น้ำมันดิบที่ราคา 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โลกปั่นป่วนแน่ โอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้มีกี่เปอร์เซ็นต์
ที่ผมกลัวไม่ใช่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนทำให้การขนส่งน้ำมันโลกต้องชะงักเพื่อกดดันสหรัฐ
แต่ที่น่าหวาดหวั่นมากกว่า คือ แผนลับของอิสราเอล ที่จะถล่มจุดที่ตั้งโรงงานอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
เพราะหากเป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นชนวนทำให้เกิดสงครามกว้างไกลในตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และนั่นแปลว่า ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ จีน ยุโรป รัสเซีย จะถูกบังคับด้วยผลประโยชน์แห่งตน เพื่อให้เลือกข้างในการเผชิญหน้าด้วยกำลังระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล
สงครามรอบใหม่ หากระเบิดขึ้นจะมีผลไปทั้งโลกในพริบตาเพราะโลกไซเบอร์ รวดเร็วทันกาล และทรัพยากรธรรมชาติสำคัญเช่นน้ำมันจะกลายเป็นตัวประกัน ที่จะใช้เป็นอำนาจต่อรองของหลายๆ ฝ่าย
ทั้งอิหร่านและอิสราเอล (ที่หนุนหลังโดยมะกัน) ต่างก็ใช้วิธีการเกทับบลัฟแหลก เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตน
สหรัฐและอิสราเอลประกาศโจ่งแจ้งว่าหากอิหร่านไม่ยุติความพยายามที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ก็จะต้องเผชิญกับวิธีการกดดันทุกอย่าง และไม่เว้นแม้แต่วิธีการทางทหาร แม้จะเน้นว่าการใช้กำลังเพื่อให้อิหร่านยุติการสร้างอาวุธร้ายแรงนั้น จะเป็น "หนทางสุดท้าย มิใช่ทางเลือกทางแรก" ก็ตาม
ถามว่าอิหร่านรู้ไหมว่าอิสราเอลมีแผนปฏิบัติการละเอียดถึงขั้นที่กำหนดเป้าถล่มทางอากาศ ณ จุดที่พัฒนาแร่ยูเรเนียม โรงงานนิวเคลียร์ ฐานทัพ ท่าเรือสำคัญๆ รวมไปถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์
รู้ยิ่งกว่ารู้ แต่ก็ตอบโต้ด้วยการเมืองและการทูต ที่จะยันไม่ให้อิสราเอลมีเหตุที่จะอ้างเพื่อการโจมตีประเทศของตน
เพราะการกระทำเช่นนั้น ย่อมเป็นการคุกคามอย่างเปิดเผย อันเป็นเรื่องที่ผิดกติกาของสหประชาชาติ
อิสราเอลต้องการจะทำทุกอย่างเพื่อให้อิหร่านชะลอการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างน้อยสองปี แต่วงในของรัฐบาลอิสราเอลยอมรับว่าไม่มีสมรรถภาพพอที่จะทำตามเป้าหมายนั้นได้ อย่างเก่งก็อาจจะดึงไม่ให้กระบวนสร้างอาวุธร้ายแรงนั้นช้าไปหลายๆ เดือนเท่านั้นเอง
ดังนั้น การที่สหรัฐและชาติตะวันตกมีมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองต่ออิหร่านล่าสุด จึงเป็นการสร้างแรงกดดันทางการเมืองและการทูตเพื่อเตือนให้อิหร่านรู้ว่ากำลังต้องเผชิญกับการกดดันอย่างต่อเนื่อง
ผู้นำอิหร่านตอบโต้ด้วยการบอกว่าถ้าสหรัฐ และพวกเล่นเกมกดดันอย่างนี้ อิหร่าน ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกเพื่อฟ้องประชาคมสากลว่าตนถูกรังแก และไม่มีทางต่อสู้อย่างอื่นนอกจากจะต้องเล่นเกมที่ตนถนัดและทำเท่าที่ประเทศเล็กๆ ที่ถูกกลั่นแกล้งจะทำได้เท่านั้น
ถามว่าอิสราเอลกล้าถล่มโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านจริงไหม
ย้อนดูประวัติศาสตร์จะเห็นว่าอิสราเอล เคยทำอย่างนี้กับอิรักมาแล้ว...เมื่อปี 1981 อิสราเอล ส่งเครื่องบิน F-16 หนึ่งฝูงไปทิ้งระเบิดโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ Osirak ของอิรัก
ต่อมาในปี 2007 ปฏิกรณ์นิวเคลียร์ลับของซีเรียในทะเลทรายทางตะวันตกของเมืองดามาสกัส ถูกถล่มราบเป็นหน้ากลอง...ถึงวันนี้ รัฐบาลอิสราเอลยังไม่ยอมรับว่าเป็นปฏิบัติการของตน แม้นักสังเกตการณ์ทั้งหลายจะเห็นพ้องต้องกันว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของใคร ต้องเป็นอิสราเอลเท่านั้น
เหตุผลของอิสราเอลที่ทำเช่นนั้นมีประการเดียว นั่นคือ การที่ประเทศใกล้เคียงสร้างอาวุธนิวเคลียร์ย่อมจะเป็นอันตรายและคุกคามต่อความมั่นคงของตนเอง จึงใช้ยุทธศาสตร์ "ฉันโจมตีแกก่อนที่แกจะโจมตีฉันได้"
ข่าวกรองตะวันตกบอกว่าอิหร่านได้บทเรียนเช่นนั้น จึงกระจายหน่วยพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และฐานปฏิบัติการที่สำคัญทางความมั่นคงไปทั่วประเทศ เพื่อไม่รวมกันอยู่ในจุดที่ง่ายต่อการโจมตีทางอากาศอย่างที่อิรักและซีเรียเคยโดนมาแล้ว
ดังนั้น หากอิสราเอลจะใช้วิธีการ "ถล่มสายฟ้าแลบ" อย่างที่เคยทำมา อิหร่านก็แน่ใจว่าจะไม่อยู่ในสภาพตั้งรับโดยไม่มีทางต่อสู้
ถึงวันนี้ ผมก็ยังเชื่อว่าอิหร่านจะยังไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ นอกเสียจากว่าจะโดนรุกหนักทางด้านอื่นๆ อีกทั้งเกมการทูตของอิหร่านนั้นก็คล่องแคล่วพอตัว เพราะประธานาธิบดี อาห์มาดิเนจัด ประกาศว่าพร้อมจะนั่งลงพูดคุยกับสหรัฐและประเทศอื่นๆ เสมอ
แต่ขณะเดียวกัน ก็ยืนยันว่าจะไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อสหรัฐ และอิสราเอล เป็นอันขาด
ที่ไม่น่าไว้ใจ ก็คือ ปฏิบัติการลับ ลวง พราง แบบสายฟ้าแลบของอิสราเอลที่จะลุยเข้าทำลายฐานที่ตั้งนิวเคลียร์ของอิหร่านและเกิดพลาดพลั้งกลายเป็นสงครามใหญ่นั่นแหละ
เราจึงยังต้องหวังว่าทุกฝ่ายจะยอมนั่งลงเจรจาแทนที่จะฟาดฟัน เพื่อเอาชนะคะคานกันอย่างน่ากลัว
เพราะอะไรที่เกิดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ก็จะมีผลต่อราคาขายปลีกที่ปั๊มน้ำมันอย่างช่วยไม่ได้...และผลร้ายจะไม่ใช่เพียงแค่ราคาน้ำมัน เพราะมันจะกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกอย่างหนักหน่วงทันควันอีกด้วย
Tags : อิสราเอ • อิหร่าน • ฉากเผชิญหน้าที่พลิกโฉมโลกได้

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น