หากเป็นไปตามที่เป็นข่าว วันนี้จะมีการเสนอคณะรัฐมนตรี ให้พิจารณาตั้งองค์กรใหม่เรื่องน้ำ ชื่อ คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ
ซึ่งจะมีชื่อย่อว่า “กนอช.” และจะมีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน
คณะกรรมการใหม่ชุดนี้ ว่ากันว่า จะมีอำนาจคุมเบ็ดเสร็จในการสั่งการและกำหนดนโยบายการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้ ยังจะมีกรรมการบริหารอีกหนึ่งชุด ที่มี นายกฯ เป็นประธาน เช่นกัน และจะแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาตรา 31 โดยให้นายกฯ มีอำนาจบริหารจัดการภัยพิบัติได้...แม้ว่าภัยนั้นจะยังไม่เกิดขึ้น แต่หากรู้ว่ากำลังจะเกิดขึ้นก็สั่งการได้
คุณวิเชียร ชวลิต เลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) บอกกับนักข่าวด้วยว่าหากโครงการไหนมีความจำเป็นเร่งด่วน ก็สามารถใช้ดุลยพินิจในการใช้วิธีพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้างได้
ตามเงื่อนไขใหม่นี้การจัดซื้อด้วยวิธีการพิเศษนี้สามารถลดเวลาให้เหลือน้อยกว่า 28 วันได้ แต่ต้องรายงานให้ ครม. ทราบ
หากเป็นไปตามข่าว ก็คงจะเข้ากับแนวทางที่ นายกฯ เคยพูดหลายครั้งถึงการปรับโครงสร้าง ให้มี “single command” หรือระบบบริหารภายใต้การบังคับบัญชาสายเดียว ผ่านคนกลุ่มเดียว และให้ทุกอย่างมาขึ้นตรงต่อคณะกรรมการชุดนี้
คำว่า “บูรณาการ” และ “เอกภาพ” ก็คงจะกลับมาเป็นถ้อยคำสำหรับการป้องกัน และแก้ปัญหาน้ำท่วมอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่เกิดคำถามอย่างกว้างขวางว่าปีนี้จะท่วมหนักเหมือนปีที่แล้วหรือไม่? และงบพิเศษ 350,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลได้ประกาศว่าจะนำมาใช้นั้นจะออกมาเป็นแผนปฏิบัติการที่ชาวบ้านมีความอุ่นใจได้อย่างไร
อ่านข่าวแล้วก็ยังไม่อาจจะแน่ใจได้ว่าคนทั่วไปจะเข้าใจการทำงานของรัฐบาล, ครม. กระทรวง ทบวง กรม และคณะกรรมการมากมายต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน
เดิมทีนั้น คนทั่วไปก็ย่อมจะเข้าใจว่าคณะกรรมการ “ยุทธศาสตร์” สองชุดใหญ่ที่ นายกฯ ตั้งมานั้น น่าจะมี “ทีเด็ด” เพียงพอ ที่จะทำให้รัฐบาล “เอาอยู่” กับปัญหาน้ำของปีนี้ได้แล้ว
เพราะมีแต่คนดังๆ เก่งๆ และผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำท่วมครบถ้วนกระบวนความอยู่ในสองคณะกรรมการชุดนี้แล้ว
และนายกฯ ก็เป็นประธาน ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษาใหญ่ และ “กูรู” เรื่องน้ำดังๆ ของประเทศก็อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ทั้งหมดแล้ว
ส่วนคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานนั้น ก็มีคนเก่งทางด้านต่างๆ ครบถ้วนเช่นกัน
หลายคนบอกด้วยซ้ำไปว่าเอากรรมการสองชุดนี้มานั่งร่วมกันเมื่อไหร่ ก็ดูจะมีบารมีมากกว่าคณะรัฐมนตรีทั้งชุดด้วยซ้ำไป
ทำไมต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่? และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ตั้งขึ้นแล้ว คณะกรรมการยุทธศาสตร์สองชุดเดิมจะสลายตัวไปหรือไม่? และหากมีคณะกรรมการ “single command” แล้ว ข้อเสนอทั้งหลายทั้งปวงของคณะกรรมการยุทธศาสตร์สองชุดนี้จะส่งไปที่ไหน? ไปที่ ครม. หรือที่คณะกรรมการ “กนอช.”?
และหากตั้ง “กนอช.” แล้ว อำนาจของคณะรัฐมนตรีในเรื่องป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร?
หากการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่นี้เพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างด้วย “วิธีการพิเศษ” ได้สะดวกขึ้น ก็จะมีคำถามต่อมาว่า ครม. และ กยอ. กับ กยน. และคณะกรรมการต่างๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วม อุทกภัย ภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะต้องยุบไปหรือไม่ เพื่อให้เกิด “เอกภาพ” อย่างแท้จริง?
เพราะว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว ปัญหาของความล้มเหลวในการป้องกันและแก้ปัญหาอภิมหาอุทกภัยของปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่มี “คณะกรรมการ” ที่อยู่ใต้การสั่งการของนายกฯ คนเดียว (เพราะนายกฯ มีอำนาจอยู่แล้ว) หากแต่อยู่ที่การบริหารคนและข้อมูล วิเคราะห์ข่าวสาร และ การสื่อสารกับประชาชนให้ทันกับเหตุการณ์
ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้แก้ด้วยการตั้งคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง หากแต่อยู่ที่การรู้ว่าใครต้องทำอะไร เมื่อไหร่ และสามารถบริหารวิกฤติได้อย่างฉับพลันทันกาล โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผย โปร่งใส และ ให้ภาคเอกชนเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันและรับมือหรือไม่ เพียงใด

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น