นี่เป็นประโยคที่คนไทยบางคนกำลังตั้งประเด็นระหว่างกันเมื่อเห็นพม่า เปิดประเทศอย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม
ขณะที่ไทยเรานอกจากจะไม่ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ยังทำท่าเหมือนว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่ขยายตัวทุกขณะจะกระชากลากถูกประเทศไปสู่วงจรแห่งความเลวร้ายเพิ่มมากขึ้น
รัฐบาลพม่า กำลังเปิดกว้าง, ปล่อยนักโทษการเมือง, สงบศึกกับกองกำลังชนกลุ่มน้อย, และร่างกฎหมายส่งเสริมการลงทุน
ไทยกำลังตึงเครียดด้วยความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่อง และเริ่มไม่แน่ใจว่าจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศเรื่องน้ำจะท่วมซ้ำปีนี้หรือไม่ และเสถียรภาพการเมืองที่คลอนแคลนก็เป็นคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีใครตอบได้
รายงานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ล่าสุดบอกว่าพม่ามีศักยภาพที่จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญเพียงพอที่จะผลักดันให้เป็น “พรมแดนเศรษฐกิจแนวใหม่” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทีเดียว
วันก่อนเห็นข่าวว่ารัฐมนตรีพลังงานของเขา (Than Htay) บอกรอยเตอร์ว่า ก๊าซธรรมชาติที่จะนำขึ้นมาจากแหล่งต่างๆ หลังปี 2013 นั้นจะเก็บไว้ใช้เองในประเทศ ไม่ส่งขายออกไปนอกบ้าน
โดยประมาณว่าก๊าซธรรมชาติทั้งหมดอยู่ที่ 22.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งเกือบจะเป็นสองเท่าของปริมาณที่บริษัท BP เคยประเมินเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว
รัฐมนตรีคนนี้บอกว่าสัญญาที่มีกับจีนและไทยที่จะขายก๊าซธรรมชาติให้นั้นจะยังมีผลต่อไป แต่หลังจากนั้นก็จะพยายามเก็บทรัพยากรธรรมชาติเอาไว้พัฒนาประเทศเอง
บทวิเคราะห์ของไอเอ็มเอฟ บอกว่า รัฐบาลใหม่ของพม่ามีโอกาสครั้งสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ที่จะริเริ่มกระบวนการพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน
และเพื่อจะบรรลุเป้าหมายนั้น พม่าต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ, แรงงานหนุ่มสาว และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ให้เกิดประโยชน์แก่ตนสูงสุด
ก้าวแรกที่จะต้องทำคือการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
เราเห็นประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่าไปนั่งเจรจากับนายกฯ ลี เซียน หลุง ของสิงคโปร์ เพื่อขอให้ประเทศนั้นช่วยมาให้คำปรึกษาเรื่องปฏิรูปเศรษฐกิจ
เราเห็นรัฐบาลพม่าขอให้ญี่ปุ่นเข้ามาช่วยชี้แนะนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะญี่ปุ่นจะเป็นประเทศแรกๆ ที่จะยกพวกกันเข้ามาปักหลักใน “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ที่จะเปิดขึ้นในเร็วๆ วันนี้แน่นอน
ขณะที่ไทยเรามีคำถามว่างบมหาศาล 3.5 แสนล้านบาทที่จะนำไปฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมใหญ่นั้นจะทำกันอย่างไร มีแผนในรายละเอียดเพียงใด และจะมีการระดมความเชี่ยวชาญจากทั่วโลกเพื่อจะสร้างความมั่นใจอย่างยั่งยืนได้หรือไม่
ขณะที่รัฐบาลกลางพม่าพยายามจะหาทางยุติการสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธต่างๆ เพื่อเจรจาให้ชาติพันธุ์ทั้งหลายมีโอกาสปกครองตนเองในหลายๆ ด้าน, ปัญหาความรุนแรงทางภาคใต้ของไทยก็ยังไม่มีทีท่าจะสลายหายไปในเร็ววันได้
ขณะที่การส่งออกข้าวของเรากำลังจะถูกเวียดนามแซงเพราะนโยบายภายในของประเทศเอง, พม่าก็กำลังเร่งสร้างระบบเกษตรของเขาให้สามารถผลิตข้าวปลาอาหารให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาเพื่อยกมาตรฐานการครองชีพของชาวบ้านให้สูงขึ้น
พม่าขอให้ไอเอ็มเอฟ มาให้คำปรึกษาว่าจะทำอย่างไรให้เงินสกุล “จ๊าด” ของเขาจะเป็นที่ยอมรับในตลาดระหว่างประเทศ เพราะเขายอมรับว่าการมีอัตราแลกเปลี่ยนสองระบบ (ใต้ดินและบนดิน) นั้นย่อมจะไม่เอื้อต่อการสร้างชาติในโลกสมัยใหม่นี้แน่นอน
พม่าจะต้องหยุดพิมพ์แบงก์เพิ่มเองเพื่อลดงบประมาณขาดดุลอย่างที่เคยทำมาตลอด เพราะเผด็จการทหารคิดเอาเองว่าฉันต้องการเงินเท่าไหร่ ฉันก็พิมพ์เองได้ แต่สังคมโลกเขายอมรับวิธีการเหนือกฎกติกามารยาทของคนทั้งโลกไม่ได้
พม่ากำลังจะปรับปรุงระบบของสถาบันการเงินเช่นกัน และผมจะไม่แปลกใจเลยหากในแผนใหญ่ของเขานั้นจะมีเรื่องการเปิดตลาดหุ้น, และการเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินการทองของเขาภายใต้เงื่อนไขที่จะเขียนขึ้นมา โดยเน้นหนักที่ “นวัตกรรมและจริยธรรม” อย่างที่ออง ซาน ซูจี เธอได้ประกาศเป็นแนวทางของเธอไว้ในการกล่าวคำปราศรัยผ่านวีดิโอไปยังที่ประชุม World Economic Forum เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นี่คือภาพเปรียบเทียบที่คนข้างนอกจะต้องมองไทยกับพม่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากจำได้ เมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้ ไทยเคยประกาศจะเป็น “เสือตัวที่ห้า” ของเอเชียทางด้านเศรษฐกิจ....แต่เมื่อ “ศรีธนญชัย” และ “นักเลงหัวไม้” ครอบงำ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” มาหลายปี
วันนี้เราก็กลายเป็น “แมวป่วย” ตัวใหม่ของเอเชียที่ยังติดอยู่ในกับดักของตัวเองเท่านั้น
Tags : พม่ากำลังไต่เขา • ไทยกำลังลงเหว

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น