กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : นโยบาย

วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 03:00

ฝ่ายหนุนระดมดันร่าง พรบ.คุ้มครองผู้ป่วย

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ภาคประชาชนเตรียมบุก"แพทยสภา" จี้ถามเหตุค้านร่าง กม.คุ้มครองผู้เสียหายบริการสธ. "แพทยชนบท"ยันช่วยลดฟ้องหมอได้ "หมออำพล"วอนรัฐบาล-รัฐสภาหนุน

ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค อาคารเซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อเวลา 13.00 น.วันนี้(28ก.ค.) น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วยชมรมแพทยชนบท ชมรมเภสัชชนบท และเครือข่ายผู้บริโภค ได้ร่วมแถลงข่าว "พูดกันให้ชัดทำไมต้องมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... "เพื่อยืนยันผลักดันร่างกฎหมาย ภายหลังจากที่มีกระแสแพทย์ออกมาคัดค้าน   

น.ส.สารี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ได้เริ่มมีการผลักดันในสมัย นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยได้มีการตั้งคณะทำงานพิจารณาร่างกฎหมายขึ้นยึดหลักการ คือ 1. ชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการ 2. การลดปัญหาความขัดแย้งแพทย์และผู้ป่วย และ 3. พัฒนาระบบบริการรักษาพยาบาล ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่เป็นประโยชน์ต่อแพทย์ด้วย โดยเฉพาะการลดปัญหาฟ้องร้อง 

ส่วนที่ทางแพทยสภาเสนอให้ใช้มาตรา 41 ใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น เรื่องนี้ต้องเข้าใจว่าเรายังไม่ได้มีการรวมกองทุน ซึ่งตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังให้ครอบคลุมเฉพาะหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เท่านั้น ไม่รวมถึงสถานพยาบาลเอกชนที่ขณะนี้หลายแห่งขอถอนตัวจากระบบไปแล้ว และหากจะให้ครอบคลุมผู้ป่วยทั่วประเทศจริง โรงพยาบาลเอกชนก็น่าจะมีส่วนที่จะเข้ามารับผิดชอบด้วย อีกทั้งการแก้ไขกฎหมายแต่ละฉบับไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้เวลานาน ซึ่งร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข มีเนื้อหาที่เป็นส่วนขยายจากมาตรา 41 และจะเข้าสู่วาระการพิจารณาแล้ว จึงน่าที่จะผลักดันมากกว่า   

"เรามองว่า การเสนอขยายมาตรา 41 เป็นเพียงการเสนอของคนที่คัดค้าน ตอนแรกก็บอกว่าจะทำให้เกิดการฟ้องร้องแพทย์มากขึ้น แต่พอเราชี้แจงได้ก็เปลี่ยนประเด็นไปอีก เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะค้านกฎหมายเท่านั้น" เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว

นพ.วีรพันธ์ สุพรรณไชยมาศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.   ...ควรคลอดก่อนปี 2553 ก่อนเกิดกรณีปัญหาการผ่าต้อกระจกที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ซึ่งมีผู้ป่วยติดเชื้อจากการผ่าตัด 11 ราย ในจำนวนนี้ตาบอด 10 ราย โดยในจำนวนผู้ป่วยที่ตาบาดนี้เป็นผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) 6 ราย และผู้ป่วยระบบสวัสดิการข้าราชการ 4 ราย ซึ่งในส่วนของผู้ป่วยบัตรทองไม่เป็นปัญหา เพราะมีมาตรา 41 ที่ชดเชยเต็มที่ 120,000 บาท ในรายที่ไม่พอใจทางโรงพยาบาลยังชดเชยเพิ่มเติมและเยียวยาให้อีก ถือเป็นเวทีที่ใช้ในการพูดคุยสร้างความเข้าใจ ไม่ให้มีการฟ้องร้องขึ้นศาล เรียกว่าโรงพยาบาลมีหลังพิงฝาที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยได้ แพทย์และพยาบาลก็ไม่เดือนร้อน ขณะที่ผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการทางโรงพยาบาลต้องให้การเยียวยาเอง ซึ่งโชคดีเพราะโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทำให้มีงบประมาณที่จะนำมาใช้ชดเชยได้ แต่หากเกิดกับโรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลขนาดเล็กคงไม่ต้องพูดถึง 

"กรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความเสมอภาคของระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบสวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคมไม่มีกองทุนใดๆ มาดูแลตรงนี้ ซึ่งผมดีใจที่จะมีการผลักดันกฎหมายนี้ เพราะจะช่วยให้โรงพยาบาล 800 แห่งทั่วประเทศ มีระบบเข้ามาดูแล ดังนั้นในรายละเอียดใดที่แพทย์ยังกังวลและคัดค้าน อยากให้คุยกันในชั้นแปรญัตติ แต่ไม่อยากให้ถือทิฐิ ” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น กล่าว และว่า ในจำนวนผู้ป่วยตาบอด 10 ราย มีเพียง 1 รายที่จะยื่นฟ้องร้อง และนำทนายมาด้วย แต่หลังจากที่มีการเยียวยามาตรา 41 ทำให้ลดความร้อนแรงและไม่ฟ้องร้องในที่สุด" ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น กล่าว

นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ปัจจุบันมาตรา 41 ครอบคลุมประชาชนเพียงแค่ 47 ล้านคน แต่ไม่ครอบคลุมคนอีก 6 ล้านคน ในระบบประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งหากไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.   ... เท่ากับผลักดันให้คนกลุ่มหนึ่งต้องไปฟ้องร้องพึ่งศาล ซึ่งเมื่อเกิดการฟ้องร้องขึ้นก็จะทำให้แพทย์ตื่นตระหนกไปอีก และในที่สุดก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งแพทย์และผู้ป่วยเช่นเดิม

"อยากให้เพื่อนๆ ร่วมวิชาชีพช่วยกันผลักดันกฎหมายนี้ ซึ่งจะช่วยคลายความวิตกกังวลปัญหาการฟ้องร้องลงไปได้ อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวเพื่อให้ถอนร่างกฎหมายถือเป็นสิทธิ์ แต่อยากให้ไตร่ตรองรายละเอียดกฎหมายอย่างรอบครอบก่อน"

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 29 ก.ค.) เวลา 13.00 น. พวกเราจะเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อทางแพทยสภาเพื่อยืนยันเดินหน้าร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข และจะขอให้แพทยสภาพูดความจริงถึงเหตุผลที่คัดค้านกฎหมายฉบับนี้ พร้อมกันนี้ไม่อยากให้อ้างสภาวิชาชีพอื่นๆ ว่าไม่เห็นด้วย เนื่องจากทั้งนายกสภาการพยาบาลและนายกสภาเภสัชจากการพูดคุยต่างสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้น หลังจากนั้นจะเข้าพบ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพูดคุยในประเด็นนี้ด้วย 

น.ส.บุญยืน ศิริธรรม เครือข่ายผู้บริโภคภาคตะวันตก กล่าวว่า กรณีที่แพทย์รวมตัวเพื่อแต่งชุดดำนั้น รู้สึกคุ้นๆ เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อปี 2544-2545 ที่มีแพทย์กว่าหมื่นคนร่วมกันแต่งชุดดำทั่วประเทศเพื่อค้านมาตรา 41 ใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งต่อมาก็ยอมรับว่าเป็นกฎหมายที่ดีที่สุด ช่วยลดการฟ้องร้องและลดความขัดแย้งแพทย์ผู้ป่วยได้ 

ด้าน นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ในวันนี้  ( 28 ก.ค.) ได้ทำหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กรณีร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ...ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง ครม. มีมติเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2552 เห็นชอบข้อเสนอทางนโยบายเพื่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ ตามฉันทามติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เมื่อเดือน ธ.ค. 2551 ที่ระบุว่า ขอให้รัฐบาลและรัฐสภา ผลักดันให้นโยบายการสร้างความสมานฉันท์ในระบบการดูแลสุขภาพ เป็นวาระสำคัระดับชาติ โดยเร่งผลักดันการออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขที่อยู่ในขั้นตอนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้มีความเป็นธรรมกับผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

นพ.อำพล กล่าวต่อว่า กลุ่มแพทย์ที่ออกมาคัดค้านเป็นเพียงแพทย์บางส่วนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด ตนยืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.นี้มีประโยชน์ต่อประชาชน แพทย์ และบุคลากรสาธารณสุข ไม่ได้มีผลกระทบเสียหายต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์และสาธารณสุข เหมือนที่ออกมาคัดค้าน อย่างไรก็ตามเมื่อมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขจะทำความเข้าใจ และตนก็ยินที่จะไปช่วยชี้แจงให้ทุกกลุ่มเข้าใจ และในวันที่ 2 ส.ค.นี้ นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานคณะกรรมการกำลังคนแห่งชาติ จะประชุมเรื่องนี้และมีความเห็นออกมาเช่นกัน

"ร่าง พ.ร.บ. นี้เป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดโอกาสให้คนตายมารับเงิน พอมี พ.ร.บ.นี้สถานการณ์การฟ้องร้องแพทย์คงไม่เหมือนกับในสหรัฐฯหรือประเทศต่าง ๆ เพราะเมื่อคนไข้ได้รับการเยียวยาแล้วก็ไม่มีใครอยากฟ้องแพทย์ แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่จะทำให้มีคนมาขอค่าชดเชยมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ทุกราย” นพ.อำพล กล่าว

ต่อข้อถามถึงกรณีที่แพทย์บางส่วนจะแต่งดำและฌาปนกิจร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.อำพล กล่าวว่า ไม่ขอแสดงความเห็น แต่โดยหลักแพทย์แล้วจะแต่งขาว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการปฏิรูปประเทศไทย ได้จัดทำเอกสารเรื่อง" ความเท็จและความจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข"

โดยได้ตั้งข้อสังเกตการเครื่องไหวในเรื่องนี้ของแพทยสภาว่าน่าจะเกี่ยวโยงกับฤดูการหาเสียงเลือกตั้งกรรมการแพทยสภา จึงเป็นเหตุให้แพทย์กลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้าน ทั้งๆ ที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้เสนอต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2552 อีกทั้งเหตุผลที่นำมาคัดค้าน 3 ข้อ ทั้งจะทำให้มีการฟ้องร้องมากขึ้น รัฐและคนไข้ทั่วไปจะเสียเงินเป็นค่าเสียหายให้กับคนไข้ที่ฉวยโอกาสจากกองทุน และคนไข้ที่ใกล้ตายจะมาโรงพยาบาลเพื่อหาประโยชน์ ล้วนแต่เป็นความเท็จทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนี้จะช่วยเยียวยาผู้ป่วย ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ปัญหาระหว่างแพทย์และผู้ป่วยได้ 

"คงจำกันได้ว่า ตอนออก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็มีกรรมการแพทยสภาหน้าเก่าๆ หลายคนออกมาคัดค้านมาตรา 41 นี้กันอย่างครึกโครม มีการใช้ลูกเล่น “ ไว้ทุกข์ ” และใช้วิธีการข่มขู่หลอกลวงว่า กฎหมายมาตรานี้จะทำให้มีการฟ้องร้องหมอมากขึ้น และจะทำให้ต้องจ่ายเงินชดเชยมากกมาย แต่หลักจากบังคับใช้กฎหมาย 8 ปี ก็ไม่ได้เป็นตามที่มีการข่มขู่ ซ้ำยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหมอกับคนไข้ด้วย" นพ.วิชัย กล่าว

Tags : พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement