กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : นโยบาย

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 19:41

วัลย์วิภาชี้ปมพิพาทไทย-เขมรทักษิณมุ่งประโยชน์-ปชป.พลาดแต่ต้น

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ภาคประชาชนฯเสนอถอดถอน"วศิน ธีรเวชญาณ"ปธ.JBC เหตุท่าทียอมรับ1:200000ของกัมพูชา โยง"ทักษิณ" ยัน"สมชาย"ไม่ศึกษาเอกสาร-ไม่ลงพท.คนชายแดนกระทบ

ระบุประชาธิปัตย์ผิดซ้ำซาก MOU2543, voteหนุนให้TOR46 "อภิสิทธิ์" ยังลงนามเสนอประชุมจะแบ่งแยกแผ่นดิน หลวมตัวข้อตกลงชั่วคราว 6เม.ย.52 โอดภาคประชาชนเหนื่อนตามแก้

ในชื่อบทความ: พรรคประชาธิปัตย์ จุด จุด จุด ถ้า จุด จุด จุด

โดย ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์

นักวิจัยระดับผู้เชี่ยวชาญ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในนามภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร

(ปรับปรุงจากบทความ 4 พฤศจิกายน 2552)

1.ความปวดร้าวของคนที่เคยถูกกล่าวหาว่า “ขายชาติ”

นับตั้งแต่เกิดปัญหาเรื่องเขตแดนกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา มีคนไทยหลายคนถูกกล่าวประณามว่า “ขายชาติ”

ความรู้สึกของคนไทยเหล่านั้น คงไม่มีใครจะปวดร้าวใจได้ถึงขนาดเท่านายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ลงนามในเอกสารคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ในฐานะตัวแทนแห่งราชอาณาจักรไทย   โดยยอมรับแผนที่ของกัมพูชา จนถึงกับต้องเขียนหนังสือชื่อ “ผมไม่ได้ขายชาติ”

"คนไทยทุกคนรักชาติไม่น้อยกว่ากัน ผมก็รักชาติเท่ากับคนไทยคนอื่น ผมเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่ผมรันทดใจที่มีม็อบกฎหมู่ และนักเล่นการเมืองกลุ่มหนึ่งกล่าวหารัฐบาลที่มีท่านสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และผมในฐานะรัฐมนตรีขายชาติ...”

ปัจจุบัน นายนพดล ปัทมะ กลับไปทำหน้าที่เป็นทนายส่วนตัวให้นายเก่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้หลบหนีคดีอาญา และผู้ซึ่งสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา โอ๋และอ้างว่าเป็นเพื่อนรัก สถาปนาให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว และรับสนองพระบรมราชโองการสมเด็จพระนโรดมสีหมุนี  แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของราชอาณาจักรกัมพูชา

2.นายกฯ อภิสิทธิ์ฯ เป็นผู้นำเสนอร่างข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 6 เมษายน 2552 เข้ารัฐสภา

นับตั้งแต่กัมพูชาเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว และทันทีที่คณะกรรมการมรดกโลกมีมติเห็นชอบตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2551 นายนพดล ปัทมะ ก็พลิ้วออกแถลงข่าวคัดค้านการขึ้นทะเบียนของกัมพูชาในทันใด ปัญหาเรื่องการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่ไทยมีต่อกัมพูชา ก็น่าจะหยุดการดำเนินการเสียตั้งแต่บัดนั้น แต่ในความเป็นจริง กลับมีเหตุการณ์หลายครั้งหลายคราวที่ส่อเจตนาว่ารัฐบาลทุกสมัยตั้งแต่ นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงมาเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์  ก็ยังไม่หยุดการดำเนินการสนับสนุนแต่อย่างใด

เรื่องที่ฉกาจฉกรรจ์เกิดขึ้นเมื่อตอน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงนามเสนอการบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา 3 ฉบับ เข้าผ่านการรับรองของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2  ซึ่งมีเอกสารร่างข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 6 เมษายน 2552 จัดทำ ณ กรุงพนมเปญ  แนบเข้ามาอย่างไร้ชื่อเอกสารและหัวข้อในชื่อเรื่องหนังสือที่นายกฯ เสนอต่อรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2552

บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC 3 ฉบับดังกล่าว มีลำดับเวลาดังนี้  
 ฉบับที่ 1  ลงวันที่  10-12 พฤศจิกายน 2551    
 ฉบับที่ 2  ลงวันที่  3-4 กุมภาพันธ์ 2552
 ฉบับที่ 3  ลงวันที่  6-7 เมษายน 2552 อันเป็นฉบับล่าสุดหรือที่เรียกได้ว่าเป็นยกสุดท้ายของกระบวนการเจรจา จนมีการทำร่างข้อตกลงขึ้นมานั่นเอง

ร่างข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชาที่แนบมากับบันทึก JBC ฉบับสุดท้ายนี้ นักวิชาการภาคประชาชน เคยนำมาชำแหละให้เห็นด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงว่า ทำให้เสียผลประโยชน์ของชาติอย่างยิ่ง และที่ร้ายแรงที่สุดคือ เป็นการยืนยันการยอมรับเอาแผนที่ 1:200,000 ที่กัมพูชาใช้ มาเป็นพื้นฐาน หรือที่เรียกว่านำมาเป็นแผนแม่บทของการเจรจาทำหนังสือสัญญากันระหว่างประเทศคือ ไทย-กัมพูชา หลังจากที่สถานะของการทำหนังสือสัญญาฉบับที่เรียกว่า แถลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2551 ของนายนพดล ปัทมะ ได้รับการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญของไทยว่า ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน

ลองพิจารณาดูอีกครั้งถึงผลอันร้ายแรงของร่างข้อตกลงชั่วคราวฯ จากบทความของนักวิชาการภาคประชาชน แล้วตั้งคำถามว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอเข้ามาทำไม จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้เพราะมีกระบวนการทางสังคมเกิดขึ้น เป็นความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในนาม ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร ยื่นหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี ถึง 3 ครั้งแล้ว เรียกร้องให้เพิกถอนมติรัฐสภา และยกเลิกการพิจารณาร่างข้อตกลงฯ(ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2552, ครั้งที่ 2 ลงวันที่ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2552, ครั้งที่ 3 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552) สถานการณ์ขณะนี้ คือ รัฐบาลขอถอนออกจากวาระการพิจารณาในรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2552 แต่ยังสามารถเสนอเข้าไปได้อีก ซึ่งจะต้องจับตามองกันต่อไป

ข้อตกลงชั่วคราว ไทย-กัมพูชา (ที่กำลังรอผ่านรัฐสภา) ก็คือแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา ฉบับนพดล ปัทมะ นั่นเอง!

แถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา 18 มิถุนายน 2551 หรือเรียกกันติดปากในเวลานี้ว่า Joint Communiqu? (จอยท์ คอมมูนิเก้) ของนายนพดล ปัทมะ มีคุณสมบัติประจำตัวที่เด่นชัดว่า 1) ขัดรัฐธรรมนูญ 2) มีนัยว่าทำให้เสียอธิปไตยและดินแดน

เรื่องนี้นายกษิต ภิรมย์ ได้เคยวิพากษ์วิจารณ์บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาแล้วครั้งหนึ่ง จนถึงวันที่นายกษิต ภิรมย์ได้มาออกโทรทัศน์แสดงจุดยืนของตนเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2552 ท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ ก็ยังกล่าวยืนยันคุณสมบัติของแถลงการณ์ร่วมฉบับนั้นว่าขัดรัฐธรรมนูญ และมีนัยว่าทำให้เสียอธิปไตยและดินแดนของประเทศไทยอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552 รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC) พร้อมแนบร่างข้อตกลงชั่วคราว ไทย-กัมพูชา เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา(การประชุมร่วมสมัยนิติบัญญัติ ระเบียบวาระที่ 5.7) มีการประชุมลับและอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง

ในขณะที่กระบวนการทางสังคมของภาคประชาชนขับเคลื่อนเพื่อขอให้เลิกหรือชะลอการพิจารณาเรื่องสำคัญนี้ออกไปก่อน ด้วยภาคประชาชนได้ทำหนังสือ เขียนบทความ แม้แต่เสนอกิจกรรมทำร่วมกับอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินการของรัฐ ในวุฒิสภา จัดการเสวนาให้เห็นถึงผลกระทบต่ออธิปไตยและดินแดน จากการใช้ข้อตกลงร่วม ไทย-กัมพูชา ฉบับดังกล่าวในวันข้างหน้า (และในที่สุดมีการเลื่อนพิจารณาเรื่องนี้ไป 2 ครั้ง และคาดว่าจะมีการนำเข้าใหม่ประมาณเดือนตุลาคม 2552 *ปรับปรุงบทความอีกครั้ง 13 พ.ย.2552 ซึ่งเลื่อนมาถึงปลายพ.ย.ก็ยังไม่นำเข้าสู่รัฐสภา-กรุงเทพธุรกิจออนไลน์)

ร่างข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นการเข้าไปร่วมของรัฐบาลไทยในการยอมรับจนถึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการช่วยปกปักรักษาการอ้างสิทธิทับซ้อนของกัมพูชาในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรของไทย โดยมีข้อความสำคัญยืนยันการรับรองแผนที่อัตราส่วน หนึ่งต่อสองแสน ของกัมพูชา(แผนที่ Annex 1)

แสดงให้เห็นการเตรียมพร้อมพื้นที่ให้เป็นพื้นที่กันชน(Buffer Zone) และพื้นที่พัฒนาร่วมตามมาตรการที่ว่าเหมาะสมของแม่ทัพภาคที่ 2 ของฝ่ายไทย ซึ่งนอกจากจะมีนัยว่าเป็นการจัดการพื้นที่ Development Zone แล้ว ยังมีนัยว่าเป็นการเตรียมให้สัตยาบันรับรองการรุกรานและยึดครองพื้นที่จากกองกำลังต่างชาติพร้อมอาวุธ

ในความหมายของภาคประชาชนว่า นั่นคือการเสียอธิปไตยและดินแดนแล้ว แต่ในความหมายของหน่วยงานทุกหน่วยงานภายใต้กำกับของรัฐบาลว่าคือการพัฒนาพื้นที่

ยิ่งกว่านั้นร่างข้อตกลงดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์มากในเรื่องที่สำคัญ เช่น ข้อ 1 เรื่องการถอนทหารไทยออกจากพื้นที่, ข้อ 5 ยืนยันการอ้างสิทธิทับซ้อนของพื้นที่ซึ่งการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมจะไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องให้บังเกิดผลใดๆ ได้   และข้อ 8 ซึ่งว่าด้วยผลสำเร็จในทันที และผลบังคับที่จะทำให้ “ความเป็นชั่วคราว” ตามชื่อของข้อตกลงฉบับนี้ มีอายุให้การใช้งานในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นในความหมาย

“การเสียอธิปไตยและดินแดน” หรือ “การพัฒนาพื้นที่” ยาวนานได้ไม่มีจุดจบ

ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ร่างข้อตกลงฉบับนี้คือหลักฐานหรือใบเสร็จที่กัมพูชาต้องการนำไปยืนยันต่อคณะกรรมการมรดกโลกถึงผลการเจรจาอย่างสันติระหว่างคู่ภาคี ไทย-กัมพูชา ที่จะทำให้ไม่มีอะไรต้องผิดพลาดไปจากเงื่อนไขของคณะกรรมการมรดกโลกในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ในข้อที่ว่า ต้องเป็นมรดกที่อยู่ในดินแดนที่ไม่มีภาวะสงคราม

ที่จริงมีเงื่อนไขที่สำคัญอีกข้อหนึ่งของคณะกรรมการมรดกโลกในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างสองประเทศ คือจะต้องแสดงให้เห็นการยอมรับหรือผ่านกระบวนการตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศโดยสมบูรณ์แล้ว นัยนี้หมายถึงการผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 190  และแถลงการณ์ร่วมฉบับนายนพดล ปัทมะ เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าขัดรัฐธรรมนูญ

ร่างข้อตกลงฉบับนี้ยังมีเรื่องที่ชวนให้คิดว่าผ่านกระบวนการตามกฎหมายภายในโดยครบถ้วนและสมบูรณ์แล้วหรือไม่ ไม่ว่าจะพิจารณาเรื่องการให้ข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นตลอดจนเสียงสะท้อนจากประชาชน หรือข้อสงสัยที่มีต่อกรณี ส.ส.และส.ว.ในการประชุมสภาร่วมกันเมื่อ 28 ตุลาคม 2551 มีมติโดยเสียงข้างมาก(409 ต่อ 7 เสียง) รับรองกรอบการเจรจา JBC ที่ได้อ้างว่าจะใช้ MOU 2543 ที่มีวัตถุประสงค์เรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา 73 หลัก เป็นหลัก

แต่ในข้อเท็จจริงมิได้ทำตามวัตถุประสงค์นั้น กลับเปลี่ยนแปลงโยกย้ายมาสำรวจจัดทำในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารแทน และทำให้สงสัยได้ว่ามติเสียงข้างมากของรัฐสภาไม่อาจจะเป็นมติที่ถูกต้องเสมอไปหากมตินั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติว่าด้วยอธิปไตยและดินแดน

การเปลี่ยนวัตถุประสงค์ดังกล่าว สอดคล้องกับความจงใจปฏิบัติตาม MOU 2544 และแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา 2544 ที่มีเหตุผลวิจารณ์ว่าเป็นการไปรับรอง “ความมั่ว” ที่ไม่มีการอ้างอิงหลักวิชาการในการประกาศและจัดทำเส้นเขตแดนทางทะเลของกัมพูชา เพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงนโยบายของกลุ่มบุคคล ซึ่งการกระทำของรัฐบาลไทยในขณะนั้นก็ทำผิดหลักกฎหมายภายในของประเทศอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เพราะไม่มีการนำเรื่องผ่านรัฐสภา หรือการทำประชาพิจารณ์เสียก่อน

เรื่องการรับรองคำประกาศและจัดทำเส้นเขตแดนทางทะเลระหว่างทั้งสองประเทศคือไทยและกัมพูชานี้ ผูกพันกับเงื่อนไขที่ไทยจะต้องรับรองและปกปักรักษาการอ้างสิทธิพื้นที่ทางบกของกัมพูชาด้วย ตามสาระการประชุมข้อ (1)-(5) ของการประชุม JTC ครั้งแรกของMOU 2544 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ที่ปรากฏข้อความที่มีนัยสำคัญว่า  

“ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลไทยและกัมพูชา ต้องพิจารณาตกลงแก้ไขประเด็นต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จสิ้นก่อน”

สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ การทำแถลงการณ์ร่วม ซึ่งจะเรียกต่อไปนี้ว่า JC 2544 รับรอง MOU 2544 และระบุการยืนยันอีกครั้งถึงการใช้แผนที่ 1:200,000 ที่กัมพูชาใช้ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาทางบก ตาม MOU 2543 ในข้อความ

"14. The two sides reaffirmed their determination to settle as soon as possible the land border demarcation…"

เรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อนแต่จะไม่เกินวิสัยของการศึกษาติดตาม ตลอดจนการใช้เหตุผลวิเคราะห์เรื่องราวอย่างต่อเนื่อง ความผิดถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่อย่าปล่อยให้ตกตะกอนเป็นซากทับถมกันเป็นชั้นจนยากที่จะแก้ไข ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องแสดงให้เห็นว่าตนใช้หลักนิติรัฐ มีการแก้ไขจัดการบ้านเมืองอย่างจริงจังจนถึงขนาดปฏิรูปใหม่ในหน่วยงาน องค์กร และสถาบันที่เกี่ยวข้อง

เรื่องซับซ้อนเรื่องนี้เป็นตัวอย่างจากการศึกษาว่า ร่างข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา (ที่กำลังรอผ่านรัฐสภา...ในเดือนพฤศจิกายน 2552) ก็คือ แถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชา ฉบับนายนพดล ปัทมะ ซึ่งมีความหมายและสาระสำคัญที่พูดกันง่ายๆ ได้ว่า “แปลงร่าง” มานั่นเอง"

