กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 25 มกราคม 2555 01:00
กาแฟดำ
กาแฟดำ

บริหารหนี้หรือซุกหนี้? เล่นตัวเลขหรือบริหารสาระ?

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

รัฐมนตรีคลังคนใหม่คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง บอกเมื่อวันจันทร์ (23 ม.ค.) ว่า เรื่องจะให้ “กองทุนวายุภักษ์” เข้าไปซื้อหุ้น ปตท. และการบินไทย

  เพื่อให้หลุดจากการเป็นรัฐวิสาหกิจนั้น “ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ถ้ายังไม่พร้อมก็ไปทำในปี 2556 ได้”

 เป็นท่าทีที่ถูกต้องเพราะประเด็นนี้ถกเถียงกันกว้างขวางในสังคมไทยว่าเป็นการ “ซุกหนี้” หรือ “บริหารหนี้อย่างมืออาชีพ”

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออดีตรัฐมนตรีคลัง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ออกมาเปิดเผยข้อมูลหลายประการที่ทำให้เกิดข้อสงสัยซึ่งรัฐบาลจะต้องตอบให้เกิดความกระจ่างชัด

 การถกแถลงเรื่อง “ซุกหนี้” หรือ “บริหารหนี้” ระหว่างรัฐมนตรีคลังคนก่อนและคนปัจจุบัน กับผู้ว่าการธนาคารกลางกับที่ปรึกษาใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ และสมควรจะมีการเล่าขานให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบกันอย่างทั่วถึง

 “นักเลือกตั้ง” ที่ไม่ศึกษาเนื้อหาแห่งการบริหารการเงินการทองของประเทศไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า ที่เขากำลังแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเผ็ดร้อนนั้นมีความสำคัญต่อบ้านเมืองเพียงใด

 นี่สะท้อนว่าคุณภาพนักการเมืองกับนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็น “เทคโนแครต” ไม่ว่าจะเป็นคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง, คุณธีระชัย, คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล และคุณวีรพงษ์ รามางกูร เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

 ผมเคารพในความเห็นต่างระหว่างสองฝ่าย และเชื่อว่าหากเอาเหตุและผลมาวางกันบนโต๊ะ และหาสูตรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศชาติ, ก็น่าจะเป็นการบริหารจัดการปัญหาบ้านเมืองอย่าง “มืออาชีพ”

 ดร.วีรพงษ์ กับคุณกิตติรัตน์ เสนอให้ “กองทุนวายุภักษ์” ระดมทุนจากตลาดหุ้นเพื่อไปซื้อหุ้นของ ปตท. ในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ไม่เกิน 2% เพื่อให้คลังถือหุ้นไม่เกิน 49% ส่งผลให้ ปตท. หลุดออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะทำให้หนี้ของ ปตท. ที่มีอยู่ 7 แสนล้านหลุดจากการเป็น “หนี้สาธารณะ”

 ขณะเดียวกันก็ให้ใช้วิธีการเดียวกันนี้กับการบินไทย เพราะกระทรวงการคลัง ถืออยู่เกิน 49% ...และการบินไทยมีหนี้อยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท

 คุณวีรพงษ์ บอกว่า แนวทางที่ว่านี้จะลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศจากปัจจุบันประมาณ 41% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นหนี้จากรัฐวิสาหกิจ

 อ.โกร่ง บอกว่ารัฐบาลนั้นก่อหนี้เพียง 1% ของ GDP เท่านั้น

 ดังนั้น ในความเห็นของ อ.โกร่ง และคุณกิตติรัตน์ หากสามารถให้กระทรวงการคลังถือหุ้นใน ปตท. และ การบินไทย น้อย 50% ก็จะเปิดทางให้รัฐบาลสามารถกู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศได้มากขึ้น

 คุณกิตติรัตน์ บอกว่า เรื่องการให้กองทุนวายุภักษ์ซื้อหุ้น ปตท. ตามที่ อ.โกร่ง เสนอนั้นกำลังดูรายละเอียด เพราะกองทุนฯ นี้ทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลอยู่แล้ว ขอให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ว่ารัฐบาลจะบริหารหนี้สาธารณะของรัฐบาลไม่ให้เกินเพดาน 60% ของ GDP

 ขณะนี้หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ 40% ของ GDP และอาจจะลดต่ำกว่านี้ด้วยซ้ำ, คุณกิตติรัตน์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนคุมนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้ง 1 และ 2 ขณะนี้บอกกับนักข่าวอย่างมั่นใจ

 การคิดเล่นกับตัวเลขอย่างนี้ในฐานะผู้บริหารทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องผิดกติกา ถ้าคุณเป็น CEO และต้องการแสดง bottom line หรือบรรทัดสุดท้ายของบัญชีให้ดูดี ก็จะคิดว่าจะเอาตัวเลขชุดไหนไปวางไว้ตรงไหนเพื่อให้ภาพรวมออกมาดูดีได้

 แต่มองจากอีกมุมหนึ่งของ CFO (chief financial officer) หรือผู้บริหารด้านการเงินที่ได้รับการฝึกปรือมาว่าจะต้องมี “วินัย” และจะต้องไม่ถูกมองว่าเป็นการ “เล่นแร่แปรธาตุ” ก็จะต้องระวังตัวมากกว่านี้

 นั่นคือความเห็นที่มาจากคุณธีระชัย และคุณประสาร ซึ่งมองว่าการทำอะไรอย่างนี้อาจจะถูกคนที่เขาเกาะติดสถานภาพการเงินการทองของไทยว่ารัฐบาลกำลังพยายามจะ “ซุกหนี้” และนั่นจะทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัยในการประเมินสถานะการเงินของไทยจากข้างนอก

 คุณธีระชัย ยืนยันว่าไม่ต้อง “โยกตัวเลข” หนี้ของ ปตท. กับ การบินไทย รัฐบาลไทยก็สามารถจะกู้ได้อีก 2 ล้านล้านบาท เพราะยังมีช่องว่างระหว่าง 40% และที่เพดาน 60% ของ GDP ของประเทศอยู่เพียงพอ

 เพราะต้องไม่ลืมว่า “กองทุนวายุภักษ์” นั้น กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพใหญ่อยู่ หากกองทุนฯ นี้เป็นคนจัดแจงให้ลดการถือหุ้นของกระทรวงการคลังใน ปตท. และการบินไทยโดยมีเป้าหมายเพื่อลดตัวเลขหนี้สาธารณะของรัฐบาลไทย, ก็จะถูกมองว่ากำลังทำอะไรน่าสงสัยคลางแคลงหรือเปล่า

 คุณธีระชัย บอกว่า “เหมือนการโอนจากตั้วเฮียไปให้เสี่ยวเจ๊” หรือโอนกันภายในครอบครัว คือโอนจากบัญชีของพี่ชายคนโตไปให้น้องสาวคนเล็กเท่านั้นเอง

 คุณประสาร บอกว่า เป็นห่วงว่าผู้คนที่เขาติดตามเรื่องนี้จะมองว่าไทยจะทำอะไรเหมือนกรีซนั่นคือมีการ “ซุกหนี้สาธารณะ” ด้วยวิธีการเล่นตัวเลข

 จริงไม่จริงอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากใครมองว่าไทยเอาอย่างกรีซก็ซวยแน่นอน...เพราะกติกาวันนี้คือ “ความเชื่อมั่น” ของคนอื่นต่อเรา, ไม่ใช่ความเชื่อมั่นของเราในตัวเราเองอย่างเดียว

 แล้วในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเราๆ ท่านๆ ล่ะ, ควรจะมองประเด็นนี้อย่างไร?

 โดยเฉพาะเมื่อคุณธีระชัยออกมาเปิดใจในเฟซบุ๊คว่าตัวเลขสัดส่วนภาระหนี้ (งบที่ใช้ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะในแต่ละปี) ไม่ตรงกัน...คุณกิตติรัตน์อ้างตัวเลขสภาพัฒน์ว่าอยู่ที่ 12% แต่ต่อมาอีกไม่นาน เขาก็ได้รับข้อมูลจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะของกระทรวงการคลังว่าตัวเลขนี้อยู่ที่ 9.33% เท่านั้น มิใช่ 12% อย่างที่คุณกิตติรัตน์นำมาอ้างเพื่อให้เห็นว่าใกล้เพดาน 15% เต็มทน ต้องออก พ.ร.ก.เพื่อแก้ปัญหานี้?

 ตกลงตัวเลขของใครถูกของใครผิด? และถ้าตัวเลขผิด ทำให้คิดว่าเรื่องปกติกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก.หรือไม่?

 ทุกฝ่ายต้องวางข้อมูลและเหตุผลบนโต๊ะเพื่อประชาชนจะได้ตัดสินครับว่าจะเชื่อใครหรือไม่อย่างไร

 พรุ่งนี้ว่าต่อครับ

Tags : บริหารหนี้หรือซุกหนี้? เล่นตัวเลขหรือบริหารสาระ?

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    ssss15

    ทุกฝ่ายต้องวางข้อมูลและเหตุผลบนโต๊ะเพื่อประชาชนจะได้ตัดสินครับว่าจะเชื่อใครหรือไม่อย่างไร

    รอไปเถอะ
    อดีต รมต.คลังหมาดๆ
    ยังได้รับตัวเลข เล่นกล ล่องหน มาแล้ว
    ประชาชนอย่าได้ไปคาดหวัง

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    เรื่อง"ซุกหรือซ่อน"เป็นความถนัด
    ของคนจากพรรคหรือเครือข่ายนี้
    (เป็นความสามารถเฉพาะตัว 
    ห้ามลอกเลียนแบบ?)
    เนื่องจากเป็นคนแรกๆที่ทำให้คนไทย
    "ตาสว่าง" ว่า "ซุกหุ้น" เพื่อให้เข้าเกณฑ์
    ตามกฎหมาย ใครๆก็ทำได้
    ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่อง "จริยธรรม"! 55

    ถึงพ.ศ.นี้ หากใครกล้าออกมาพูดว่า
    "บกพร่องโดยสุจริต" คงโดนตบหัวทิ่ม!

    จะต้องการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจเพื่อ"ซุกหนี้"
    หรือ"ซุกคดีความ"ที่อาจเกิดขึ้นที่ศาลปกครอง
    จากการร้องเรียกหาความเป็นธรรมและ
    "ความโปร่งใส"ของประชาชนทั่วไป
    โดยเฉพาะกรณีของปตท.ที่ศาลปกครอง
    เริ่มนับ 1 ไปแล้วจากการแปรรูปที่มหัศจรรย์
    พันลึก  การปล่อยให้กิจการพลังงานซึ่งเป็น
    "ยุทธปัจจัย"ถูกผูกขาด ควบคุม หรือครอบงำ
    โดยบริษัทเอกชนที่เต็มไปด้วย"นอมินีหัวดำ"
    จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม รอบคอบและ
    รัดกุมหรือไม่? ก็โปรดได้ช่วยกันติดตาม..

    การกระทำใดของรัฐ หากยังอธิบายให้
    คนร่วมชาติเข้าใจไม่ได้ ก็อย่าได้หวังว่า
    คนอื่นหรือชาติอื่นเขาจะเข้าใจได้อย่างที่
    รัฐบาลต้องการ
    และข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้ก็ไหลไปไวกว่า
    ที่ใครสักคนจะทันหาใบบัวมาปิดตัวช้าง!
    รัฐบาลใดที่ไม่โปร่งใส ไม่มีการปฏิบัติที่
    สอดคล้องกับธรรมาภิบาล สมควรยิ่งต้อง
    เพิ่มมาตรการตรวจสอบ อย่าได้คิดตั้ง
    "คนกันเอง" หรือล้มล้างองค์กรตรวจสอบ
    ใดเลย หากชาตินี้ทั้งชาติพวกแกยังพิสูจน์
    "ความสุจริตใจ"ไม่ได้!!

    **************************************
    ปล. หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดพบว่า
    บุตรหลานของท่านอยู่ภายใต้การอบรม
    บ่มสอนของครูบาอาจารย์ที่มีทัศนคติ
    นิยมความเป็น "ลูกทรพี" โปรดได้ช่วยกัน
    แสดงจุดยืน และสอบถามจุดยืนจาก
    ผู้บริหารมสถาบันการศึกษานั้น หากไม่
    อัปเปหิพวก"จิตทราม" ก็โปรดได้ย้าย
    บุตรหลานของท่านไปยังสถาบันที่มี
    ความเหมาะสมมากกว่า...

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement