กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 28 มกราคม 2555 01:00
กาแฟดำ
กาแฟดำ

เปิดใจออง ซาน ซูจี : ปฏิรูปพม่าจริงหรือหลอก?

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มีคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปอันน่าตื่นตาตื่นใจในพม่าขณะนี้มาก และคนที่จะให้ความกระจ่างดีที่สุดเห็นจะเป็นออง ซาน ซูจี

  ซึ่งกลายเป็น "ตัวละครเอก" ของเรื่อง

 โดยตำแหน่งประธานาธิบดีเต็ง เส่ง น่าจะเป็นผู้กำกับว่าทิศทางสู่กระบวนการประชาธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันตกของไทยควรจะไปทางไหน แต่ท้ายที่สุด โลกตะวันตกจะเชื่อหรือไม่เชื่อรัฐบาลพม่าก็อยู่ที่ว่าออง ซาน ซูจี เธอประเมินสถานการณ์ว่าความเปลี่ยนแปลงที่เห็นและเป็นอยู่ขณะนี้ น่าเชื่อแค่ไหน

 นักข่าวของ Washington Post ที่ชื่อ Lally Weymouth ได้สัมภาษณ์ทั้งเต็ง เส่ง และออง ซาน ซูจี (คนละช่วงกัน) เมื่อสัปดาห์ก่อนซึ่งทำให้ได้คำตอบต่อหลายประเด็นคำถามที่ผมมีอยู่ในใจ จึงน่านำมาพิเคราะห์ต่อเพื่อให้ทันกับความเคลื่อนไหวในพม่าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด

 กรณีสัมภาษณ์เต็ง เส่ง นั้น ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้นำพม่ายอมให้สื่อต่างประเทศตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา

 พอจับความได้ว่าประธานาธิบดีพม่า ยืนยันว่าจะปฏิรูปจริงแท้แน่นอน และได้ทำตามเงื่อนไขที่ตะวันตกได้เรียกร้องแล้วไม่ว่าจะเป็นการปล่อยนักโทษการเมือง, การให้พรรคฝ่ายค้านของออง ซาน ซูจี เข้าสมัครรับเลือกตั้งและการสงบศึกกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ

 “ถึงคราวที่สหรัฐและยุโรปจะทำตามสัญญาเพื่อแลกเปลี่ยนกับที่เราทำได้...” คือคำประกาศจะแจ้งของเต็งเส่ง

 แต่ผมเห็นว่าคำถามตอบกับออง ซาน ซูจี น่าสนใจกว่าเพราะอ่านแล้วจะช่วยวิเคราะห์ว่าก้าวย่างต่อไปของพม่าจะเป็นอย่างไรเช่น

 ถามว่า “คุณคิดว่าการปฏิรูปทางการเมืองที่เราเห็นอยู่นี้จริงแท้แน่นอนหรือเปล่า?”

 ออง ซาน ซูจี : ดิฉันเชื่อว่าท่านประธานาธิบดีจริงใจที่จะปฏิรูป แต่ท่านไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวในรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเราให้อำนาจกับทหารมากเกินไป แม้ว่าประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ แต่ก็จำเป็นว่าเขาจะมีอำนาจที่สุด เพราะผู้บัญชาการทหารสูงสุดอาจจะยึดอำนาจจากรัฐบาลทั้งหมดเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น ประธานาธิบดีของเราอยู่ในฐานะที่ลำบาก ดิฉันไม่รู้ว่าท่านได้รับการสนับสนุนจากทหารมากน้อยเพียงใด ท่านเองก็เป็นทหาร ดังนั้น ดิฉันก็ต้องตั้งสมมติฐานว่าท่านคงจะมีเสียงสนับสนุนจากทหารพอสมควร แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานส่วนตัวของดิฉันเท่านั้น แต่ดิฉันก็ยังเชื่อว่าท่านจริงใจกับการปฏิรูป ดิฉันเชื่อว่ามีคนในรัฐบาลสนับสนุนท่านแน่นอน แต่จะได้รับการสนับสนุนทั้งหมดหรือไม่ ดิฉันตอบไม่ได้

 ถามว่า “กลัวไหมว่ากระบวนการปฏิรูปจะย้อนศร?”

