พม่าไปปรากฏตัวที่ World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ก็สร้างความฮือฮา...จะเรียกว่า "ขโมยซีน" จากหลายประเทศในอาเซียนเลยก็ว่าได้
เพราะประเทศที่เคยถูกเรียกเป็นเผด็จการทหารและโดดเดี่ยวตัวเอง ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองโดยสหรัฐและยุโรปนั้นพอตั้งตัวได้ จัดให้มีการเลือกตั้ง ปล่อยนักโทษการเมืองและปูทางให้ฝ่ายค้านหาเสียงเลือกตั้งซ่อมได้อย่างเปิดเผยก็ส่งรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ไปดาวอส พร้อมประกาศว่า
กำลังร่างกฎหมายการลงทุนต่างประเทศที่จะให้ "สิทธิพิเศษทางภาษี" คล้ายๆ กับ BOI ของไทยเราที่ทำท่าว่าจะ "น่าสนใจที่สุดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์"
ใครมาลงทุนในพม่า 8 ปีแรกไม่ต้องเสียภาษีรายได้ และต่ออายุของสิทธิพิเศษนี้ได้อีกหากโครงการนั้นๆ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศของเขา
และตั้งเป้าว่าเศรษฐกิจจะโต 6% ในปีนี้
การแถลงข่าวกับนักข่าวต่างประเทศของรัฐมนตรีอุตสาหกรรม อู โซ เทียน (U Soe Thein) ที่ เวที WEF ตรงกับวันที่มีข่าวและภาพของ นางอองซาน ซูจี ไปช่วยลูกพรรค NLD หาเสียงที่เมืองทวาย (ที่รัฐบาลและนักลงทุนไทยเตรียมเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือขนาดใหญ่) ทางใต้ของเมืองย่างกุ้ง
อีกภาพหนึ่งที่แทรกเข้ามาในจังหวะเดียวกัน คือ การที่ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ไปนั่งพูดคุยกับนายกฯ ลี เซียน หลุง ของสิงคโปร์ เพื่อจะขอให้มาช่วยในการเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจให้เปิดกว้างขึ้น
สองสามภาพนี้สะท้อนว่าพม่ากำลัง "เปิดประเทศ" ทั้งด้านการเมืองภายในและการกระตุ้นความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศอย่างเร่งร้อนและเป็นรูปธรรม
กฎหมาย "ส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศ" ของพม่านี้กำลังเร่งกันขนานใหญ่ เพราะรัฐมนตรีอุตสาหกรรมคนนี้บอกว่าร่างกฎหมายนี้ จะนำเสนอรัฐสภาและคิดว่าจะสามารถผ่านเป็นกฎหมายได้ในสมัยประชุมสภาที่จะเปิดในเดือนหน้านี้
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลพม่ากำลังจะสร้างความมั่นใจของนักธุรกิจระหว่างประเทศในเงินสกุล "จ๊าด" (kyat) ด้วยการปรึกษาหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อหามาตรการที่จะทำให้เงินสกุลของพม่าที่ทุกวันนี้ยังไม่ "สากล" เพียงพอ กลายเป็นที่ยอมรับของโลกธุรกิจระหว่างประเทศได้
แน่นอนว่า อาการ "เห่อพม่า" กำลังเป็น "ฟีเวอร์" ระลอกใหม่ เพราะนักลงทุนและรัฐบาลทั้งหลายเมื่อเห็นช่องทาง ที่จะเข้าไปสร้างสัมพันธ์กับประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรและศักยภาพในอนาคตเปิดประตูต้อนรับคนทั้งโลกอย่างนี้ ก็ย่อมจะต้องแย่งกันเข้าไปเพื่อไม่ให้ "ตกรถไฟ" ขบวนใหญ่คราวนี้ด้วย
รัฐมนตรีอุตสาหกรรมบอกด้วยว่า พม่ากำลังวางแผนสร้าง "เขตเศรษฐกิจ" ใหญ่สามแห่ง นอกจากที่ทวายแล้ว ก็ยังมีอีกจุดหนึ่งใกล้ๆ ย่างกุ้ง เพื่อต้อนรับนักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย...และสำหรับใครก็ได้ที่ทำตามกติกาของเขาได้
ความจริง ญี่ปุ่น กับสิงคโปร์นั้นได้ "เล็ดลอด" เข้าไปพม่าหลายปีแล้ว แม้ขณะที่ทั้งโลกยังมองไม่เห็นโอกาสในพม่า และเผด็จการทหารที่นั่นยังไม่มีทีท่าว่าจะก้าวย่างสู่ความเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด
วันนี้ ญี่ปุ่นเล่นบทเป็น "ที่ปรึกษา" ของรัฐบาลพม่าในการร่างกฎหมาย "ส่งเสริมการลงทุน" เพราะพม่าย่อมหวังว่านักลงทุนกลุ่มแรกๆ ที่จะเข้ามายึดหัวหาดพม่านั้นน่าจะมาจากญี่ปุ่น
น่าสนใจว่าพม่าจะคบหาจีนในเรื่องนี้อย่างไร เพราะเคยเป็นมิตรสหายช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด โดยเฉพาะช่วงที่พม่าถูกโลกตะวันตกโดดเดี่ยว เรียกว่าเป็น "เพื่อนยามยาก" แต่วันนี้ ใครต่อใครก็เข้าไปพม่าโดยไม่ต้องผ่านคนกลางอย่างจีนแล้ว
จีนประกาศจุดยืนว่าไม่มีปัญหาที่พม่าจะคบหาสหรัฐหรือญี่ปุ่น ขอเพียงให้กติกานั้นเป็นธรรม และจีนได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน
อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อสหรัฐเป็น "เจ้ากี้เจ้าการ" ให้พม่าต้องทำโน่นทำนี่เพื่อให้ยกเลิกการคว่ำบาตรพม่านั้น จีนจะกระซิบบอกผู้นำพม่าว่าอย่างไรเพื่อเตือนว่า "อย่าลืมว่าตอนที่ท่านลำบากที่สุด ใครยืนอยู่ข้างๆ คุณบ้าง"
แต่จีนก็คงจะเบาใจลงได้เมื่อพม่าไม่เป็น "ภาระทางใจ" และ "ประเด็นการเมือง" เหมือนเกาหลีเหนืออีกต่อไป...เพราะอย่างไรเสียจีนก็คงจะมั่นใจว่านักลงทุนของตัวเองสามารถแข่งกับใครในประเทศไหนๆ ก็ได้แล้ว
พม่ากำลังเป็นเวทีแห่งการแข่งขันใหม่ที่คนไทยต้องปรับตัว เพื่อเข้าแข่งขันอย่างเป็นธรรมและได้มาตรฐานสากล
อย่างที่อองซาน ซูจี เธอกล่าวคำปราศรัยต่อเวทีดาวอส ผ่านวีดิโอลิงค์ ว่า
พม่าต้อนรับการลงทุนต่างประเทศ "ที่มีนวัตกรรมและมีจริยธรรม" เท่านั้น
Tags : พม่าเร่งฝีเท้า...เชื้อเชิญ นักลงทุนต่างชาติที่มี นวัตกรรมและจริยธรรม

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น