กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 01:00
กาแฟดำ
กาแฟดำ

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ... อิสราเอลถล่มอิหร่าน... ฉากเผชิญหน้าที่พลิกโฉมโลกได้

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

น้ำมันดิบที่ราคา 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โลกปั่นป่วนแน่ โอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้มีกี่เปอร์เซ็นต์

  ที่ผมกลัวไม่ใช่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนทำให้การขนส่งน้ำมันโลกต้องชะงักเพื่อกดดันสหรัฐ

 แต่ที่น่าหวาดหวั่นมากกว่า คือ แผนลับของอิสราเอล ที่จะถล่มจุดที่ตั้งโรงงานอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

 เพราะหากเป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นชนวนทำให้เกิดสงครามกว้างไกลในตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 และนั่นแปลว่า ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ จีน ยุโรป รัสเซีย จะถูกบังคับด้วยผลประโยชน์แห่งตน เพื่อให้เลือกข้างในการเผชิญหน้าด้วยกำลังระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอ

 สงครามรอบใหม่ หากระเบิดขึ้นจะมีผลไปทั้งโลกในพริบตาเพราะโลกไซเบอร์ รวดเร็วทันกาล และทรัพยากรธรรมชาติสำคัญเช่นน้ำมันจะกลายเป็นตัวประกัน ที่จะใช้เป็นอำนาจต่อรองของหลายๆ ฝ่าย

 ทั้งอิหร่านและอิสราเอล (ที่หนุนหลังโดยมะกัน) ต่างก็ใช้วิธีการเกทับบลัฟแหลก เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตน

 สหรัฐและอิสราเอลประกาศโจ่งแจ้งว่าหากอิหร่านไม่ยุติความพยายามที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ก็จะต้องเผชิญกับวิธีการกดดันทุกอย่าง และไม่เว้นแม้แต่วิธีการทางทหาร แม้จะเน้นว่าการใช้กำลังเพื่อให้อิหร่านยุติการสร้างอาวุธร้ายแรงนั้น จะเป็น "หนทางสุดท้าย มิใช่ทางเลือกทางแรก" ก็ตาม

 ถามว่าอิหร่านรู้ไหมว่าอิสราเอลมีแผนปฏิบัติการละเอียดถึงขั้นที่กำหนดเป้าถล่มทางอากาศ ณ จุดที่พัฒนาแร่ยูเรเนียม โรงงานนิวเคลียร์ ฐานทัพ ท่าเรือสำคัญๆ รวมไปถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์

 รู้ยิ่งกว่ารู้ แต่ก็ตอบโต้ด้วยการเมืองและการทูต ที่จะยันไม่ให้อิสราเอลมีเหตุที่จะอ้างเพื่อการโจมตีประเทศของตน
 เพราะการกระทำเช่นนั้น ย่อมเป็นการคุกคามอย่างเปิดเผย อันเป็นเรื่องที่ผิดกติกาของสหประชาชาติ

 อิสราเอลต้องการจะทำทุกอย่างเพื่อให้อิหร่านชะลอการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างน้อยสองปี แต่วงในของรัฐบาลอิสราเอลยอมรับว่าไม่มีสมรรถภาพพอที่จะทำตามเป้าหมายนั้นได้ อย่างเก่งก็อาจจะดึงไม่ให้กระบวนสร้างอาวุธร้ายแรงนั้นช้าไปหลายๆ เดือนเท่านั้นเอง

 ดังนั้น การที่สหรัฐและชาติตะวันตกมีมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองต่ออิหร่านล่าสุด จึงเป็นการสร้างแรงกดดันทางการเมืองและการทูตเพื่อเตือนให้อิหร่านรู้ว่ากำลังต้องเผชิญกับการกดดันอย่างต่อเนื่อง

 ผู้นำอิหร่านตอบโต้ด้วยการบอกว่าถ้าสหรัฐ และพวกเล่นเกมกดดันอย่างนี้ อิหร่าน ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกเพื่อฟ้องประชาคมสากลว่าตนถูกรังแก และไม่มีทางต่อสู้อย่างอื่นนอกจากจะต้องเล่นเกมที่ตนถนัดและทำเท่าที่ประเทศเล็กๆ ที่ถูกกลั่นแกล้งจะทำได้เท่านั้น

 ถามว่าอิสราเอลกล้าถล่มโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านจริงไหม

 ย้อนดูประวัติศาสตร์จะเห็นว่าอิสราเอล เคยทำอย่างนี้กับอิรักมาแล้ว...เมื่อปี 1981 อิสราเอล ส่งเครื่องบิน F-16 หนึ่งฝูงไปทิ้งระเบิดโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ Osirak ของอิรัก

 ต่อมาในปี 2007 ปฏิกรณ์นิวเคลียร์ลับของซีเรียในทะเลทรายทางตะวันตกของเมืองดามาสกัส ถูกถล่มราบเป็นหน้ากลอง...ถึงวันนี้ รัฐบาลอิสราเอลยังไม่ยอมรับว่าเป็นปฏิบัติการของตน แม้นักสังเกตการณ์ทั้งหลายจะเห็นพ้องต้องกันว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของใคร ต้องเป็นอิสราเอลเท่านั้น

 เหตุผลของอิสราเอลที่ทำเช่นนั้นมีประการเดียว นั่นคือ การที่ประเทศใกล้เคียงสร้างอาวุธนิวเคลียร์ย่อมจะเป็นอันตรายและคุกคามต่อความมั่นคงของตนเอง จึงใช้ยุทธศาสตร์ "ฉันโจมตีแกก่อนที่แกจะโจมตีฉันได้"

 ข่าวกรองตะวันตกบอกว่าอิหร่านได้บทเรียนเช่นนั้น จึงกระจายหน่วยพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และฐานปฏิบัติการที่สำคัญทางความมั่นคงไปทั่วประเทศ เพื่อไม่รวมกันอยู่ในจุดที่ง่ายต่อการโจมตีทางอากาศอย่างที่อิรักและซีเรียเคยโดนมาแล้ว

 ดังนั้น หากอิสราเอลจะใช้วิธีการ "ถล่มสายฟ้าแลบ" อย่างที่เคยทำมา อิหร่านก็แน่ใจว่าจะไม่อยู่ในสภาพตั้งรับโดยไม่มีทางต่อสู้

 ถึงวันนี้ ผมก็ยังเชื่อว่าอิหร่านจะยังไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ นอกเสียจากว่าจะโดนรุกหนักทางด้านอื่นๆ อีกทั้งเกมการทูตของอิหร่านนั้นก็คล่องแคล่วพอตัว เพราะประธานาธิบดี อาห์มาดิเนจัด ประกาศว่าพร้อมจะนั่งลงพูดคุยกับสหรัฐและประเทศอื่นๆ เสมอ

 แต่ขณะเดียวกัน ก็ยืนยันว่าจะไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อสหรัฐ และอิสราเอล เป็นอันขาด

 ที่ไม่น่าไว้ใจ ก็คือ ปฏิบัติการลับ ลวง พราง แบบสายฟ้าแลบของอิสราเอลที่จะลุยเข้าทำลายฐานที่ตั้งนิวเคลียร์ของอิหร่านและเกิดพลาดพลั้งกลายเป็นสงครามใหญ่นั่นแหละ

 เราจึงยังต้องหวังว่าทุกฝ่ายจะยอมนั่งลงเจรจาแทนที่จะฟาดฟัน เพื่อเอาชนะคะคานกันอย่างน่ากลัว

 เพราะอะไรที่เกิดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ก็จะมีผลต่อราคาขายปลีกที่ปั๊มน้ำมันอย่างช่วยไม่ได้...และผลร้ายจะไม่ใช่เพียงแค่ราคาน้ำมัน เพราะมันจะกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกอย่างหนักหน่วงทันควันอีกด้วย

Tags : อิสราเอ อิหร่าน ฉากเผชิญหน้าที่พลิกโฉมโลกได้

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    ssss15

    เท่าที่ทราบ
    ยิวโดนเยอรมันฆ่าล้างเผ่าพันธ์
    หลังสงคราม
    เขาก็ชี้นิ้วให้อิสราเอล
    เข้าไปตั้งรกรากในพื้นที่ๆล้อมรอบด้วยอาหรับ
    ซึ่งก็คือประเทศอิสราเอลจนถึงทุกวันนี้

    นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งและเป็นมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

    คนใหญ่คนโตในสหรัฐมีเชื้อสายยิวก็มาก
    สหรัฐจึงเสมือนมีกองกำลังฝ่ายตนอยู่ในแดนอาหรับ
    และเป็นกองกำลังที่ดุดัน เฉียบขาด แม้นมีกำลังน้อยกว่า

    คงจะหนีไม่พ้น
    สงครามอาหรับอีกครั้ง

    เดี๋ยว สหรัฐ อิสราเอล อังกฤษ ฝรั่งเศส อาจจะ เยอรมัน ด้วย
    คงหาเหตุผลในการโจมตีอิหร่านได้อยู่แล้ว
    ป่านนี้อิหร่านอาจจะมี อาวุธนิวเคลียร์ แล้วก็ได้
    เลือดเข้าตา
    มักจะมองทางข้างหน้าไม่เห็น
    หรือเห็นแต่ไม่ชัด
    2012 ถึงโลกไม่แตก ก็คงใกล้เคียง

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    เท่าที่พวกเราเรียนรู้อาจพอบอกได้ว่า
    อย่าไว้ใจฝรั่งชาตินกและพวกตะวันตก
    ทุกที่ๆมีความขัดแย้ง เขาก็หวังได้ประโยชน์
    จากการถือหางใครสักข้าง หากขัดแย้งรุนแรง
    เขาก็ได้ขายอาวุธและเทคโนโลยีทางการทหาร
    กรณีนี้เขาอาจจะอยากให้"น้ำมันแพง"
    เพื่อชะลอการฟื้นตัวของอียู และคิดว่าจะ
    เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของจีน
    อันจะเป็นโอกาสให้ตัวเองได้เร่งการเติบโตภายในประเทศได้คืนสังเวียนการแข่งขัน
    ที่คิดว่าพอฟัดพอเหวี่ยง ไม่ถูกทิ้งห่าง
    ในเรื่องการทำมาหากินอย่าง"หลุดลุ่ย"ขนาดนี้

    ความมั่นคงกับอาวุธนิวเคลียร์ดูจะเป็น
    "มรดกบาป"ของคู่ขัดแย้งในยุคสงครามเย็น
    ที่ตกทอดมาถึงวันนี้ที่โลกก้าวหน้า
    ถึงแม้พวกโดนล้างสมองที่คอร์แนลจะบอกว่า
    ไม่มีพรมแดน แต่เราก็ก้ามข้าม"ความหวาดระแวง"ต่อกันไม่พ้น  ทั้งโดยธรรมชาติ
    และผ่านการเสกสรรปั้นแต่งของมหาอำนาจ
    ใช่หรือที่พอมีใครพัฒนานิวเคลียร์
    แล้วจะมาอ้างเรื่องความมั่นคง
    ยกพลไปถล่มเขาได้ตามใจตัวเอง
    ถ้าไม่ใช่อิหร่าน แต่เป็นพม่า เวียตนาม
    หรือแม้แต่ประเทศไทยที่อาจมีความจำเป็น
    ต้องใช้ยูเรเนียมสมรรถนะสูงในการวิจัย
    ขั้นสุดยอดสักตัน 2 ตันแล้วมันจะเป็นยังไง?

    คือบางทีก็ยากจะเข้าใจแนวคิดเก่าๆ
    ที่เขาใช้อ้างกันอยู่ในเวลานี้ทั้งที่
    ไม่เคยสำเร็จ และไม่มีวี่แววว่าจะสำเร็จ
    ดูไร้วิวัฒนการมาตลอดหลังสงครามเย็น
    ใยจะมา"จมปลัก"กับมุมมองของฝรั่ง
    ที่หลายเรื่องอาจไม่มีความสร้างสรรค์ 
    หรือช่วยจรรโลงสังคมแต่อย่างใด?

    หรือใครมี"แผนชั่ว"ออกข่าวผ่านสื่อมวลชน
    "ในอาณัติ" ว่าอิหร่านเร่งพัฒนาอาวุธ
    นิวเคลียร์และมีในครอบครองจำนวนมาก 
    เพื่อหวังใช้เป็น"ประเด็น"ยั่วยุฝ่ายไหนก็ได้
    ให้ใช้กำลังต่อกันจนลุกลามเข้าช่อง
    ทางการทหารของ U.N. ก็จะเป็น
    การเปิดโอกาสให้"ทหารนอมินี"ของ
    "บางชาติ" เข้ายึดแหล่งน้ำมันของโลก
    อีกแห่ง...แผนการนี้ออกจะคุ้นๆ
    ถ้าใครทะลึ่งไปทำ คงต้องบอกว่า
    "หน้าด้านสุดๆ"และน่ารังเกียจชนิดที่ว่า
    ควรต้องขับออกจากประชาสังคมโลกทีเดียว

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement