รัฐมนตรีคลังคนใหม่คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง บอกเมื่อวันจันทร์ (23 ม.ค.) ว่า เรื่องจะให้ กองทุนวายุภักษ์ เข้าไปซื้อหุ้น ปตท. และการบินไทย
เพื่อให้หลุดจากการเป็นรัฐวิสาหกิจนั้น “ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ถ้ายังไม่พร้อมก็ไปทำในปี 2556 ได้”
เป็นท่าทีที่ถูกต้องเพราะประเด็นนี้ถกเถียงกันกว้างขวางในสังคมไทยว่าเป็นการ “ซุกหนี้” หรือ “บริหารหนี้อย่างมืออาชีพ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออดีตรัฐมนตรีคลัง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ออกมาเปิดเผยข้อมูลหลายประการที่ทำให้เกิดข้อสงสัยซึ่งรัฐบาลจะต้องตอบให้เกิดความกระจ่างชัด
การถกแถลงเรื่อง “ซุกหนี้” หรือ “บริหารหนี้” ระหว่างรัฐมนตรีคลังคนก่อนและคนปัจจุบัน กับผู้ว่าการธนาคารกลางกับที่ปรึกษาใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ และสมควรจะมีการเล่าขานให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบกันอย่างทั่วถึง
“นักเลือกตั้ง” ที่ไม่ศึกษาเนื้อหาแห่งการบริหารการเงินการทองของประเทศไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า ที่เขากำลังแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเผ็ดร้อนนั้นมีความสำคัญต่อบ้านเมืองเพียงใด
นี่สะท้อนว่าคุณภาพนักการเมืองกับนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็น “เทคโนแครต” ไม่ว่าจะเป็นคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง, คุณธีระชัย, คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล และคุณวีรพงษ์ รามางกูร เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
ผมเคารพในความเห็นต่างระหว่างสองฝ่าย และเชื่อว่าหากเอาเหตุและผลมาวางกันบนโต๊ะ และหาสูตรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศชาติ, ก็น่าจะเป็นการบริหารจัดการปัญหาบ้านเมืองอย่าง “มืออาชีพ”
ดร.วีรพงษ์ กับคุณกิตติรัตน์ เสนอให้ “กองทุนวายุภักษ์” ระดมทุนจากตลาดหุ้นเพื่อไปซื้อหุ้นของ ปตท. ในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ไม่เกิน 2% เพื่อให้คลังถือหุ้นไม่เกิน 49% ส่งผลให้ ปตท. หลุดออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะทำให้หนี้ของ ปตท. ที่มีอยู่ 7 แสนล้านหลุดจากการเป็น “หนี้สาธารณะ”
ขณะเดียวกันก็ให้ใช้วิธีการเดียวกันนี้กับการบินไทย เพราะกระทรวงการคลัง ถืออยู่เกิน 49% ...และการบินไทยมีหนี้อยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท
คุณวีรพงษ์ บอกว่า แนวทางที่ว่านี้จะลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศจากปัจจุบันประมาณ 41% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นหนี้จากรัฐวิสาหกิจ
อ.โกร่ง บอกว่ารัฐบาลนั้นก่อหนี้เพียง 1% ของ GDP เท่านั้น
ดังนั้น ในความเห็นของ อ.โกร่ง และคุณกิตติรัตน์ หากสามารถให้กระทรวงการคลังถือหุ้นใน ปตท. และ การบินไทย น้อย 50% ก็จะเปิดทางให้รัฐบาลสามารถกู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศได้มากขึ้น
คุณกิตติรัตน์ บอกว่า เรื่องการให้กองทุนวายุภักษ์ซื้อหุ้น ปตท. ตามที่ อ.โกร่ง เสนอนั้นกำลังดูรายละเอียด เพราะกองทุนฯ นี้ทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลอยู่แล้ว ขอให้ทุกฝ่ายสบายใจได้ว่ารัฐบาลจะบริหารหนี้สาธารณะของรัฐบาลไม่ให้เกินเพดาน 60% ของ GDP
ขณะนี้หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ 40% ของ GDP และอาจจะลดต่ำกว่านี้ด้วยซ้ำ, คุณกิตติรัตน์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนคุมนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้ง 1 และ 2 ขณะนี้บอกกับนักข่าวอย่างมั่นใจ
การคิดเล่นกับตัวเลขอย่างนี้ในฐานะผู้บริหารทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องผิดกติกา ถ้าคุณเป็น CEO และต้องการแสดง bottom line หรือบรรทัดสุดท้ายของบัญชีให้ดูดี ก็จะคิดว่าจะเอาตัวเลขชุดไหนไปวางไว้ตรงไหนเพื่อให้ภาพรวมออกมาดูดีได้
แต่มองจากอีกมุมหนึ่งของ CFO (chief financial officer) หรือผู้บริหารด้านการเงินที่ได้รับการฝึกปรือมาว่าจะต้องมี “วินัย” และจะต้องไม่ถูกมองว่าเป็นการ “เล่นแร่แปรธาตุ” ก็จะต้องระวังตัวมากกว่านี้
นั่นคือความเห็นที่มาจากคุณธีระชัย และคุณประสาร ซึ่งมองว่าการทำอะไรอย่างนี้อาจจะถูกคนที่เขาเกาะติดสถานภาพการเงินการทองของไทยว่ารัฐบาลกำลังพยายามจะ “ซุกหนี้” และนั่นจะทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัยในการประเมินสถานะการเงินของไทยจากข้างนอก
คุณธีระชัย ยืนยันว่าไม่ต้อง “โยกตัวเลข” หนี้ของ ปตท. กับ การบินไทย รัฐบาลไทยก็สามารถจะกู้ได้อีก 2 ล้านล้านบาท เพราะยังมีช่องว่างระหว่าง 40% และที่เพดาน 60% ของ GDP ของประเทศอยู่เพียงพอ
เพราะต้องไม่ลืมว่า “กองทุนวายุภักษ์” นั้น กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพใหญ่อยู่ หากกองทุนฯ นี้เป็นคนจัดแจงให้ลดการถือหุ้นของกระทรวงการคลังใน ปตท. และการบินไทยโดยมีเป้าหมายเพื่อลดตัวเลขหนี้สาธารณะของรัฐบาลไทย, ก็จะถูกมองว่ากำลังทำอะไรน่าสงสัยคลางแคลงหรือเปล่า
คุณธีระชัย บอกว่า “เหมือนการโอนจากตั้วเฮียไปให้เสี่ยวเจ๊” หรือโอนกันภายในครอบครัว คือโอนจากบัญชีของพี่ชายคนโตไปให้น้องสาวคนเล็กเท่านั้นเอง
คุณประสาร บอกว่า เป็นห่วงว่าผู้คนที่เขาติดตามเรื่องนี้จะมองว่าไทยจะทำอะไรเหมือนกรีซนั่นคือมีการ “ซุกหนี้สาธารณะ” ด้วยวิธีการเล่นตัวเลข
จริงไม่จริงอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากใครมองว่าไทยเอาอย่างกรีซก็ซวยแน่นอน...เพราะกติกาวันนี้คือ “ความเชื่อมั่น” ของคนอื่นต่อเรา, ไม่ใช่ความเชื่อมั่นของเราในตัวเราเองอย่างเดียว
แล้วในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเราๆ ท่านๆ ล่ะ, ควรจะมองประเด็นนี้อย่างไร?
โดยเฉพาะเมื่อคุณธีระชัยออกมาเปิดใจในเฟซบุ๊คว่าตัวเลขสัดส่วนภาระหนี้ (งบที่ใช้ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะในแต่ละปี) ไม่ตรงกัน...คุณกิตติรัตน์อ้างตัวเลขสภาพัฒน์ว่าอยู่ที่ 12% แต่ต่อมาอีกไม่นาน เขาก็ได้รับข้อมูลจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะของกระทรวงการคลังว่าตัวเลขนี้อยู่ที่ 9.33% เท่านั้น มิใช่ 12% อย่างที่คุณกิตติรัตน์นำมาอ้างเพื่อให้เห็นว่าใกล้เพดาน 15% เต็มทน ต้องออก พ.ร.ก.เพื่อแก้ปัญหานี้?
ตกลงตัวเลขของใครถูกของใครผิด? และถ้าตัวเลขผิด ทำให้คิดว่าเรื่องปกติกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก.หรือไม่?
ทุกฝ่ายต้องวางข้อมูลและเหตุผลบนโต๊ะเพื่อประชาชนจะได้ตัดสินครับว่าจะเชื่อใครหรือไม่อย่างไร
พรุ่งนี้ว่าต่อครับ

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น