ก.วิทยาศาสตร์ เสนอนำลำไยค้างสต็อก 4.6หมื่นตันอัดถ่านแท่งได้ 2หมื่นตัน คาดขายได้ 30ล้านบาทนำเงินเข้ารัฐ ลงนามร่วมมือกับ ก.เกษตรฯ ต้นก.ค.นี้
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวในระหว่างการเปิดตัว “เครื่องอัดแท่งเชื้อเพลิงชีวมวล” ที่จะช่วยแก้ปัญหาลำไยค้างสต็อกว่า จากลำไยค้างสต็อกปี 2546/2547 จำนวนกว่า 4.6 หมื่นตันที่ไม่สามารถทำประโยชน์ได้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำลาย โดยการเผาและฝังด้วยงบประมาณ 90 ล้านบาท
"การนำลำไยค้างสต็อกที่เน่าเสีย ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้แม้กระทั่งปุ๋ยไปเผาทิ้งนั้น หากสามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ได้ อาจจะเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งเหล่านี้ เป็นเงินกลับไปสู่ภาครัฐ เราจึงคิดเรื่องของเชื้อเพลิงชีวมวล” รมว.วิทยาศาสตร์ฯกล่าว
ส่วนแผนงานทำลายลำไยค้างสต็อกด้วยเครื่องอัดแท่งเชื้อเพลิงชีวมวล เป็นความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมาคมเครื่องจักรไทย และศูนย์วิจัยพลังงานชีวมวล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งรศ.ดร.วีรพงษ์ แพสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและโฆษกกระทรวงฯ เผยกระบวนการทำงานดังนี้
ภาครัฐจะดำเนินการเช่าเครื่องจักรและบุคลากร จากนั้นนำลำไยอบแห้งที่ค้างสต็อกจากโกดังมาบดอัดหน้าโกดัง โดยใช้เครื่องบดย่อยทำการบดหยาบและตีให้เป็นผง แล้วนำใส่ถุงป้องกันการฟุ้งกระจาย โดยเริ่มทำครั้งละ 20 โกดัง ใช้เครื่องบดย่อย โกดังละ 3 แบบคือ แบบบดเปียกสำหรับลำไยที่มีน้ำ, แบบบดแฉะ สำหรับลำไยที่มีความชื้นสูง และแบบบดแห้งสำหรับลำไยอบแห้ง คาดว่าจะใช้เวลาบดลำไยในโกดังทั้งหมด 3 เดือน
จากนั้น นำผงลำไยเข้าสู่โรงงานอัดแท่ง โดยเครื่องอัดแท่งชีวมวลที่มีกำลังการผลิต 3 ตันต่อชั่วโมงจำนวน 3 ชุด เมื่อได้เชื้อเพลิงชีวมวลแท่งตะเกียบ (Pellet) ก็จะจัดเก็บในไซโล โดยคาดจะใช้เวลาทั้งสิ้น 6 เดือน
ลำไยค้างสต็อก 2546/2547 จำนวน 4.6 หมื่นตัน ที่กระจายอยู่ทั้งหมด 59 โกดังใน 4 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปางและเชียงราย จะได้เชื้อเพลิงชีวมวลจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นตัน ราคาจำหน่ายตันละ 1,500 บาท โดยจะจำหน่ายไปยังเตาอบลำไย 9,000 ตัน โรงงานเซรามิค 8,000 ตัน โรงไฟฟ้า 5,000 ตัน และโรงงานอุตสาหกรรม 1,400 ตัน ในระยะเวลา 3 เดือน
"เชื้อเพลิงชีวมวลแท่งตะเกียบเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันทั่วโลก โดยเฉพาะแถบยุโรปมีการนำไปใช้ในบ้าน เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาด ที่สำคัญ ยังมีราคาถูก โดยเชื้อเพลิงชีวมวลแท่งตะเกียบที่ได้ จะให้พลังงาน 4,500 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 กิโลกรัม ราคาขายที่กิโลกรัมละ 3 บาท ในขณะที่น้ำมันเตา ให้ความร้อนที่ 9,000 กิโลแคลอรี่ต่อลิตร ราคาจำหน่ายที่ลิตรละ 12 บาท” รศ.ดร.วีรพงษ์ให้ข้อมูลพร้อมชี้ว่า ในเชียงใหม่ มีลำไยออกมีกว่า 5 แสนตันต่อปี การนำเชื้อเพลิงชีวมวลแท่งตะเกียบไปใช้ทดแทนน้ำมันเตาหรือแก๊สในการอบลำไยจะเป็นการลดต้นทุนได้ส่วนหนึ่ง
ทั้งนี้ คุณหญิงกัลยา เพิ่มเติมว่า กระทรวงวิทย์อยู่ระหว่างจัดเตรียมแผนงาน เพื่อนำเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ หากได้รับความเห็นชอบ ก็จะลงนามความร่วมมือสองกระทรวงในสัปดาห์หน้า เพื่อดำเนินการตามแผนงานต่อไป
Tags : กัลยา โสภณพนิช


ความคิดเห็นที่ 3
boyzone , 1 กรกฎาคม 2552 10:32
ได้ผลผลิตเป็นถ่านแท่ง 2 หมื่นตัน ขายตันละ 3000 บาท (3 บาทต่อกิโล) จะได้ 60 ล้านบาทโดยประมาณ อย่าลืมส่งบัญชีรายรับรายจ่ายให้ สตง. ด้วยหล่ะ เดี๋ยวจะโกงกันตั้งต้นจนเป็นถ่านเป็นขี้เถ้าก็ยังโกงกันอีก
ความคิดเห็นที่ 2
http://newpoliticsparty.spaces.live.com/ , 1 กรกฎาคม 2552 09:07
อย่าลืมตั้งทีมงานที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบจำนวนด้วยว่า บัญชีที่ระบุจำนวนที่มีอยู่ ตรงกับจำนวนที่มีอยู่จริงหรือไม่ ถ้าไม่ตรง ใครจะต้องรับผิดชอบ ก็ต้องมีการสอบสวน เอาผู้ที่กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ถ้า นายกอภิสิทธิ์ จะทำนโยบายปราบคนโกง ก็จะเป็นการเรียกคะแนนนิยมกับ ปชป โดยปริยาย แต่ขอให้ทำจริง ๆ จัง ๆ อย่าทำได้แค่พูดโปรยยาหอมเพียงอย่างเดียว อันนี้ก็เป็นการทำลาย ปชป โดยอ้อมเช่นกัน
ความคิดเห็นที่ 1
Chuan , 1 กรกฎาคม 2552 08:23
It is good solution to such a big waste created by corrupt politicains & officials. By the ways, those corrupt people should go to jail or be part of the Lamyai charcoal.
Do they escape ?
Amazing Thailand!