ถึงแม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง จะเปลี่ยนท่าทีว่าเรื่องให้ ปตท.
และการบินไทยขายหุ้นให้กับ "กองทุนวายุภักษ์" เพื่อให้ออกจากสภาพการเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ด้วยจุดประสงค์หลักคือจะได้ไม่ต้องเอาหนี้ของสองหน่วยงานนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของ "หนี้สาธารณะ" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดนี้จะถูกยกเลิกไป
เมื่อมี "เชื้อความคิด" อย่างนี้อยู่, ก็ยังต้องถือว่าเป็นประเด็นที่จะต้องมีการให้สาธารณชนถกแถลงกันให้กว้างขวาง
เพราะทุกการตัดสินใจในเรื่องนี้ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะทั้งสิ้น
จะเรียกความเคลื่อนไหวอย่างนี้ว่า “แปรรูป” ก็ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่รัฐบาลให้มานั้นมีเพียงแค่เรื่อง “โอนตัวเลขหนี้” เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโครงสร้างการบริหาร หรือการที่จะสร้างประสิทธิภาพให้กับหน่วยงานทั้งสองแต่ประการใด
จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และสหภาพของทั้ง ปตท.และการบินไทย จะต้องขอความกระจ่างจากเจ้าของความคิดนี้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออย่างไร
หากเป็นเพียงแค่การโอนตัวเลขและทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็จะมีคำถามว่าประชาชน และนักลงทุนจะมองไม่ทะลุหรือว่านี่เป็นเพียงแค่เรื่อง “ตัวเลขสร้างสรรค์” หรือที่ฝรั่งเรียก creative accounting ซึ่งเป็นคำประชดประชันว่าผู้บริหารขององค์กรนั้นๆ มีวิธีการเล่นกับตัวเลขเพื่อให้สถานภาพของตนเองดูดีกว่าที่เป็นจริง
คำว่า creative accounting นั้นหากเอ่ยขึ้นมาในแวดวงนักวิเคราะห์ตัวเลขและผลประกอบการของบริษัทใด ก็จะทำให้ผู้ที่รับผิดชอบต้องเจอกับคำถามของผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดอย่างหนักหน่วงทีเดียว
ผู้ว่าการธนาคารกลาง ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ก็ยืนยันไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะตัวท่านเองเติบโตจากตลาดหุ้นที่พยายามส่งเสริมให้บริษัทเอกชนมี “ธรรมาภิบาล” ที่ดี ด้วยการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ต้องการเห็นบริษัทเอกชนมีการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาและโอนทรัพย์สินไปให้บริษัทลูกเพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูล
คุณประสาร บอกว่า หากรัฐบาลโอนหุ้น 2% ในรัฐวิสาหกิจไปให้กองทุนวายุภักษ์บริหารจัดการ จะเป็นเรื่องไม่ถูกกับหลัก “ธรรมาภิบาล” ที่ดี ทั้งๆ ที่รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
หากจะให้นานาชาติเชื่อถือมาตรฐานบัญชีและความมีมาตรฐาน Good Governance ในประเทศ, ภาครัฐต้องทำเป็นตัวอย่างที่ดี, มิใช่แสดงความเป็น “นักเล่นกลตัวเลข” เสียเองอย่างที่มีผู้คนกลัวกัน
หากรัฐบาลต้องการจะ “แปรรูป” ให้สองรัฐวิสาหกิจนี้บริหารอย่างเอกชนอย่างแท้จริง, นั่นเป็นประเด็นที่ต้องถกข้อดีข้อเสียกันอย่างกว้างขวาง
แต่หากรัฐเพียงต้องการจะโอนตัวเลขหนี้ไปเท่านั้น, ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้เกิดคำถามขึ้นมามากมายว่าจะนำไปสู่อะไร สำหรับสองหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในด้านการเป็นตัวแทนของประเทศด้านพลังงานและการบินพาณิชย์
ไม่จำเป็นต้องพูดถึงตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณที่อดีตรัฐมนตรีคลังยกขึ้นมายืนยันว่ารัฐบาลยังสามารถจะกู้ได้อีกตามที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องไป “เล่นแร่แปรธาตุ” กับตัวเลขให้เกิดความกังขาของคนทั่วไปทั่วโลกแต่ประการใด
ความจริง รัฐมนตรีคลังคนใหม่ก็อยู่กับตลาดหลักทรัพย์มาก่อน และมีความสันทัดจัดเจนเวทีระหว่างประเทศที่ถือเรื่อง “ธรรมาภิบาล” และการไม่ทำอะไรซุกๆ ซ่อนๆ กับตัวเลขมามากพอสมควร
จึงน่าที่ประเด็นนี้จะต้องเกิดความกระจ่างต่อสาธารณชนเสียโดยเร็ว ก่อนที่จะกลายเป็นรอยด่างแห่งคุณภาพแห่งธรรมาภิบาลของการบริหารการเงินการทองของประเทศอีกเรื่องหนึ่ง

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น