 ออง ซาน ซูจี : "ดิฉันไม่ห่วงมากนัก ก็พอจะรู้ว่าเป็นไปได้ที่จะย้อนศร ดิฉันเชื่อว่าเราจะต้องทำงานหนักมากในการลดความเป็นไปได้เช่นนั้น ดิฉันก็ชื่นชมที่สหรัฐพยายามช่วยให้กระบวนการนี้เดินไปข้างหน้า แต่คนพม่าเองจะต้องเป็นคนทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นเสียเป็นส่วนใหญ่"

 ถามว่า “อเมริกาควรจะยกเลิกการคว่ำบาตรพม่าไหม?”

 ออง ซาน ซูจี : "ก็ควรจะยกเลิกเมื่อได้เวลาอันเหมาะสม สหรัฐได้วางเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่าพม่าต้องทำอะไรก่อนที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรได้ ถ้ารัฐบาลพม่าต้องการให้เลิกก็จะต้องทำตามเงื่อนไขเหล่านั้น"

 ถามว่า “หนึ่งในเงื่อนไขคือการปล่อยนักโทษการเมือง และประธานาธิบดีก็ได้ปล่อยออกมาแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย”
 ออง ซาน ซูจี : “ใช่ แต่ยังไม่ทั้งหมด นักโทษการเมืองสำคัญๆ ส่วนใหญ่ได้รับอิสระแล้ว”

 ถามว่า “ได้ถามประธานาธิบดีว่าจะพิจารณาให้คุณเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ ท่านตอบว่าขึ้นอยู่กับสภา”

 ออง ซาน ซูจี : “ถูกต้องแล้ว แม้เราจะชนะเลือกตั้งทุกที่นั่งในการเลือกตั้งซ่อมคราวนี้ ก็จะได้เพียง 48 จาก 600 ที่นั่ง เหตุผลที่เราต้องการจะเข้าไปอยู่ในสภานั้นไม่ใช่เป็นเพราะเราคิดว่าเราจะทำงานทั้งหมดของเราในสภา เราต้องการจะขยายกิจกรรมของเราเข้าไปในสภาเท่านั้น”

 ถามว่า “เงื่อนไขอื่นๆ มีอะไรบ้าง?”
 ออง ซาน ซูจี : "ต้องสงบศึกกับกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด ตอนนี้ก็มีการหยุดยิงกับ KNU (Karen National Union) แล้ว แต่ยังไม่ได้ตกลงกับ KIA (Kachin Independence Army) นี่เป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับประเทศเรา"

 ถามว่า “เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐมองมาที่คุณเพื่อตัดสินว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ คุณเห็นอย่างไร?”
 ออง ซาน ซูจี : “พวกเขาให้ดิฉันช่วยประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา สถานการณ์ในแคว้นคะฉิ่นเป็นปัญหาใหญ่ หากเราจะมีประเทศที่สงบจริงๆ เราก็ต้องแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการเมือง, ไม่ใช่ด้วยวิธีการทางทหาร”


 และที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับผมคือคำถามและคำตอบอีกตอนหนึ่งที่ว่า

 ถามว่า “คุณต้องการจะเป็นประธานาธิบดีวันหนึ่งข้างหน้าหรือไม่?”
 ออง ซาน ซูจี ตอบ : “ดิฉันไม่ต้องการเป็นประธานาธิบดี แต่ดิฉันต้องการจะเป็นอิสระที่จะตัดสินใจว่าตัวเองต้องการจะเป็นประธานาธิบดีของประเทศนี้หรือไม่”

 ทุกย่างก้าวของออง ซาน ซูจีจากนี้ไปคือตัวกำหนดอนาคตการเมืองของพม่าจริงๆ

Tags : เปิดใจออง ซาน ซูจี : ปฏิรูปพม่าจริงหรือหลอก?

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    Jirach

    ขออนุญาตเพิ่มเติมอีกนิด..
    ประเทศเกิดใหม่ในย่านเดียวกับเรา
    ไม่มีใครเขามอง"ไทย"เป็นแบบอย่าง
    เพราะเขาต่างงงงวยที่เมืองไทยทั้งที่
    โชคดีที่รวยทรัพยากรธรรมชาติ
    และมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนัก
    เพื่อความเจริญเติบโตในทุกแขนง
    แต่"คนไทย"และ"นักการเมืองไทย"
    ด้อยเกินไปที่จะเรียนรู้ และต่อยอดจากเดิม
    ที่"บุญกุศล"ส่งผลทิ้งไว้ให้
    เมื่อไม่มี"ความรักในชาติ"จึงไม่อาจมี
    ความมุ่งมั่นใดๆร่วมกัน..

    ดังนั้นจึงไม่มีใครปรารถนาอยากได้
    ความเป็นประชาธิปไตย"แบบไทยๆ"หรอก
    ไม่มีใครอยากได้พลเมืองที่มีแต่ความเห็นแก่ตัว

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    คำตอบสุดท้ายฟังดูแปลกๆ
    เหมือนทุกวันนี้ ตัวนางยังไม่มีอิสระที่แท้จริง
    ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองตามที่เห็น
    จากข่าว?

    การใช้"โลกล้อมประเทศ"ของพม่า
    เป็นกลเกมของชาติตะวันตกนั้น
    นางซูจีอาจจะได้ประโยชน์
    แต่การเปิดประเทศเพราะต้องการจะ
    เร่งพัฒนา รัฐบาลทหารหากว่าจริงใจ
    ก็น่าจะทำได้"ด้วยตัวเอง" โดยอาศัย
    ชาติตะวันตกเป็น"เครื่องไม้เครื่องมือ"
    และพม่าน่าจะรู้ตัวดีอยู่แล้ว ว่าถ้าจะเลิก
    คว่ำบาตร ผลประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติ
    เป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุนนิยม(สามานย์)
    ประชาธิปไตยเอาไว้ใช้แค่"บังหน้า"
    จะมีเลือกตั้งปลอมๆอย่างเพื่อนบ้านก็ย่อมได้

    หากไม่เคยมีใคร"กอบโกย" รัฐบาลทหาร
    เมื่อคลายจากอำนาจและผลประโยชน์
    ของตนหรือพรรคพวก น่าจะยึด"จีน"เป็น
    ต้นแบบ พม่าอาจจะก้าวไปไวได้เหมือนอย่าง
    ที่เวียดนามทำ ค่อยหาที่ยืนที่เหมาะสมให้
    นางซูจีไปพลางก่อน เพราะถึงที่สุดแล้วนาง
    ก็คงไม่ยอมเป็นเครื่องมือของชาติตะวันตก
    ในการแสวงหากอบโกยเอาประโยชน์
    จากพม่าเช่นเดียวกัน

    แต่กรณี"โลกล้อมประเทศไทย"
    หรือ"โลกล้มประเทศไทย"
    ตามการว่าจ้างของเศรษฐีวิกลจริต
    (และการสร้างกองกำลังทุรชนเสื้อสี)
    กับชาติศิวิไลซ์แต่ใจต่ำทรามนี้
    คงต้องให้"คนไทยทุกคน"หรือส่วนใหญ่
    ช่วยกันปกป้อง"ทุน(ทางธรรมชาติ)
    ก้อนสุดท้าย"ที่ยังพอหลงเหลือติดตัว
    ให้อยู่รอดปลอดภัยรออนาคตของลูกหลาน
    พวกเราอาจจะต้องทำอะไร"ด้วยตัวเอง"
    อีกหลายอย่าง เพราะผู้บริหารบ้านเมือง
    หรือ"แนวรั้วปราการ"ของชาติไม่ยอมทำ!

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement