คนที่เห็นด้วยหรือคัดค้านแนวทางของรัฐบาล ที่จะให้ลดตัวเลข หนี้สาธารณะ
ด้วยการให้ “กองทุนวายุภักษ์” ซื้อหุ้นของกระทรวงการคลังที่ถือใน ปตท. และการบินไทย เพื่อให้หลุดจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ จะต้องฟังเหตุผลรอบด้านเพื่อสามารถประเมินว่า จะเห็นด้วยกับฝ่ายไหนในฐานะประชาชนเจ้าของประเทศและผู้เสียภาษี
เมื่อวานผมได้เอาเหตุผลของทั้งสองฝ่ายมาให้ได้รับทราบประกอบการติดตามข่าวสารเรื่องนี้ ซึ่งผมเห็นว่ามีความสำคัญต่ออนาคตบ้านเมือง
ผมเชื่อว่าฝั่งรัฐมนตรีคลังคนใหม่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง และรัฐมนตรีคลังคนก่อน คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ต่างก็มีเหตุผลของตนที่เป็นเหตุผลของคน “มืออาชีพ” เพียงแต่ว่ามองจากคนละมุม และมีเหตุผลสนับสนุนแนวทางของตัวเองต่างกันไป
รัฐบาลต้องการจะลดตัวเลขหนี้สาธารณะเพื่อจะได้เปิดทางให้กู้ได้มากขึ้น เพื่อนำมาฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ ซึ่งก็เป็นหลักการที่ฟังขึ้น
คนที่ต้องดูแลให้วินัยการเงินการคลัง และภาพลักษณ์ของประเทศไม่เสียหายอย่างคุณธีระชัย และผู้ว่าการแบงก์ชาติอย่าง คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ก็เป็นห่วงว่าการ “โยกตัวเลข” อย่างนี้ อาจจะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของนักวิเคราะห์สถานภาพทางเศรษฐกิจของไทย
ทั้งคุณธีระชัย และคุณประสาร บอกว่าความจริงถ้ารัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มอีกก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เพราะทุกวันนี้ หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 40% ของ GDP ยังห่างจากเพดานที่ 60% มากนัก...สามารถจะกู้ได้อีกเกือบ 2 ล้านล้านบาททีเดียว
แปลว่าถ้าหากคุณกิตติรัตน์ และคุณวีรพงษ์ ต้องการจะกู้เงินมาทำโครงการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศหลังน้ำท่วมก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ยังไม่ต้อง “เล่นแร่แปรธาตุ” กับตัวเลขหนี้สาธารณะให้เป็นประเด็นขึ้นแต่อย่างไร
เพราะแม้จะ “โยก” หนี้ของ ปตท. กับการบินไทยออกไป ก็เหมือนขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะ “กองทุนวายุภักษ์” นั้นก็อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง อยู่ดี...เหมือนโอนหนี้จากพี่ใหญ่ให้น้องสาวคนเล็กในบ้านเดียวกันนั่นแหละ
นักบัญชีคิดอย่างนี้ได้เพราะเป็นอาชีพ แต่นักบริหารระดับ CEO ของประเทศต้องมองรอบด้านว่าจะมีผลกระทบทั้งด้านสาระและจิตวิทยาอย่างไรด้วย
คุณธีระชัย เมื่อไม่อยู่ใน ครม. ก็สามารถตั้งคำถามแทนชาวบ้านอย่างพวกผมได้ว่า...หรือที่รัฐบาลคิดอย่างนั้นเพราะกลัวว่าถ้าตัวเลขหนี้สาธารณะสูงขึ้น รัฐบาลอาจจะถูกแรงกดดันที่จะต้องขอขึ้นภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีสรรพสามิตน้ำมันหรือหารายได้ด้านอื่นๆ....
แน่นอนว่า ไม่มีรัฐบาลไหนที่อยากจะอยู่ในตำแหน่งยาวๆ จะอยากคิดเรื่องขึ้นภาษี เพราะนั่นคือ การสวนทางกับ “ประชานิยม” ที่ทำให้ได้คะแนนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
นี่ถ้าคุณธีระชัย ไม่ใช่รัฐมนตรีคลังในรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ คนก่อน ผมก็อาจจะคิดว่าเป็นการมองรัฐบาลในทางลบเกินไป
อีกทั้งผมก็ไม่เชื่อว่าคุณวีรพงษ์ ซึ่งไม่ได้เป็นทั้งรัฐมนตรี หรือ ส.ส. จะเอา “คะแนนนิยมทางการเมือง” เป็นตัวตั้งในการเสนอความคิดเช่นนั้น
ผมยังอยากจะเชื่อว่าทั้งคุณกิตติรัตน์ และคุณวีรพงษ์ คิดสูตรนี้ขึ้นมา เพราะต้องหาทางออกเพื่อบริหารเรื่องหนี้และเงินกู้จริงๆ
ในฐานะผู้เสียภาษีและต้องการเห็นประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจเป็นมืออาชีพเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ ผมมีคำถามว่าการจะให้ ปตท. และการบินไทย (รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจอื่นๆ) หลุดออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจนั้นจะทำอย่างจริงจังหรือเป็นเพียงแต่ “โยกตัวเลขหนี้” เท่านั้น
เพราะหากจะให้กระทรวงการคลังถือหุ้นใน ปตท. และการบินไทยลดลงเพื่อให้พ้นจากรัฐวิสาหกิจจริง ก็จะต้องหมายความว่าต่อแต่นี้ไป การเมืองและข้าราชการประจำจะไม่สามารถเข้ามาก้าวก่าย สั่งการ หรือล้วงลูกเข้าไปในหน่วยงานเหล่านี้ได้...และจะต้องให้มีการบริหารกันอย่างมืออาชีพจริงๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
แต่หาก “กองทุนวายุภักษ์” ซื้อหุ้น 2-3% จากกระทรวงการคลัง เพียงเพื่อจะให้สถานภาพทางกฎหมายเปลี่ยนไป ไม่ต้องเอาหนี้ขององค์กรมานับเป็นหนี้สาธารณะของรัฐบาลเท่านั้น ก็ยังแปลว่าทุกอย่างเหมือนเดิม
อย่างนี้ไม่ใช่แค่ “ตั๊วเฮีย” โอนหนี้ให้ “เสี่ยวเจ๊” เท่านั้น แต่ “อาเตี่ย” ยังเป็นผู้จัดการคนเดิมต่อไปอีกด้วย!
Tags : หนี้สาธารณะ • กองทุนวายุภักษ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น