นายกฯระบุปรับลดงบประมาณปี2553 จะไม่กระทบแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ยันไม่ขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา-นิติบุคคล
7 พ.ค.รัฐสภา- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.50 น.ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณากระทู้ถามสดของนายเรวัติ สิรินุกุลส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยได้ถามนายกรัฐมนตรีกรณีการปรับปรุงวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2553 ว่าหากมีการปรับลดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิตและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศหรือไม่ และอยากทราบว่ารัฐบาลจะมีวิธีการอื่นที่จะหารายได้นอกเหนือจากการกู้เงินหรือไม่อย่างไร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า รัฐบาลจะใช้เงินนอกงบประมาณเข้ามากระตุ้นเศรฐกิจครั้งที่ 2 จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการขยายพื้นที่แหล่งน้ำ การกระจายน้ำ ถนนระหว่างหมู่บ้าน รถไฟรางคู่ การปรับปรุงโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยใน3ปีข้างหน้าเชื่อว่าจะมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มในระบบจำนวน 1.5ล้านล้านบาท และขอให้ความมั่นใจว่าการปรับลดงบประมาณประจำปี 2553 ลงจะไม่กระทบต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเนื่องจากจะนำเงิน นอกงบประมาณดังกล่าวมาใช้ในส่วนนี้
สำหรับวิธีการหารายได้อื่นนอกเหนือจากการกู้เงินและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบางส่วนเพิ่มขึ้นนั้น โครงสร้างภาษีอื่นๆอาทิภาษีทรัพย์สิน และภาษีมรดกก็ยังจะเดินหน้าต่อไป แต่ทั้งสองเรื่องต้องออกเป็นกฎหมายซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร
ขอย้ำว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายปรับเพิ่มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่เข้าใจว่าการเพิ่มภาษีสรรพสามิตไม่กระทบต่อเป้าหมายโดยรวม และหลังจากกู้เงินมาแล้วสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ ก็ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับของสากล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มั่นใจว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นในเร็ววันนี้ ประเทศไทยก็จะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นซึ่งก็จะมีเงินเหลือนำไปชำระหนี้ต่างๆได้
รัฐบาลอาศัยผู้ว่าฯเป็นเครื่องมือสร้างความปรองดอง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ เชื่อมั่นประเทศไทยกับการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ” ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศ กว่า 1,000 คน จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.ซ) ตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นวันฉัตรมงคล ท่านทั้งหลายได้มีบทบาทสำคัญ ที่ร่วมกันช่วยสนับสนุนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโอกาสเข้าปีที่ 60 แห่งการบรมราชาภิเษก ตนเชื่อว่าวันนั้นคนไทยได้เห็นและรู้สึกประทับใจยิ่งในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของพสกนิกร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผนึกกำลังกันของคนไทย เพื่อให้เกิดความสมานสามัคคีปรองดองสมานฉันท์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกท่านคงทราบดีว่าบ้านเมืองเรากำลังถูกจับตา ว่าจะฟันฝ่าปัญหาวิกฤตต่างๆไปได้หรือไม่ ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาการเคลื่อนไหวข้ามชาติเป็นปัญหาที่เราคนไทยต้องเผชิญเหมือนกับชาติอื่นๆ เพราะประเทศเรามีโยงกับเศรษฐกิจโลกมาก ไม่ว่าการส่งออก การท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบหนักไปด้วย และล่าสุดปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ก็ส่งผลกระทบที่ทำให้เราต้องมีมาตรการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหารวมถึงการแสดงบทบาทต่อเรื่องนี้ในฐานะประธานอาเซียน ทั้งหมดยังไม่รวมถึงปัญหาที่คนไทยมีความทุกข์ใจมาตลอดระยะเวลา 2 - 3 ปีที่ผ่านมา คือปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งนอกจากนำมาซึ่งความทุกข์แล้ว ยังส่งผลกระทบอีกบางด้าน
เพราะถ้าเกิดเหตุรุนแรงหรือความขัดแย้งตามที่เป็นข่าว จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศเรา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ดังนั้นสิ่งที่อยากให้ทุกคนคิดและตระหนักคือ ถ้าเรามองปัญหาจากส่วนกลางเป็นตัวตั้งแล้วออกไปยังพื้นที่ ก็จะดูว่ามันแก้ยาก และไม่มั่นใจว่าเราจะแก้ได้แค่ไหน เช่น ถ้าพูดเรื่องเศรษฐกิจ เราจะไปดูเรื่องตัวเลข เช่นจีดีพี พอดูแล้วเราก็ว่าเป็นปัญหาใหญ่และแก้ไขได้ยาก หรือเราเห็นข่าวสารความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากส่วนกลาง เราก็รู้สึกว่าอยู่เหนือการควบคุมและจะกระทบกับเรา ถือเป็นปกติ ที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า ปัญหาที่เกิดในสังคมเรามันใหญ่เกินกว่าเราจะแก้ได้
นายกฯกล่าวว่า แต่จริงๆแล้วประเทศเราประกอบด้วยองค์กรหลายระดับ ทั้งส่วนกลาง จังหวัด กลุ่มจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ถ้าเราแก้ปัญหาจากภาพย่อย ปัญหาในภาพใหญ่อาจไม่ยากที่จะแก้ไข ถ้าทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในส่วนที่ตัวเองมองภาพได้ เริ่มจากในท้องถิ่น ถ้าเรามองภาพนี้ได้ เราเห็นทางออกได้ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ จังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด ล้วนมีความหลากหลายและมีจุดแข็งของตัวเองทั้งสิ้น เช่น การค้าชายแดน ที่มีส่วนสร้างฐานะเศรษฐกิจที่ดีให้ประเทศ หลายจังหวัดมีทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมวิถีชีวิตที่สวยงาม สามารถสร้างตัวเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะได้ โดยแยกอออกมาจากภาพใหญ่ที่เป็นธุรกิจท่องเที่ยวโดยรวมของโลกและประเทศ
"ถ้าเราสร้างภาพของตัวเองแยกออกมาได้ เศรษฐกิจในจังหวัดนั้นๆก็โตได้ และจะเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจประเทศโดยรวมได้ เป็นการแก้ปัญกาโดยพื้นที่อย่างแม้จริง โดยไม่ต้องรอนโยบายและการสั่งการจากส่วนกลาง แม้กระทั่งปัญหาทางการเมือง ที่เกิดความขัดแย้ง เราก็สามารถรณรงค์เฉพาะพื้นที่ได้ เพื่อสร้างความสมานสามัคคี โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตกันมานานในพื้นที่เดียวกัน จะมีโอกาสง่ายกว่า การทำในระดับชาติ "
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การบริการแบบโมเดลสามหลี่ยม คือ ส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่นยังมีปัญหา เพราะส่วนกลางยังมีอำนาจและงบประมาณมากที่สุด ซึ่งเป้นสิ่งที่เราพยายามแก้ไข จึงพยายามผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าการให้ท้องถิ่นมีอำนาจยังมีข้อจำกัดอยู่ แต่ขณะนี้มี 75 จังหวัด และ อีกหลายกลุ่มจังหวัด ที่มีโอกาสจัดทำโครงการที่จะรับการสนับสนุนงบประมาณ แต่ปัญหาคือการจัดงบประมาณที่ผ่านมา ยังไม่ชัดเจนว่า งบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด แตกต่างจากงบท้องถิ่นอย่างไร โครงการไหนต่างกับท้องถิ่นอย่างไร ในช่วงปีงบประมาณ 2552 - 2553 ที่มีการจัดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดไว้ 1.8 หมื่นล้านบาท ตัวเลขการจัดงบก็ยังไม่ชัดเจนว่าแต่ละจังหวัดจะจัดไปได้เท่าไหร่ ที่ว่าจะให้เท่าๆกันนั้น บางจังหวัดก็โต้เถียงว่าใครควรได้มากได้น้อย อีกทั้งการทำงานในนามของกลุ่มจังหวัดก็ยังมีน้อย
กระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง 1.5 ล้านล้านบาท
