ปีนี้ คณะจากเมืองไทย ไปร่วมประชุม World Economic Forum (WEF) ใหญ่เป็นพิเศษ
มีทั้งที่นำโดยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทีมอื่นที่ไปร่วมตั้งวงเสวนาเรื่องการบริหารและจัดการชุมชน ที่นำโดยผู้ว่าฯ กทม. คุณชายสุขุมพันธุ์ บริพัตร
หวังว่าจะได้น้ำได้เนื้อกลับมาให้สถานภาพของประเทศไทยในเวทีสากลกระเตื้องขึ้นหลังน้ำท่วมใหญ่ และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังเป็น “รอยตำหนิ” ใหญ่ของเราเมื่อคนข้างนอกพูดถึงไทยวันนี้
ปีนี้ผู้เข้าร่วมประชุมที่เมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์มีประมาณ 1,600 คน และอย่างน้อย 40 คนเป็นผู้นำระดับนายกฯ และประธานาธิบดี, นอกนั้นเป็นผู้บริหารชั้น CEO หรือเทียบเท่า
นอกนั้นก็มีผู้ว่าการแบงก์ชาติจากอย่างน้อย 18 คนรวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์, นักคิด, นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่จะไปรวมตัวกันเพื่อจะหาทางออกให้กับปัญหาโลก (แตก) ซึ่งก็จะได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะสื่อยักษ์ๆ จากทั่วโลกไปทำข่าวกันอย่างเนืองแน่น
รวมถึงคณะบรรณาธิการอาวุโสจากเครือข่ายของ Asia News Network (ANN) ซึ่งมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษชั้นนำของเอเชียกว่า 20 ประเทศเป็นสมาชิก (รวมถึงเครือ Nation ของไทยด้วย) และประเด็นหลักคือ “อนาคตของทุนนิยม” ซึ่งหนีไม่พ้นว่าจะต้องถกกันหนักหน่วงว่า “วิกฤติหนี้ยุโรป” และเศรษฐกิจมะกันที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่างยิ่งนั้นจะมีโอกาสที่จะฟื้นมากน้อยแค่ไหนอย่างไร
หัวข้อใหญ่ทางการของการประชุมห้าวันคือ “The Great Transformation: Shaping New Models.” ซึ่งสะท้อนความจำเป็นอันเร่งด่วนในการแสวงหาสูตรใหม่ท่ามกลางวิกฤติในระบบการเงินและความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก
คนกล่าวปราศรัยเปิดงานคือนายกฯ หญิงเหล็กแห่งเยอรมนี แองเกลา แมร์เคิล ซึ่งก็สะท้อนว่าประเด็นหลักที่จะได้รับความสนใจที่สุดก็คือว่า “ยูโรโซน” ที่กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินหนักหน่วงจนหลายประเทศถูกลดลำดับความน่าเชื่อถือจากสำนักจัดเครดิตเรทติ้งส์นานาชาตินั้นจะรอดจากปากเหยี่ยวปากกาหรือไม่
เมื่อยุโรปกับสหรัฐกลายเป็น “คนป่วย” ทางเศรษฐกิจ, แน่นอนว่าเอเชียก็จะเป็นพระเอกที่จะได้รับกล่าวขวัญถึง ไม่ว่าจะเป็นจีน หรืออินเดีย ขณะที่ญี่ปุ่น ก็ยังไม่พ้นปากเหวของปัญหาตัวเอง แม้จะไม่แย่เท่ากับโลกตะวันตก
รัฐบาลไทยจะจัดให้มี “Thai Night” ค่ำนี้โดยข่าวบอกว่าจะมีไฮไลต์คือการแสดงแฟชั่นจากไทยซึ่งหากสามารถดึงความสนใจในเอกลักษณ์ไทยที่มีความสร้างสรรค์และออกแบบพร้อมกับความทันสมัยได้ ก็น่าสนใจไม่น้อย
แต่หัวใจของการที่นายกฯ ไทยไปงานอย่างนี้ต้องสร้างความประทับใจด้วย “เนื้อหา” และ “วุฒิภาวะแห่งความเป็นผู้นำ” ของประเทศที่จะถูกซักถามเรื่องการฟื้นฟูประเทศ จากน้ำท่วมใหญ่และกรณีความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังไม่เห็น “พิมพ์เขียวแห่งความปรองดอง” ในอันที่จะพาให้ไทยข้ามพ้นวิกฤติของตัวเองไปได้
แน่นอนว่าเหล่าบรรดาผู้นำทางการเมืองและธุรกิจที่ไปดาวอส จะต้องเปรียบเทียบ “โอกาส” และ “ความน่าสนใจ” ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านของเราโดยเฉพาะปีนี้พม่าจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษในฐานะที่กำลังจะ “เปิดประเทศ” และจะก้าวพ้นหุบเหวแห่งเผด็จการทหารสู่ความเป็นประชาธิปไตย
ผมจะไม่แปลกใจเลยหากจะมีตัวแทนจากพม่าคณะเล็กๆ ที่จะเริ่มไปป่าวประกาศให้ผู้นำระดับโลกเหล่านั้นได้รู้ว่าพม่าพร้อมที่จะต้อนรับขับสู้นักลงทุนและการค้ากับทุกประเทศในโลก
พม่าก็จะ “sexy” กว่าไทยเพราะเขามีทรัพยากรธรรมชาติที่ยังไม่ได้พัฒนาอีกมาก และเพราะสหรัฐกับโลกตะวันตกกำลัง “เห่อ” พม่ากันอย่างออกนอกหน้า, คณะของไทยที่ดาวอสจึงต้องทำงานหนักกว่าปกติในอันที่จะยังรักษา “ความน่าสนใจ” ของประเทศไทย
ไทยเราจะเป็นเจ้าภาพจัด World Economic Forum สำหรับภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ระหว่าง 31 พฤษภาคม กับ 1 มิถุนายน ปีนี้ด้วย จึงเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลและเอกชนไทยจะต้องผนึกกำลังเพื่อดึงให้คนระดับใหญ่ๆ เหล่านี้มาประเทศไทยให้มากที่สุด...เพราะนี่คือจังหวะที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นกันอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ
แค่นายกฯ อ่านคำปราศรัย และจับมือแนะนำตัวเองกับผู้เข้าร่วมเสวนาเท่านั้นเห็นจะไม่พอ...เพราะเขาต้องการเห็นเนื้อหาสาระและ “ของจริง” จากไทยอย่างชัดเจนกว่าที่ผ่านมา
เรามี “พิมพ์เขียว” และ “Road Map” ประเทศไทยอีกห้าปีข้างหน้าที่จะนำเสนอให้ประชาคมโลกชื่นชมและอยากกระโดดมาร่วมหรือยัง?

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น