กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 26 มกราคม 2555 01:00
กาแฟดำ
กาแฟดำ

โอนหนี้จากตั๊วเฮียให้เสี่ยวเจ๊แล้ว... อาเตี่ยยังเป็นผู้จัดการต่อหรือเปล่า?

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คนที่เห็นด้วยหรือคัดค้านแนวทางของรัฐบาล ที่จะให้ลดตัวเลข “หนี้สาธารณะ”

  ด้วยการให้ กองทุนวายุภักษ์ ซื้อหุ้นของกระทรวงการคลังที่ถือใน ปตท. และการบินไทย เพื่อให้หลุดจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ จะต้องฟังเหตุผลรอบด้านเพื่อสามารถประเมินว่า จะเห็นด้วยกับฝ่ายไหนในฐานะประชาชนเจ้าของประเทศและผู้เสียภาษี

 เมื่อวานผมได้เอาเหตุผลของทั้งสองฝ่ายมาให้ได้รับทราบประกอบการติดตามข่าวสารเรื่องนี้ ซึ่งผมเห็นว่ามีความสำคัญต่ออนาคตบ้านเมือง

 ผมเชื่อว่าฝั่งรัฐมนตรีคลังคนใหม่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง และรัฐมนตรีคลังคนก่อน คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ต่างก็มีเหตุผลของตนที่เป็นเหตุผลของคน “มืออาชีพ” เพียงแต่ว่ามองจากคนละมุม และมีเหตุผลสนับสนุนแนวทางของตัวเองต่างกันไป

 รัฐบาลต้องการจะลดตัวเลขหนี้สาธารณะเพื่อจะได้เปิดทางให้กู้ได้มากขึ้น เพื่อนำมาฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ ซึ่งก็เป็นหลักการที่ฟังขึ้น

 คนที่ต้องดูแลให้วินัยการเงินการคลัง และภาพลักษณ์ของประเทศไม่เสียหายอย่างคุณธีระชัย และผู้ว่าการแบงก์ชาติอย่าง คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ก็เป็นห่วงว่าการ “โยกตัวเลข” อย่างนี้ อาจจะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของนักวิเคราะห์สถานภาพทางเศรษฐกิจของไทย

 ทั้งคุณธีระชัย และคุณประสาร บอกว่าความจริงถ้ารัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มอีกก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เพราะทุกวันนี้ หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 40% ของ GDP ยังห่างจากเพดานที่ 60% มากนัก...สามารถจะกู้ได้อีกเกือบ 2 ล้านล้านบาททีเดียว

 แปลว่าถ้าหากคุณกิตติรัตน์ และคุณวีรพงษ์ ต้องการจะกู้เงินมาทำโครงการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศหลังน้ำท่วมก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ยังไม่ต้อง “เล่นแร่แปรธาตุ” กับตัวเลขหนี้สาธารณะให้เป็นประเด็นขึ้นแต่อย่างไร

 เพราะแม้จะ “โยก” หนี้ของ ปตท. กับการบินไทยออกไป ก็เหมือนขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะ “กองทุนวายุภักษ์” นั้นก็อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง อยู่ดี...เหมือนโอนหนี้จากพี่ใหญ่ให้น้องสาวคนเล็กในบ้านเดียวกันนั่นแหละ

 นักบัญชีคิดอย่างนี้ได้เพราะเป็นอาชีพ แต่นักบริหารระดับ CEO ของประเทศต้องมองรอบด้านว่าจะมีผลกระทบทั้งด้านสาระและจิตวิทยาอย่างไรด้วย

 คุณธีระชัย เมื่อไม่อยู่ใน ครม. ก็สามารถตั้งคำถามแทนชาวบ้านอย่างพวกผมได้ว่า...หรือที่รัฐบาลคิดอย่างนั้นเพราะกลัวว่าถ้าตัวเลขหนี้สาธารณะสูงขึ้น รัฐบาลอาจจะถูกแรงกดดันที่จะต้องขอขึ้นภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีสรรพสามิตน้ำมันหรือหารายได้ด้านอื่นๆ....

 แน่นอนว่า ไม่มีรัฐบาลไหนที่อยากจะอยู่ในตำแหน่งยาวๆ จะอยากคิดเรื่องขึ้นภาษี เพราะนั่นคือ การสวนทางกับ “ประชานิยม” ที่ทำให้ได้คะแนนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

 นี่ถ้าคุณธีระชัย ไม่ใช่รัฐมนตรีคลังในรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ คนก่อน ผมก็อาจจะคิดว่าเป็นการมองรัฐบาลในทางลบเกินไป

 อีกทั้งผมก็ไม่เชื่อว่าคุณวีรพงษ์ ซึ่งไม่ได้เป็นทั้งรัฐมนตรี หรือ ส.ส. จะเอา “คะแนนนิยมทางการเมือง” เป็นตัวตั้งในการเสนอความคิดเช่นนั้น

 ผมยังอยากจะเชื่อว่าทั้งคุณกิตติรัตน์ และคุณวีรพงษ์ คิดสูตรนี้ขึ้นมา เพราะต้องหาทางออกเพื่อบริหารเรื่องหนี้และเงินกู้จริงๆ

 ในฐานะผู้เสียภาษีและต้องการเห็นประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจเป็นมืออาชีพเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ ผมมีคำถามว่าการจะให้  ปตท. และการบินไทย (รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจอื่นๆ) หลุดออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจนั้นจะทำอย่างจริงจังหรือเป็นเพียงแต่ “โยกตัวเลขหนี้” เท่านั้น

 เพราะหากจะให้กระทรวงการคลังถือหุ้นใน ปตท. และการบินไทยลดลงเพื่อให้พ้นจากรัฐวิสาหกิจจริง ก็จะต้องหมายความว่าต่อแต่นี้ไป การเมืองและข้าราชการประจำจะไม่สามารถเข้ามาก้าวก่าย สั่งการ หรือล้วงลูกเข้าไปในหน่วยงานเหล่านี้ได้...และจะต้องให้มีการบริหารกันอย่างมืออาชีพจริงๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

 แต่หากกองทุนวายุภักษ์ ซื้อหุ้น 2-3% จากกระทรวงการคลัง เพียงเพื่อจะให้สถานภาพทางกฎหมายเปลี่ยนไป ไม่ต้องเอาหนี้ขององค์กรมานับเป็นหนี้สาธารณะของรัฐบาลเท่านั้น ก็ยังแปลว่าทุกอย่างเหมือนเดิม

 อย่างนี้ไม่ใช่แค่ “ตั๊วเฮีย” โอนหนี้ให้ “เสี่ยวเจ๊” เท่านั้น แต่ “อาเตี่ย” ยังเป็นผู้จัดการคนเดิมต่อไปอีกด้วย!

Tags : หนี้สาธารณะ กองทุนวายุภักษ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    ssss15

    เราต้องรู้รายละเอียดของข้อบังคับของบริษัทฯนั้นๆ
    จึงจะพิจารณาได้ถูกต้อง
    บริษัทฯปรกติทั่วๆไป
    ใครถือหุ้น เกิน 50%
    ผู้นั้นย่อมมีสิทธิ์ขาดในการบริหาร

    ถ้าคลังถือหุ้น 51% แล้วขายออกไป 2-3 %
    ถ้าเป็นบริษัทฯทั่วๆไป
    ก็หมดสิทธิ์ที่จะชี้ขาดการบริหาร
    ตลกดี
    ไม่ว่าจะถือหุ้น 51% หรือ 48-49%
    ย่อมต้องรายงานหนี้ ที่มีอยู่จริงทั้งหมด

    ถ้ารัฐไม่มีสิทธิ์ขาดในการบริหาร
    ต่อไปจะขายหุ้นออกไปอีกเท่าใด
    ขายให้แก่ใคร
    มันจะสบายมาก

    ที่กลัวนั่นคือ
    ตั่วเฮีย โอนหนี้ให้ เสี่ยวแจ้ แล้ว อาเตี่ย จะหมดสิทธิ์บริหารชี้ขาด
    สุดท้าย อากง ขึ้นมาจากหลุม
    คาบหุ้นไปแดก (ขอโทษเพื่อให้เกิดอรรถรสเท่านั้น)

  • ความเห็นที่ 1

    newpoliticsparty

    นช ทักษิณ ผู้กระหายเงิน ไม่รู้จับคำว่าอิ่ม เพื่อได้มาอำนาจ เพื่อตักตวงเงิน เงิน เงินและเงิน ไม่ว่า จะได้เงินด้วยรูปแบบใด จะตักตวงเงินอย่างแน่วแน่ แม้จะโกงทุจริต ก็ทำ

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement