หลังรู้ผลการหยั่งเสียงขั้นต้นที่รัฐฟลอริดาเมื่อวานตอนสายๆ ผมสรุปได้เลยว่า
พรรครีพับลิกัน จะส่ง นายมิตต์ รอมนีย์ (นักการเมือง เศรษฐี นักธุรกิจ) อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับ บารัก โอบามา จากพรรคเดโมแครต แน่นอน
คะแนนของรอมนีย์ อยู่ที่ประมาณ 47% ขณะที่เบอร์สอง คือ นิวท์ กิงริช ได้ 32% ถือว่าชนะขาดเป็นครั้งแรกในรัฐใหญ่
แม้ว่าจะยังเหลืออีกหลายสิบรัฐที่ต้องเลือกตั้งขั้นต้นแบบเดียวกันนี้จนกว่าพรรครีพับลิกัน จะประกาศเลือกตัวแทนคนเดียวเข้าแข่งในเดือนสิงหาคม แต่คู่แข่งคนอื่นของรอมนีย์ ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ หล่นหายข้างทางไปทีละคนสองคน
คนที่ทำท่าว่าพอจะฟาดฟันกับเขาได้บ้าง อย่างอดีตประธานสภา นิวท์ กิงริช ก็ถูกทิ้งห่างที่ฟลอริดาเมื่อวานจนเห็นได้ชัดว่าไม่มีโอกาสที่จะวิ่งแซงขึ้นมาในรัฐอื่นๆ ต่อไปได้อีก
เพราะคนมะกันที่อยู่ข้างรีพับลิกัน จะต้องเลือกคนที่เอาชนะโอบามา ให้ได้ หาไม่แล้วก็จะ “เสียของ” เปล่าๆ ปลี้ๆ
อีกทั้งโอบามา ก็ใช่ว่าจะนอนมาในการขอโอกาสเป็นผู้ครองทำเนียบขาวรอบที่สอง เพราะคำมั่นสัญญาเรื่อง "Change" ที่เขาหาเสียงได้ผลอย่างยิ่งเมื่อสามปีก่อนนั้นเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้สร้างอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก อีกทั้งเศรษฐกิจก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้นอย่างที่รับปากรับคำว่าจะทำ
เช็คเรทติ้งแล้วล่าสุดก็ไม่น่าอภิรมย์นัก เพราะอยู่แถวๆ ต่ำกว่า 50% ด้วยซ้ำไป เทียบกับตอนที่ขึ้นมาใหม่ๆ เฉียดๆ 80% ก็ต้องถือว่าชาวบ้านอเมริกันส่วนใหญ่ผิดหวังในตัวเขาไม่น้อย
ปัญหาสำหรับคนอเมริกันอยู่ที่ว่าพรรครีพับลิกัน จะสามารถหาคนที่มาโค่นโอบามา ได้หรือไม่เท่านั้นเอง
จะว่าไปแล้ว หกคนหลักๆ ที่เสนอตัวให้พรรครีพับลิกัน ตั้งแต่ต้นนั้นไม่มีใครที่โดดเด่นเพียงพอเลย แต่ละคนก็มีปัญหาทางด้านประวัติการทำงานและไม่มีผลงานน่าประทับใจที่ขั้นที่จะเอามาแทนโอบามา ได้อย่างเด็ดขาด
แต่เรื่องอย่างนี้ประมาทไม่ได้เป็นอันขาด เพราะตอนที่โอบามา เสนอตัวกับพรรคเดโมแครตใหม่ๆ นั้น ก็ไม่มีใครรู้จักเขาเท่าไร ยิ่งเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ ผิวดำ และเป็นวุฒิสมาชิก ได้แค่สมัยเดียว ก็ยิ่งถูกปรามาสหนักเข้าไปอีก
แต่การเมืองอเมริกันก็สร้างความประหลาดใจได้เสมอ
มิตต์ รอมนีย์ ปีนี้อายุ 65 ปี เป็นนักการเมืองที่ได้ชื่อว่ามีฝีมือด้านบริหารธุรกิจ เพราะจบ MBA จากฮาร์วาร์ด แล้วก็เข้าทำงานในบริษัทให้คำปรึกษาการบริหารที่ชื่อ Bain & Company จนได้ตำแหน่งเป็นซีอีโอ และสามารถนำพาบริษัทที่เผชิญวิกฤติทางการเงินรอดพ้นหายนะได้
ต่อมาเขาก็ตั้งบริษัทลูกชื่อ Bain Capital ซึ่งมุ่งทางด้านการลงทุนส่วนตัวที่เรียกว่า private equity investment fund ในรูปแบบต่างๆ จนกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในธุรกิจประเภทนี้ของสหรัฐทีเดียว
รายได้และกำไรจากบริษัทนี้แหละที่ทำให้รอมนีย์ มีกองทุนสำหรับกระโจนเข้าเล่นการเมืองในฐานะ “ผู้มีอันจะกิน” และสร้างชื่อเสียงในฐานะนักบริหารวิกฤติอีกรอบหนึ่งเมื่อเข้าไปเป็นประธานคณะกรรมการจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2002 ที่เมือง Salt Lake City
ที่เขาดังจากงานนี้ก็เพราะตอนเข้าไปนั้นคณะกรรมการจัดงานกำลังทำท่าจะแย่เพราะขาดทุนป่นปี้ แต่รอมนีย์ อาสาเข้าไปพลิกสถานการณ์จนสำเร็จ
รอมนีย์ ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ ในปีเดียวกันนั้น และสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองด้วยการสามารถลดงบประมาณของรัฐในโครงการต่างๆ แต่ขณะเดียวกัน ก็สามารถทำให้เกิดโครงการประกันสุขภาพฟรีให้กับประชาชนในรัฐอย่างกว้างขวาง
ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่มีฝีมือบริหารเยี่ยมยอดในยุคนั้น
ภาพของความเป็นคนเคร่งศาสนาคริสต์ก็ช่วยทำให้เขามีฐานเสียงในชุมชนของคนอเมริกันที่เลื่อมใสในคนที่มีความศรัทธาเชื่อมั่นเรื่องนี้เช่นกัน
รอมนีย์ กระโดดลงสู่การเมืองระดับชาติเมื่อปี 2008 โดยเสนอตัวเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน และแม้จะชนะในการหยั่งเสียงขั้นต้นในหลายรัฐ แต่ท้ายที่สุดก็แพ้ จอห์น แมคเคน ที่ได้รับเลือกให้แข่งกับโอบามา
วันนี้ เขายืนอยู่แถวหน้าสุดของพรรครีพับลิกัน และกำลังจะท้าชิงนายโอบามา อย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจ
พอรู้ผลการเลือกตั้งขั้นต้นที่ฟลอริดาเมื่อวานนี้ รอมนีย์ ประกาศเล่นงานโอบามา ทันที..."โอบามา คุณหลีกทางไปได้แล้ว ผมกำลังจะมานั่งทำเนียบขาวแทนคุณ"
ศึกหาเสียงจากนี้ไปดุเดือดแน่...และผมลุ้นอยู่ว่าการดีเบตระหว่างรอมนีย์ กับโอบามา ในวันข้างหน้าจะดุเดือดตื่นเต้นกว่าทุกดีเบตที่ผ่านมาแน่นอน
Tags : โอบามา • รอมนีย์ • ทำเนียบขาว

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น