(โปรดดูตารางเปรียบเทียบ ร่างข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา กับแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาฉบับนายนพดล ปัทมะ ในแฟ้มภาพ - โปรดคลิกเอกสารประกอบข่าว ข้างล่าง) *อ่านเพิ่มเติมรายละเอียดใน  http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=7776&username=phavihan

Tags : ปราสาทเขาพระวิหาร วัลวิภา จรุญโรจน์

เอกสารประกอบข่าว
ตารางเปรียบเทียบ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19

ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยระดับผู้เชี่ยวชาญ ไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่มีคนรู้จัก แต่มีคนเคยเห็นเธอคนนี้ชอบไปเดินตลาด ไปเดินสวนจตุจัตรแล้วด่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ตลอด ไม่รู้ว่าเขาอยู่พรรคไหน?

ความคิดเห็นที่ 18

ขอบคุณทุกท่านที่อ่าน ช่วยสนับสนุน
"พรรคการเมืองใหม่" จะช่วยปกป้องสถาบัน
พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของทุกท่าน

ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ ASTV มีจำหน่ายแล้ว
สามารถติดต่อตาม ASTV shop
http://surinastv.com/

ความคิดเห็นที่ 17

ขอบคุณทุกท่านที่อ่าน ช่วยสนับสนุน
"พรรคการเมืองใหม่" จะช่วยปกป้องสถาบัน
พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของทุกท่าน

ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ ASTV มีจำหน่ายแล้ว
สามารถติดต่อตาม ASTV shop
http://surinastv.com/

ความคิดเห็นที่ 16

คห 15 ลองไปอ่านข่าวดี ๆ ว่า เขาสร้างที่ไหน สร้างที่ตำบลใด ตรวจสอบข้อมูลก่อนนะครับ ก่อนจะหน้าแตก

ความคิดเห็นที่ 15

วันนี้มีเรื่องมาให้อ่านอีก "ฮุนเซ็นผุดบ้านเอื้ออาทร๖๐๐หลัง ชิงยึดพื้นที่พิพาทเขาพระวิหาร" ในกรุงเทพธุรกิจ การเมือง : บทวิเคราะห์ โดย : มนูญ มุ่งชู
เป็นจริงหรือไม่ ทำไม ทหาร นายกษิต-อภิสิทธิ์ จึงไม่รู้ หรือรู้แล้วทำเฉย ไม่กล้าตอแยกับฮุนเซ็น เลยไม่รู้ว่า มัวแต่ด่าทักษิณ ใครขายชาติกันแน่ ฝากม.ล.วัลย์วิภา ไปศึกษาข้อเท็จจริงเสนอรัฐบาลด่วนเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 14

มรรค -8 พูดเหมือนดูดีนะ แค่เหมือนนะ แต่เบื้องหลัง นช ทักษิณ เอาแบงค์หมื่นจี้หลังเปล่าน้า สงสัยจริง ๆ เล้ย ที่ถูก มรรค -8 ต้องพร่ำสอน นช ทักษิณ มาก ๆ ลดทำชั่วบ้าง จะดีไม่น้อย ต้องไม่ลืมนะครับ คนที่อวดอ้างธรรมจนผิดปรกติ แต่เบื้องหลังอับปรีย์จัญไร ก็ไม่น้อย จริงไหม มรรค -8 เพราะเท่าที่อ่านมา มรรค -8 บางครั้งดูเหมือนสับสนกับชีวิตตนเอง แม้แต่ คห 12 กับ 13 มันมีอะไรขัดกันเองอย่างสิ้นเชิง บางครั้งสับสนชีวิตอย่างมาก แค่ คห ต่างเวลาที่โพส ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก็ขัดกันเอง นี่หาได้ต่างวัน เวลา น แต่อย่างใด เอาเป็นว่า มรรค -8 ต้อง ประพฤติ ศีล 5 บ้างนะ ได้ซัก 1 ข้อ ก็เป็นบุญของ มรรค -8 แล้ว

ความคิดเห็นที่ 13

พระพุทธเจ้าสอนเราว่า ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กิเลสตันหา(ความหยาก หยากให้คนอื่นทำอย่างนี้ หยากให้คนอื่นไม่ทำอย่างนี้) นำมาซึ่งความทุกข์ การยึดติดกับตัวก ูของก ู ก ูเก่งก ูถูก ก็เป็นทางนำไปสู่ความทุกข์ คนที่เสวยแต่ความทุกข์ กับคนที่เสวยแต่ความสุข คนไหนฉลาดกว่ากัน คนฉลาดจะปฏิบัติตามคำสอนของพระ เพราะคำสอนของท่านเป็นกัลยาณมิตร เป็นจริงมาตลอดกว่า๒๕๕๒ปี เมื่อจะด่าว่าใครก็ขอให้นึกถึงคำสอนของพระเสียก่อน ก็จะไม่เกิดตวามทุกข์(โรคประสาทกิน) ก็ยังไม่สายไปสำหับผู้นำประเทศ ที่จะหันมาใช้ธรรมะในการปกครอง (เพราะมันเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง) ก่อนที่จะลงหลุมไปเสียก่อน จริงหรือไม่ ก็คอยติดตามดูกันต่อไปครับ

ความคิดเห็นที่ 12

บทความนี้ยังมีอยู่ ก็มีเรื่องเข้ามาให้ศึกษาต่อ เมื่อไทยตั้งป้อมว่าจะยกเลิกMOU และไม่ให้เขมร * ้ ทางฝ่ายเขมรก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องสร้างถนน จึงบอกเลิก * ้ไทย แปลว่าใครเสียหน้า เกมนี้จึงมองว่า ฮุนเซ็นจะไม่ยอมคบกับรัฐบาลนี้อีกแล้ว เพราะเขากลัวปากของทั้งนายกษิตและอภิสิทธิ์ ส่วนเขายังไม่เดือดร้อนอยู่อย่างพอเพียงไป แต่คนของเรายังติดคุกเขาอยู่ เรือประมงไทยยังจอดอยู่ ก็เท่ากับว่าเราขาดทุน นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ไม่เชื่อพระสอนว่า ทะเลาะกันขาดทุนทัั้งคู่ เสื้อเหลืองเสื้อแดง ขืนยังทะเลาะกัน ก็จะมีคนตายเพิ่ม แล้วแกนนำช่วยอะไร นายศิวรักษ์และปชช.ที่ตายบ้าง เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ก็มองเป็นหายนะอยู่ที่ปลายอุโมงชัดขึ้น จะเป็นจริงอีกหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไปครับ

ความคิดเห็นที่ 11

ถึง คห 6 โลกมันก้าวไปไกลมากแล้ว โลกอินเทอร์เน็ตกว้างมาก มีทั้งข้อมูลจริงและข้อมูลปลอม จากสื่อก็เช่นกัน ไม่ว่า ช่อง 3 5 7 9 11 หรือ ASTV DTV เพราะฉะนั้นรับรู้ข่าวสารด้วยปัญญา ขอย้ำว่า ด้วยปัญญา และไม่มีสื่อไหน พูดเรื่อง ข้อพิพาทชายแดนระหว่าง ไทยกับเขมร ดีเท่า ASTV จะบอกว่า เป็นจุดขายมากอันดับต้น ๆ ส่วน ASTV จะนำเสนอโกหกบิดเบือนหรือไม่ อย่างที่บอกต้องฟังรอบด้าน แล้วใช้ปัญญาวิเคราะห์ว่าควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ สำคัญที่สุด การศึกษาข้อมูลมาก ๆ ก็จะรู้เท่าทันว่าใครตอแหล หรือพูดจริง

มรรค -8 พูดเหมือนดูดีนะ ชีวิต ปชช นางเลิ้งตายไป 2 คน มรรค -8 จะว่าอย่างไรดี เผาบ้านเผาเมือง จะว่าอย่างไรดี พังประชุมอาเซียน +3+6 ว่ายังไงดี นปช ประกาศฆ่า นายกอภิสิทธิ์ จะทำอย่างไรดี แล้วถ้าเสียงส่วนใหญ่ ใช้วิธีซื้อมาล่ะ จะถือว่า เสียงส่วนใหญ่โดยชอบไหม และอย่าบอกนะ คนซื้อมิได้ เสียงซื้อมิได้

คห 10 พูดถึง ใครหว่า "ไม่ต้องห่วงผม ผมเอาตัวรอดได้ แต่ห่วงพี่น้อง ถ้าเมื่อไร เสียงปืนแตกและทหารยิงประชาชนผม จะนำขบวนพาพี่น้องเข้ากรุงเทพทันที
" คุ้น ๆ ไหม ใครพูด คห 10 จำได้ไหมเอ่ย ถ้ารู้ว่าเขาหลอกก็เต็มใจให้หลอกไหมเอ่ย พวกนี้โง่จริง ๆ เลยเน๊อะ 55555

ความคิดเห็นที่ 10

สรุปว่า ตลอดมาพวกแสดงความโง่ก้อเป็นเหยื่อพวกอ้างปมเขมรไม่ว่ารัฐบาลใด ก็โง่พอๆกันยิ่งประชาชนที่เป็นเครื่องมือ ยิ่งโง่เข้าไปอีกเพราะเป็นเบี้ยให้คนหลอกใช้เสมอ...หึหึหึ
พวกอ้างว่าเพื่อชาติก็ทำเพื่อตนเองเป็นอันดับแรก..ดีว่าเรื่องเขมรไม่อยู่ในสายตาและความรู้สึกของประชาชนกลุ่มหนึ่ง คนพวกนี้เลยไม่โง่ตาม เพียงแต่ช่วยอะไรไม่ได้และต้องทนเอากับอะไรๆที่พวกโง่ๆทำให้เกิดขึ้นในสังคมงี่เง่านี้ ฮา

ความคิดเห็นที่ 9

...ต้องยอมรับความจริงที่ว่า...ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยและคนไทย(ซึ่งรวมถึงตัวผมด้วย)บังอาจปล่อยปละละเลยให้"นักกินเมือง"บริหารปกครองประเทศไทย...โดยที่คนไทยทั้งหลายไม่ได้ปกป้องหรือสำเหนียกในความเป็นคนไทยและประเทศไทยอย่างแท้จริง...
...กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทยและคนไทย คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย...
...รัฐธรรมนูญ 2534 ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2534...มาตรา ๑๗๘ บัญญัติว่า...หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย...หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือ...ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา...คำว่า"อาณาเขตไทย"คงเข้าใจได้ง่าย...แต่คำว่า"เขตอำนาจแห่งรัฐ"ก็ไม่น่าจะเข้าใจยากมากนัก...และที่สำคัญ ใช้คำเชื่อมว่า..."หรือ"...ความหมายความเข้าใจคืออะไร คงไม่มีใครตะแบง เอาสีช้างเข้าถูเข้าไถเข้าสีหรือทำตัวเป็นศรีธนญชัย...
...รัฐธรรมนูญ 2540 ประกาศใช้วันที่ 11 ตุลาคม 2540...มาตรา 224 มีบทบัญญัติเฉกเช่นเดียวกันกับ รัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 178 เหมือนกันทุกตัวอักษร...MOU ที่รัฐบาลไทยบังอาจทำไม่ว่าในปี พ.ศ. 2543 หรือ ปี พ.ศ. 2544 หรือปี พ.ศ. 2546...ถามว่า...มีผลเปลี่ยนแปลง"เขตอำนาจแห่งรัฐ" หรือไม่...แล้วได้รับความเห็นชอบจาก"รัฐสภา"แล้วหรือ ถึงได้ลงนาม...
....จึงไม่แปลกอะไร ที่"แมร่ง"จึงต้องรีบร้อนนำ...ข้อตกลงทั้งหมดเข้ารับความเห็นชอบจากรัฐสภา...เพื่อลบล้างความผิดที่ได้บังอาจกระทำมาแล้วในอดีต...

ความคิดเห็นที่ 8

อ่านแล้ว ไม่รู้เรื่อง ต้องการสื่ออะไร

ความคิดเห็นที่ 7

ต้วคุณเองยังไม่มารถเชื่อได้เลยคุณเปลี่ยนใจวันละกี่ครั้งกี่หน แล้วคุณเชื่อทีอยู่นอกใจคุณมาก แปลกนะครับ

ความคิดเห็นที่ 6

astv ดีอย่างไร แล้วข่าวหรือข้อมูลที่นำเสนอใน astv แน่ใจหรือว่าไม่เป็นการจงใจ ชักนำหรือทำให้เชื่อด้วยข้อมูลเพียงด้านเดียว หรือนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สื่ออยากให้รู้

ความคิดเห็นที่ 5

การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ดังนั้นทุกคน จะต้องสนใจและหาทางตกลงร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ช่วยกันป้องกันไม่ให้คนใดหรือกลุ่มใด เอาเปรียบคนอื่น ความคิดเห็นย่อมแตกต่างกันได้ สุดท้ายต้องยอมรับเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยก็คอยตรวจสอบ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ ทำไม่ดี ก็ฟ้องร้องกันไป คราวต่อไปก็ไม่ใครเชื่อถือ และไม่เลือกมาเป็นตัวแทน ถ้าทำอย่างนี้ได้ ก็มีแต่ทางเจริญ แต่ถ้าใช้วิธีรุนแรงเช่น ยึดทำเนียบ ปิดถนน ปิดล้อมสภา ยึดสนามบิน หรือ ใช้ปืนเข้ามาทำปฏิวัติยึดอำนาจ แล้วปกครอง เอาผลประโยชน์ใส่ตน อย่างนี้ไม่ดี มีแต่ความหายนะด้วยกันหมด เห็นด้วยกับนักวิชาการกลุ่มนี้ ที่ได้ศึกษาแทนปชช. และคอยตักเตือนรัฐบาล ถ้ารัฐบาลนี้ทำไม่ดี ก็ต้องค้านให้ถึงที่สุด คราวหน้าก็อย่าไปเลือกครับ

ความคิดเห็นที่ 4

แสดงว่า คห 2 ไม่เคนดู ASTV ถ้า คห 2 ได้ดูบ้างก็จะไม่มีคำถามเช่นนี้

ความคิดเห็นที่ 3

เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 1 การอยู่ในสังคมที่มีคนมากมาย หลากหลายความคิดเห็น ย่อมเป็นธรรมดาที่เห็นแตกต่าง แต่ในคิดเห็นแตกต่าง ต้องยืนอยู่บนเป้าหมายเดียวคือผลประโยชน์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด

ความคิดเห็นที่ 2

อ่านบทความแล้วงง Logic ของอาจารย์ คุณนพดลเป็นคนเริ่ม แต่น่าเห็นใจว่าโดนกล่าวหาว่าขายชาิติ ส่วนร บ.อภิสิทธิ์จำเป็นต้องสานต่อเพราะเป็นความรับผิดชอบต่อเนื่องในฐานะ รบ.ไทย กลับเป็นความผิดพลาด??? ตกลงจะสรุปว่าไงครับ หรือแค่เน้นความยาวให้งงๆ เล่น ?????

ความคิดเห็นที่ 1

การกระทำในนามรับบาลก่อนๆที่ผ่านมา รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถไปยกเลิกเฉยๆได้ จำเป็นต้องใช้ฐานข้อมูลเดิมเพื่อหาช่องทางต่อรอง ซึ่งวงในมีข้อมูลที่ลึกกว่าและไม่สามารถบอกท่าทีหรือแนวทางกลยุทย์การเจรจาแก่คนนอกได้ ไม่งั้นฝ่ายตรงข้ามย่อมสามารถหาทางตั้งรับได้
ความจริงคือทุกเรื่องในเรื่องการเมืองที่รับรู้จากข่าวสาร ประชาชนรู้ความจริงไปไม่เคยมากกว่า20%ของความจริง น่าสงสารที่เราก็ยังไปหลงเชื่อข้อมูลที่คาดเคลื่อน และตกเป็นเบี้ยให้สีเหลืองแดงน้ำเงิน หรือสีใดๆมาปั่นหัวเรา เพื่อประโยชน์ของกลุ่มเขา และที่น่าเศร้าคือเราและลูกหลานเรากลับเป็นผู้รับผลแห่งการกระทำของเราเองอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
เราไม่เคยยอมรับความคิดเห็นผู้อื่นที่แตกต่างจากเรา แล้วยังจะเรียกร้องประชาธิปไตยไปทำไม

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement