น่าเป็นห่วงครับถ้าหากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ยังไม่แน่ใจว่าจะลงทุนต่อ หรือจะย้ายฐานการผลิต
เพราะไม่มั่นใจว่าน้ำจะท่วมใหญ่อีกรอบหรือไม่
เพราะแปลว่าที่ผ่านมาหลายเดือน แม้รัฐบาลจะประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะไม่มีน้ำท่วมอีกแล้ว “ชั่วกัลปาวสาน” และได้คุยกับนักลงทุนแล้ว ส่วนใหญ่ยังมั่นใจที่จะลงทุนต่อไป
แต่ล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บอกว่า จากการไปพบนักลงทุนต่างประเทศ ขณะนี้นักลงทุน 50% กับ 50% แล้วที่กำลังจะตัดสินใจว่าจะลงทุนในประเทศไทยต่อไปหรือไม่ ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านอย่างเร่งด่วน
และเป็นจังหวะการพูดหลังจากที่นายกฯ กลับจากการพบปะระดับนำของโลกทั้งทางการเมืองและธุรกิจที่ World Economic Forum ที่ดาวอสมาแล้ว
ทำให้ไม่แน่ใจว่าจากที่เคยฟังเหมือนมั่นใจเกือบ 100% มาเหลือที่ 50% นั้นมีสาเหตุจากอะไร?
หรือนั่นเป็นวาทกรรมในวันที่รัฐบาลต้องการให้สภาผ่านความเป็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินสองฉบับที่อยู่ในสภา?
ถูกต้องแล้วที่นายกฯ บอกว่าไม่อยากจะให้เรื่องสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างนี้เป็นเรื่องการ “เล่นการเมือง” เพราะหาก “การเมือง”หมายถึงการแก่งแย่งผลประโยชน์ และเอาชนะคะคานกันโดยไม่สนใจความเป็นไปของบ้านเมือง, ก็สมควรที่จะต้องเอาการเมืองออกจากความเป็นจริง
แต่คำว่า “การเมือง” ย่อมหมายถึงความรับผิดชอบและการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักด้วย...ดังนั้น “การเมือง” จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงความล้มเหลวหรือการกระทำการที่อยู่ตรงกันข้ามกับความถูกต้องเสมอไป
หากทำ “การเมือง” ให้เป็นการเมืองในความหมายที่แท้จริง
วันนี้ สิ่งที่เราเคยได้ยินจาก “นักการเมือง” ว่านักลงทุนต่างชาติยังมีความมั่นใจที่จะลงทุนต่อในไทยกลับกลายเป็นเรื่องที่เอาแน่ไม่ได้เสียแล้ว
คุณพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยบอกว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เริ่มย้ายฐานการผลิตจากไทยแล้ว โดยมีสัญญาณจากการที่ “ซัมซุง” เลือกตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาหรือ R&D ที่กรุงฮานอย
ขณะที่ “โตชิบา” ก็เลือกอินเดีย เป็นศูนย์ R&D แล้วแทนที่จะเลือกประเทศไทย
อย่างที่เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่าหากนายกฯ หรือรัฐมนตรีหรือที่ปรึกษาใหญ่ของไทยเราไปสนทนากับนักธุรกิจต่างประเทศเรื่องนี้ เขาก็จะตอบอย่างสุภาพว่ายังมั่นใจในไทย และหวังว่ารัฐบาลไทยจะสามารถป้องกันน้ำท่วมใหญ่ในปีใหม่นี้
ประโยคหลังนี่แหละคือคำตอบ, ส่วนประโยคแรกนั้นเป็นเรื่องของมารยาทแบบคนเอเชียพูดกันเองเพื่อไม่ให้เสียความรู้สึก
ส่วนการตัดสินใจจริงๆ นั้น สำนักงานใหญ่ของบริษัทยักษ์ๆ ทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่คำหวานของประธานหรือกรรมการผู้จัดการบริษัทที่มาพบกับผู้นำของไทย หากแต่อยู่ที่ฝ่ายวิเคราะห์และผู้ปฏิบัติงานจริงๆ ที่จะนำเสนอคณะกรรมการบริษัทของเขาด้วยตัวเลข, บทวิเคราะห์และการเปรียบเทียบว่าประเทศไหนมีความเสี่ยงมากน้อยกว่ากัน และอนาคตของการลงทุนควรจะไปตั้งอยู่ที่ใด
ไทยจึงถูกวางเป็นตัวเปรียบเทียบทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนเมื่อวางเคียงข้างกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ในฐานะเป็น “ฐานการผลิตในวันพรุ่งนี้” มิใช่เรื่องในอดีตที่หวานชื่นหรือปัจจุบันที่ยังขาดความแน่นอน
ดังนั้น, สิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องเร่งทำจึงคือ “แผนปฏิบัติ” หรือ action plans มิใช่เพียงแค่แผนภาพรวมที่มีแต่ตัวเลขเงินงบประมาณที่จะใช้ เพราะความมั่นใจมาจากการสามารถทำตามแผน, มิใช่เพียงแค่มีแผนสวยหรูหรือเงินก้อนใหญ่
เขาต้องการรู้เหมือนที่คนไทยเรียกร้องหาคำตอบว่าแผนปฏิบัติการในรายละเอียดอยู่ที่ไหน? ใครจะเป็นคนทำ? กรอบเวลาเป็นอย่างไร? หากเกิดเหมือนปีที่แล้ว, ปัญหาแต่ละข้อที่เคยเจอมาจะแก้อย่างไร? ความรับผิดชอบของคณะกรรมการต่างๆ มีอยู่อย่างไร? ที่บอกว่ามีการบูรณาการอย่างชัดเจนหรือ Single Command ที่ในสั่งการและแก้ปัญหาฉับพลันทันท่วงทีนั้นเป็นอย่างไร?
นี่คือโจทย์ที่จะต้องตอบเพื่อขยับสัดส่วนความมั่นใจหรือไม่มั่นใจจาก 50:50 เป็น 100:00 ก่อนที่มันจะสะดุดกลายเป็น 80:20

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น