมชนเขาตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่น เมื่ออำนาจจากส่วนกลางลงไป ส่งผลให้ชุมชนหมดศักดิ์ศรีและไร้เกียรติ จึงแก้ปัญหาทั้งเรื่องความยากจนและความขัดแย้งไม่ได้
"อำนาจแบบรวมศูนย์เป็นตัวดึงให้นักการเมืองเข้ามาใช้อำนาจ จึงพร้อมที่จะใช้เงินทุ่มในการเข้าสู่อำนาจ แต่ถ้ากระจายอำนาจไปให้ถึงชุมชน สังคมชุมชนก็จะเกิดความเข้มแข็ง ส.ส.ก็จะไม่อยากเข้ามา เพราะโกงกินยากบวกกับเมื่อเข้ามาแล้วต้องใช้ความรู้พัฒนาบ้านเมืองอย่างแท้จริงจึงจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน”
ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงข้อที่ 4.ส่งเสริมให้คนรวมตัวเป็นประชาสังคมร่วมคิดร่วมทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ หากทำสิ่งนี้ได้ประเทศไทยจะมีพลัง เศรษฐกิจ การเมืองและศีลธรรมก็จะดี และ5.รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการเจริญสติทั้งประเทศ โดยทำการสำรวจและจัดทำเป็นแผนที่ว่ามีครูในพื้นที่ใดบ้างที่สอนเกี่ยวกับการเจริญสติ นอกจากนี้ต้องกำหนดให้วัด โรงเรียน และมหาวิทยาลัยต้องมีการสอนการเจริญสติในวิชาจิตปัญญาศึกษา เพราะการเจริญสติจะช่วยให้พบกับความสุขที่ไม่เคยพบมาก่อนแล้วทุกอย่าง ทั้งสติปัญญา สุขภาพและสัมพันธภาพระหว่างคนในสังคมจะดีขึ้น
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวด้วยว่า ตัวนักการเมืองเป็นปัญหาประเทศ เป็นผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจ เพราะฉะนั้นการเมืองต้องมีความถูกต้อง เมื่อไม่มีความถูกต้องจึงกระเทือนไปทั้งประเทศ ซึ่งนักการเมืองรุ่นแรกมีความซื่อสัตย์ สุจริต แต่ในช่วงหลังมีเงินเข้ามาในระบบการเมือง ควบคู่กับการที่นายทุนขนาดใหญ่ร่วมทุนกันแล้วเข้าสู่การเมือง จึงทำให้การเมืองล้ม นักการเมืองทั้งหมดต้องร่วมกันทำให้การเมืองมีความเป็นธรรมและถูกต้อง
ทั้งนี้ นักการเมืองจะต้องร่วมกันสร้างวีรกรรมจะสร้างระบบการเมืองไทยอย่างไรให้ถูกต้อง แล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น ซึ่งผมเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำคือขจัดอิทธิพลของเงินที่เข้าสู่วงการเมือง ถ้าขจัดไม่ได้การเมืองก็ไม่ดีขึ้น โดยเริ่มจากการเลิกบังคับให้ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง ต้องเปิดโอกาสให้สามารถลงสมัครได้ในนามของผู้สมัครอิสระ เพราะการกำหนดให้ต้องสังกัดพรรคการเมือง ทำให้ต้องเกิดการระดมทุนเข้าสู่พรรคการเมือง เงินที่จะเข้าสู่ระบบการเมืองก็จะไม่ถูกขจัดออกไป
“การตั้งพรรคการเมืองตั้งได้แต่จะต้องไม่บังคับผู้ลงสมัคร ส.ส.ให้ต้องสังกัดพรรคการเมือง ต้องปล่อยให้ส.ส.เป็นตัวของตัวเอง มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความรู้ เมื่อมีการอภิปรายในรัฐสภา สามารถโหวตลงคะแนนได้ตามความคิดเห็นของตนเอง ไม่ใช่แห่โหวตกันเป็นฝูง คุณภาพก็ไม่มี ส่วนรัฐบาลนี้จะอยู่นานหรือไม่ ถ้าทำไรดีๆ ตั้งตัวดีและชอบ ประชาชนก็จะสนับสนุนและอยู่นาน โดยเฉพาะผู้นำรัฐบาล ถ้านายกรัฐมนตรีไม่โกงกินก็จะอยู่นาน แต่หากนายกรัฐมนตรีโกงกินก็จะอยู่ไม่นาน ”ศ.นพ.ประเวศกล่าว
Tags : ประเวศ วะสี

ความคิดเห็นที่ 2
คนอีสาน , 15 พฤษภาคม 2552 13:09
รัฐธรรมนูญ แก้อย่างไร ฉีกอีกกี่ฉบับก็ไม่เห็นหนทางที่การเมืองจะดีขึ้นได้ เมื่อนักการเมืองยังมองหาแต่จุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญอยู่เรื่อยไป นักการเมืองไม่เคยคิดว่าตนเองทำผิดคิดชั่ว กับบ้านกับเมือง จับได้ไล่ทัน ยังยืนยันว่ากฎหมายไม่เป็นธธรม จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน มันยุติธรรมดีจัง นั่งเป็นรัฐมนตรีกีปีไม่มีบ่น แต่พอหล่นจากตำแหน่ง แสดงอิทธิเดช โทษกฎหมาย โทษศาล โทษองค์กรอิสระ อาระวาดฟาดงวงฟาดงา ด่ากราด ลงท้ายขอแก้รัฐธรรมนูญ ลูกไม่ได้ป็นรัฐมนตรี เมียไม่ได้เป็นรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญผิดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พวกนักการเมืองสิ้นคิด(คนเลือกก็สิ้นคิด)
ความคิดเห็นที่ 1
คณะกรรมการสมานผลประโยชน์ , 15 พฤษภาคม 2552 11:45
ถ้าคณะกรรมการสมานฉันท์แก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมพวกนักการเมือง หากทำแล้วปรากฏว่ายังมีความขัดแย้งของสังตมอยู่ ต้องจับกรรมการพวกนี้ไปติดคุก 10 ปี แล้วประจานไว้ในประวัติศาสตร์