นายกฯ กล่าวว่าอยากให้เราเริ่มต้นกันในปีงบประมาณ 2554 ที่ต้องช่วยกันหมุนทั้งหมดนี้ให้เข้ากลับมาในเจตนารมย์ของการทำงานเป็นกลุ่มพื้นที่ หรือกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการให้ได้ ยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มีผลต่อการจัดงบประมาณในปี 2553 - 2555 ทำให้เราจัดงบได้น้อย แต่เรายังมีงบกระตุ้นเศรษฐกิต และเราจะมีเงินนอกงบประมาณมาใช้ในงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดด้วย
ดังนั้นจะมีการคุยกันว่า ในงบปี 2554 ที่จะนำมาจัดงบในเรื่องนี้ จะจัดอย่างไร กลุ่มจังหวัดจึงต้องไปคิดกันอย่างจริงจังว่าแต่ละจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด วางกรอบด้านเศรษฐกิจ สังคม การพัฒนา อย่างไรที่เป็นปัจจัยเฉพาะของตัวเอง แต่ที่ผ่านมามีปัญหา เพราะมักคิดแต่จังหวัดของตัวเองก่อน โดยมองข้ามผลประโยชน์รวมของกลุ่มพื้นที่ แตค่ถ้าบริหารงานโดยยึดกลุ่มพื้นที่ จะทำให้โครงการมีเอกภาพและสอดคล้องกัน นำไปสู่ความสำเร็จ
ในปัจจุบันแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลรอบแรกเดินหน้าเต็มที่ ในการวางระบบดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ และสวัสดิภาพของคน แต่ที่ยังไม่ลงตัวตอนนี้คือด้านเกษตรกรรม ที่ยังคงมีการแก้ปัญหาด้วยการแทรกแซงราคา และมีการตั้งราคาที่สูง ซึ่งต่อไปจะมีการตั้งเป็นระบบการประกันภัยมากกว่า และได้เริ่มดำเนินการแล้วที่ทุ่งกุลาร้องไห้ กับข้าว 2 แสนตัน ที่มีการเปิดให้ซื้อประกันราคา สำหรับแผนกระตั้นเศรษฐกิจตามงบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง 1.5 ล้านล้านบาท จะมีโครงการลงทุนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงซึ่งแต่ละจังหวัดจะต้องไปทำยุทธศาสตร์เสริมในส่วนนี้ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าถ้าเราวางแผน เศรษฐกิจเราจะฟื้นขึ้นมาได้ เพราะผมยังมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยและธุรกิจไทยเต็มที่
กลุ่มจังหวัดต้องคิดโอกาสตัวเองรับมือวิกฤติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าจังหวัดและกลุ่มจังหวัดต้องเริ่มต้นคิดแล้ว ว่า อุตสาหกรรมใดบ้างที่จะลงพื้นที่ภาคใต้ได้ และจะลงตรงจุดไหนที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมและท่องเที่ยว เพราะภาคใต้มีทั้งสามเหลี่ยมเศรษฐกิจและเรื่องอาหารฮาราล แต่ละพื้นที่ต้องมองเห็นจุดโอกาสของตัวเอง ทั้งหมดจะช่วยเรื่องการกระจายอำนาจให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น และถ้าทำได้อย่างนี้ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ตนเชื่อว่าไม่ยากเกินไป เพราะการสร้างความปรองดองสัมผัสได้โดยการสร้างความยุติธรรมโดยการเปิดให้มีส่วนร่วม ให้โอกาสและพัฒนา ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังรับมือกับวิกฤติ ประชาชนกำลังกังวลในบทบาทการทำงานของตนและรัฐบาล
"ย้ำอีกครั้งว่า ขอให้ทุกคนมีความมั่นใจ สบายใจ ว่า ตนและรัฐบาล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยลำพัง แต่การมีจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถทำให้งานสำเร็จ วันนี้ที่มาไม่ได้มาสั่งให้ท่านทำให้รัฐบาล แต่เป็นการทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศ ความสำเร็จสัมผัสได้จากความพึงพอใจของประชาชนในพื้นที่ และจะเป็นความภูมิใจของประชาชนในพื้นที่เอง"
Tags : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ • นายกรัฐมนตรี • รัฐบาล

ความคิดเห็นที่ 1
= = , 9 พฤษภาคม 2552 13:39
***มีข่าวแนวออกมาว่าลูกพี่มาร์คแสดงละครไม่เก่งถูกจับได้ว่าคนทุบรถนายกไม่ใช่อย่างในข่าวแบบนี้ต้องทำงานเพื่อชาติและสถาบันให้หนักกว่าเดิมเป็นการชดใช้ความผิดที่ดันแสดงละครไม่เก่งด้วยนะครับ /// รับงานอสังหาริมทรัพย์ นายก และพระเอกละครด้วยรับเยอะไม่ค่อยดีนะลูกพี่เพราะจะไม่ค่อยได้นอนอ่ะจิ แต่ผมดันกลับหลงเชื่อซะได้ว่าคนทุบรถมันเป็นชาวบ้านธรรมดาเพราะรูปร่างไม่น่าจะเป็นทหารเลยสงสัยพึ่งโดนปลดมา