มีคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปอันน่าตื่นตาตื่นใจในพม่าขณะนี้มาก และคนที่จะให้ความกระจ่างดีที่สุดเห็นจะเป็นออง ซาน ซูจี
ซึ่งกลายเป็น "ตัวละครเอก" ของเรื่อง
โดยตำแหน่งประธานาธิบดีเต็ง เส่ง น่าจะเป็นผู้กำกับว่าทิศทางสู่กระบวนการประชาธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันตกของไทยควรจะไปทางไหน แต่ท้ายที่สุด โลกตะวันตกจะเชื่อหรือไม่เชื่อรัฐบาลพม่าก็อยู่ที่ว่าออง ซาน ซูจี เธอประเมินสถานการณ์ว่าความเปลี่ยนแปลงที่เห็นและเป็นอยู่ขณะนี้ น่าเชื่อแค่ไหน
นักข่าวของ Washington Post ที่ชื่อ Lally Weymouth ได้สัมภาษณ์ทั้งเต็ง เส่ง และออง ซาน ซูจี (คนละช่วงกัน) เมื่อสัปดาห์ก่อนซึ่งทำให้ได้คำตอบต่อหลายประเด็นคำถามที่ผมมีอยู่ในใจ จึงน่านำมาพิเคราะห์ต่อเพื่อให้ทันกับความเคลื่อนไหวในพม่าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด
กรณีสัมภาษณ์เต็ง เส่ง นั้น ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้นำพม่ายอมให้สื่อต่างประเทศตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา
พอจับความได้ว่าประธานาธิบดีพม่า ยืนยันว่าจะปฏิรูปจริงแท้แน่นอน และได้ทำตามเงื่อนไขที่ตะวันตกได้เรียกร้องแล้วไม่ว่าจะเป็นการปล่อยนักโทษการเมือง, การให้พรรคฝ่ายค้านของออง ซาน ซูจี เข้าสมัครรับเลือกตั้งและการสงบศึกกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ
“ถึงคราวที่สหรัฐและยุโรปจะทำตามสัญญาเพื่อแลกเปลี่ยนกับที่เราทำได้...” คือคำประกาศจะแจ้งของเต็งเส่ง
แต่ผมเห็นว่าคำถามตอบกับออง ซาน ซูจี น่าสนใจกว่าเพราะอ่านแล้วจะช่วยวิเคราะห์ว่าก้าวย่างต่อไปของพม่าจะเป็นอย่างไรเช่น
ถามว่า “คุณคิดว่าการปฏิรูปทางการเมืองที่เราเห็นอยู่นี้จริงแท้แน่นอนหรือเปล่า?”
ออง ซาน ซูจี : ดิฉันเชื่อว่าท่านประธานาธิบดีจริงใจที่จะปฏิรูป แต่ท่านไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวในรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเราให้อำนาจกับทหารมากเกินไป แม้ว่าประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ แต่ก็จำเป็นว่าเขาจะมีอำนาจที่สุด เพราะผู้บัญชาการทหารสูงสุดอาจจะยึดอำนาจจากรัฐบาลทั้งหมดเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น ประธานาธิบดีของเราอยู่ในฐานะที่ลำบาก ดิฉันไม่รู้ว่าท่านได้รับการสนับสนุนจากทหารมากน้อยเพียงใด ท่านเองก็เป็นทหาร ดังนั้น ดิฉันก็ต้องตั้งสมมติฐานว่าท่านคงจะมีเสียงสนับสนุนจากทหารพอสมควร แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานส่วนตัวของดิฉันเท่านั้น แต่ดิฉันก็ยังเชื่อว่าท่านจริงใจกับการปฏิรูป ดิฉันเชื่อว่ามีคนในรัฐบาลสนับสนุนท่านแน่นอน แต่จะได้รับการสนับสนุนทั้งหมดหรือไม่ ดิฉันตอบไม่ได้
ถามว่า “กลัวไหมว่ากระบวนการปฏิรูปจะย้อนศร?”
ออง ซาน ซูจี : "ดิฉันไม่ห่วงมากนัก ก็พอจะรู้ว่าเป็นไปได้ที่จะย้อนศร ดิฉันเชื่อว่าเราจะต้องทำงานหนักมากในการลดความเป็นไปได้เช่นนั้น ดิฉันก็ชื่นชมที่สหรัฐพยายามช่วยให้กระบวนการนี้เดินไปข้างหน้า แต่คนพม่าเองจะต้องเป็นคนทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นเสียเป็นส่วนใหญ่"
ถามว่า “อเมริกาควรจะยกเลิกการคว่ำบาตรพม่าไหม?”
ออง ซาน ซูจี : "ก็ควรจะยกเลิกเมื่อได้เวลาอันเหมาะสม สหรัฐได้วางเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่าพม่าต้องทำอะไรก่อนที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรได้ ถ้ารัฐบาลพม่าต้องการให้เลิกก็จะต้องทำตามเงื่อนไขเหล่านั้น"
ถามว่า “หนึ่งในเงื่อนไขคือการปล่อยนักโทษการเมือง และประธานาธิบดีก็ได้ปล่อยออกมาแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย”
ออง ซาน ซูจี : “ใช่ แต่ยังไม่ทั้งหมด นักโทษการเมืองสำคัญๆ ส่วนใหญ่ได้รับอิสระแล้ว”
ถามว่า “ได้ถามประธานาธิบดีว่าจะพิจารณาให้คุณเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ ท่านตอบว่าขึ้นอยู่กับสภา”
ออง ซาน ซูจี : “ถูกต้องแล้ว แม้เราจะชนะเลือกตั้งทุกที่นั่งในการเลือกตั้งซ่อมคราวนี้ ก็จะได้เพียง 48 จาก 600 ที่นั่ง เหตุผลที่เราต้องการจะเข้าไปอยู่ในสภานั้นไม่ใช่เป็นเพราะเราคิดว่าเราจะทำงานทั้งหมดของเราในสภา เราต้องการจะขยายกิจกรรมของเราเข้าไปในสภาเท่านั้น”
ถามว่า “เงื่อนไขอื่นๆ มีอะไรบ้าง?”
ออง ซาน ซูจี : "ต้องสงบศึกกับกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด ตอนนี้ก็มีการหยุดยิงกับ KNU (Karen National Union) แล้ว แต่ยังไม่ได้ตกลงกับ KIA (Kachin Independence Army) นี่เป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับประเทศเรา"
ถามว่า “เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐมองมาที่คุณเพื่อตัดสินว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ คุณเห็นอย่างไร?”
ออง ซาน ซูจี : “พวกเขาให้ดิฉันช่วยประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา สถานการณ์ในแคว้นคะฉิ่นเป็นปัญหาใหญ่ หากเราจะมีประเทศที่สงบจริงๆ เราก็ต้องแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการเมือง, ไม่ใช่ด้วยวิธีการทางทหาร”
และที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับผมคือคำถามและคำตอบอีกตอนหนึ่งที่ว่า
ถามว่า “คุณต้องการจะเป็นประธานาธิบดีวันหนึ่งข้างหน้าหรือไม่?”
ออง ซาน ซูจี ตอบ : “ดิฉันไม่ต้องการเป็นประธานาธิบดี แต่ดิฉันต้องการจะเป็นอิสระที่จะตัดสินใจว่าตัวเองต้องการจะเป็นประธานาธิบดีของประเทศนี้หรือไม่”
ทุกย่างก้าวของออง ซาน ซูจีจากนี้ไปคือตัวกำหนดอนาคตการเมืองของพม่าจริงๆ

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น