กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 24 มกราคม 2555 01:00
กาแฟดำ
กาแฟดำ

หากไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าว... ใครต้องรับผิดชอบ?

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เวียดนามจะแซงประเทศไทย ในตำแหน่งประเทศส่งออกหมายเลขหนึ่งของโลกจริงหรือ

  ถ้าจริง ไทยเราจะอยู่เฉยๆ เพื่อให้คู่แข่งเบอร์สองมาเป็นหนึ่งโดยไม่มีแผนการรุกและรับ ก็จะต้องถือเป็นความไม่รับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

 เพราะ brand หรือยี่ห้อของประเทศไทย คือ “ข้าว” และเราก็ยืนหยัดมาตลอด ว่า เราจะเป็น “ยุ้งฉางแห่งอาหารของโลก” พร้อมๆ กับการเป็น “ครัวโลก”

 หากเรายอมพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย และด้วยเหตุผลของนโยบายรัฐบาลที่ทำให้ต้องเสียตำแหน่งนี้ ก็จะต้องมีการทบทวนทุกเรื่องที่เกี่ยวกับข้าวครั้งใหญ่

 ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาโดยสมาคมผู้ส่งข้าวออกไทย ที่บอกว่า นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล จะทำให้ราคาข้าวส่งออกของไทยแพงขึ้นในตลาดโลก จึงเปิดช่องทางให้ประเทศอื่นที่ขายข้าวแข่งกับไทย สามารถชิงตลาดเดิมของไทยเราไป

 สมาคมคาดการณ์ว่าปีนี้ปริมาณการส่งข้าวออกของไทยจะลดลงเหลือ 6.5 ล้านตัน (ต่ำสุดในสิบปี)

 และหากเป็นไปตามการพยากรณ์ ตลาดข้าวสำหรับข้าวไทยก็จะลดจากเดิม 30.2% ไปอยู่ที่ 20-25%
 ซึ่งต้องถือว่าเป็นการหดตัวครั้งสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกอันดับต้นของไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 ปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทย คือ การส่งข้าวออกเพิ่มของอินเดีย เพราะการกำหนดโควตาการส่งออกข้าวของประเทศนั้น จะหมดอายุลงในเดือนกุมภาพันธ์นี้

 ขณะเดียวกัน เวียดนามได้ประกาศแล้วว่าจะเพิ่มยอดส่งออกข้าวหอมมะลิเท่าตัวเป็น 800,000 ตันในปีนี้

 นอกจากนั้น ประเทศที่ส่งข้าวออกแข่งกับไทยก็มีเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บราซิล หรือ อุรุกวัย
 เพื่อนบ้านกัมพูชา ก็บอกว่าการผลิตข้าวปีนี้จะดีขึ้น และจะส่งออกประมาณ 1 ล้านตันในปีนี้เช่นกัน

 ที่ประมาทไม่ได้ คือ พม่าซึ่งกำลังเร่งรัดการส่งข้าวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ยิ่งหากการปฏิรูปการเมืองของพม่าดำเนินไปตามแผนที่ประกาศ ชาวนาพม่าก็จะมีอิสระในการผลิตเพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลจะไปควบคุมหรือสั่งการวิถีชีวิตของเกษตรกรน้อยลง แนวทางการดำรงชีวิตของชาวชนบทของพม่าก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะมีแรงกระตุ้นให้ผลิตสินค้าเกษตรมากขึ้น

 เรียกว่าไทยเราเจอการแข่งขันจากทุกด้าน และหากเราไม่ศึกษาวิเคราะห์และเผชิญความเป็นจริงโดยที่ทั้งชาวไร่ชาวนา โรงสี ผู้ส่งออก รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายระดมความคิดความอ่านกันอย่างจริงจัง ทันทีที่เรา “เสียแชมป์” ไป การทวงตำแหน่งคืนมาก็จะเป็นเรื่องยากยิ่ง

 รองนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง บอกนักข่าวว่า ไม่เชื่อว่าการส่งออกข้าวของไทยปีนี้จะลดลงเหลือ 6.5 ล้านตัน เพราะความต้องการของตลาดโลกต่อข้าวไทยยังสูงอยู่

 และยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ทบทวนนโยบายจำนำข้าว เพราะรัฐบาลเชื่อว่าไทยเราจะยังขายข้าวได้ และราคาข้าวสำหรับไทยก็ยังดีอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 คุณกิตติรัตน์ บอกว่า พ่อค้าส่งออกข้าวของไทยไม่รู้ว่า “อำนาจต่อรอง” ของไทยเราในเรื่องข้าวนั้นมี
มากกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ

 เท่ากับว่าเอกชนที่ขายข้าวมาตลอดกับรองนายกฯ มองเรื่องนี้ต่างกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการมองกันจากคนละมุม

 หากเป็นการมองต่างแล้วไม่เกิดผลรุนแรง ก็คงจะไม่เป็นประเด็น แต่นี่คือข้าว ซึ่งเป็น “จุดขาย” ของไทยมาตลอด หากแค่วิเคราะห์กันพื้นๆ อย่างนี้ ยังมี “ชุดความคิด” และ “ประมาณการ” ที่ต่างกันเช่นนี้ เราคนไทยคงจะตกอยู่ในฐานะที่ “กินข้าวไม่ลง” ไปตลอดปี

 เพราะนักการเมืองมาแล้วก็ไป นโยบายรัฐบาลปรับเปลี่ยนไปมา แต่เอกชนและชาวไร่ชาวนาอยู่กับข้าวทุกเมล็ดที่ผลิตออกมา

 นโยบายที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่เพียงแค่ต้องรักษาฐานะประเทศส่งข้าวออกเบอร์หนึ่งเท่านั้น แต่ยังจะต้องทิ้งห่างเบอร์สองและเบอร์สามให้มากขึ้น ขณะที่ให้ชาวไร่ชาวนามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นลำดับด้วย

 นโยบายของรัฐกับแนวทางวิเคราะห์ของเอกชนต้องไปด้วยกัน จึงจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้

 หาไม่แล้ว ก็จะเกิดคำถามว่าขนาดเรื่องที่เราเก่งกาจมาหลายร้อยปี เรายังเสียแชมป์ได้ แล้วเรื่องอื่นๆ ที่เราหาเช้ากินค่ำจะไปเหลืออะไร

Tags : หากไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าว... ใครต้องรับผิดชอบ?

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 4

    ssss15

    รัฐทำแต่สิ่ง ฉาบฉวย ให้แก่ชาวบ้าน
    ไม่ได้ช่วยที่ ต้นตอของปัญหา
    เช่น
    แทนที่จะ จัดระบบ การตลาดที่ยุติธรรม ให้ชาวนา
    กลับ
    ออกเครดิตการ์ด ต่างๆให้
    อันนี้สิตัวแสบ
    ที่นา บ้านช่อง ชาวนา
    ต่อไปต้องถูกแบงค์ยึดอีกมาก

    จะได้ที่หนึ่ง หรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับ
    ชาวนาจะขายข้าวได้ราคามากเท่าใด
    หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว
    ได้มากขึ้นหรือน้อยลง

  • ความเห็นที่ 3

    Jirach

    พวกเราเคยรับรู้มาแล้วว่าชาติอื่นเขาไล่ตี
    ตลาดข้าวของไทยอย่างกระชั้นชิด
    ข้าวหอมมะลิทั้งโดนข่ม โดนท้าทาย
    อย่างหนัก และสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น
    แม้จะเปลี่ยนมือมาหลายรัฐบาล
    เหมือนที่สถานการณ์ของ"ชาวนาไทย"
    ก็ไม่ได้ดีขึ้น แม้จะเป็นเบอร์ 1 ในตลาดโลก
    แต่กลับล้มลุกคลุกคลาน จนในวันนี้
    แม้แต่"ที่นา"ก็อาจไม่เหลือเป็นของตัวเอง!

    รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นชุดไหน หาได้ใส่ใจ
    ถึงรากเหง้าของปัญหา นอกจากเรื่องราคา
    และการรับจำนำเอาไว้แก้หน้าตอนม็อบมา
    นักการเมืองไม่เคยสนใจชีวิตความเป็นอยู่
    ของชาวนา ไม่รู้เรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าว
    ไม่รู้เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์ท้องถิ่น ไม่รู้เรื่อง
    การวิจัยพัฒนาปรับปรุงเพิ่มผลผลิต
    ไม่รู้เรื่องการสร้าง"ขวัญกำลังใจ"ด้วย
    งานราชพิธี ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องอนุรักษ์
    ไว้แม้กระทั่ง "ควาย"

    สิ่งที่นักการเมืองทำคือ ร่วมหัวกับพ่อค้า
    หาส่วนต่างจากราคา กดหัวชาวนาไว้
    เยี่ยงข้าทาสที่มีหน้าที่เพียงปลูกข้าว
    ขัดขวางการพัฒนาตนเองของระบบสหกรณ์
    การเกษตรและธนาคารท้องถิ่น
    การนำพา"แขกต่างบ้าน"มาซื้อที่นาไว้
    จ้างคนไทยให้ปลูกข้าวส่ง สะท้อนทัศนคติ
    ที่"เนรคุณแผ่นดิน"ได้เป็นอย่างดี
    นี่เป็นการตอกย้ำว่า"รากหญ้า"ไม่เคยอยู่
    ในสายตาของคนพวกนี้!
    ****************************************
    •"ข้าว"เป็นสัญลักษณ์ที่คล้อง"พระเจ้าอยู่หัว"
    กับ"ชาวนา"มาตลอด สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้
    พวกเราเคยเห็นพระเจ้าอยู่หัวต้องทนลำบาก
    ลองผิด-ลองถูก ก่อนจะนำผลสำเร็จใด
    ไปขยายผลในแปลงสาธิต หรือที่นาของ
    ราษฎร
    ****************************************
    แต่พวกเราไม่เคยเห็น"นักการเมือง"ลำบาก
    หรือจะตรวจสอบการใดให้ถ้วนถี่ก่อนนำมาใช้
    กับประเทศชาติ!
    และที่ต้ออทบทวนคือ "นักการเมือง"
    มีความจำเป็นขนาดไหนต่อการดำรงอยู่
    ของสังคมบ้านเรา?

  • ความเห็นที่ 2

    YoddoY

    ไทยเราสูญเสียใน"โอกาส"ที่จะช่วงชิงความได้เปรียบในประเด็นเรื่อง"สิทธิบัตรข้าว"ทางทรัพย์สินทางปัญญาให้กัับทางประเทศสหรัฐฯ นั่นเป็นประเด็น ข้อที่ 1

    มหาอุทกภัยที่กระหนํ่าโดยรัฐพยายามที่จะสร้างนโยบายในการฟื้นฟูเยียวยานั่นก็สอดรับกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าภาคการเกษตรทําให้ผลผลิตและการส่งออกตัวเลขลดลง หากจะอ้างถึง นั่นเป็นประเด็นข้อที่ 2

    การบริหารนโยบายผิดพลาด รัฐไม่แสวงหาตลาดเพิ่ม ชาวนาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งหลายทั้งปวงย่อมส่งผลกระทบต่อราคาข้าวไทย"สูงเกินกว่าตลาดโลก" คือ 500 กว่าเหรียญต่อเกวียน ในขณะที่ราคารับจํานํา คือ 800 กว่า เราจะสู้ประเทศอื่นๆได้อย่างไรในกรณีส่งข้าวไทยไปแข่งขันกับตลาดโลก นี่เป็นประเด็นข้อที่ 3

    จากข้อที่ 3 หากเรามาวิเคราะห์กันแบบหยาบๆและไม่ได้ลงลึกในหลักการมากนัก พบว่า การที่รัฐไทยพยายามที่จะใช้นโยบายประชานิยมโดยที่นําราคาข้าวมาจํานําเพื่อที่จะพยุงราคา เอาใจรากหญ้านั้นเป็นผลดีต่อเกษตรกรในประเทศนั้นก็จริงอยู่ แต่ในระยะยาวทางรัฐเองขาดวิสัยทัศน์ที่จะจัดสรรหรือหามาตรการมารองรับในประเด็นนี้ เมื่อกอรปกับราคาที่ได้ทําประชานิยมไว้เป็นเพียงตัวเลขที่วาดไว้ใช้ได้แค่ในประเทศ แต่อย่าลืมว่า ส่วนหนึ่งของ"ผลผลิตหลัก" ของข้าวไทยนั่นคือการ"ส่งออก" เพื่อสร้างจีดีพี และรายได้ที่เป็นมวลรวมประชาชาติ นั่นส่วนหนึ่ง ที่ทําให้ข้าวไทยไม่สามารถแข่งขันและส่งออกไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในละแวกใกล้เคียงกันได้

    เรามีสมาคมข้าว มีสมาคมผู้ส่งออก มีคณะบุคคลที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถและประสบการณ์และเชี่ยวชาญมากมายรวมถึงผู้บริหารบ.ยักษ์ใหญ่ที่สามารถให้ความคิดเห็นเชิงกลยุทธ์ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้บริหารในกระทรวงในคณะรัฐบาลได้ดี ลองไปปรึกษาหาโซลูชั่นหรือกลยุทธ์เพื่อใช้แก้ปัญหา"ข้าวไทย" ในเบื้องต้นไม่เสียหลาย ดีกว่าให้ประชานิยมฉาบฉวย ก่อให้เกิดปัญหาระยะยาวตามมาดังว่า

    ประเด็นนี้หากฝ่ายค้านนํามา"ขยายผล" และไม่ไว้วางใจในความสามารถของการบริหารนโยบายของทางรัฐบาลก้จะเป็นประเด็นให้รมต.ไม่ต้องมาทํางานหาเหตุผลมาสนับสนุนหักล้างกันในศึกซักฟอกจะเสียเวลาการบริหารประเทศฯ มากขึ้นไปอีก ซึ่งผมเองนั้นไม่เห็นด้วยและผมมองว่าการอภิปรายที่ผ่านมา+อภิปรายร่างงบประมาณ นั้นเป็นเพียง"ธรรมเนียมปฏิบัติ" และหรือ"ปาหี่ในหลักการ" แค่นั้น ในความเป็นจริงมิได้ต้องการที่จะล้มรัฐแต่อย่างใด..

    ทางแก้ปัญหามีมากมายอยู่ที่ว่าพวกท่านจะนํามันมาใช้หรือไม่ ลองพิจารณาดู

  • ความเห็นที่ 1

    Kwarm Hen Noi

    ดูบทวิเคราะห์แล้วอาจไขว้เขว ผมเห็นว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยเป็นผู้ขายข้าวมากที่สุด ประเด็นอยู่ตรงว่าชาวบ้านโดยเฉพาะคนยากจน ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร มีความเป็นอยู่ดีขึ้นไหม ถ้าได้เป็นผู้นำการขายข้าว แต่ประชาชนคุณภาพชีวิตแย่อยู่เหมือนเดิมก็ไม่มีประโยชน์ ได้แต่ความภูมิใจลมๆ แล้งๆ ขณะที่ชีวิตแร้นแค้น เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบางประเทศที่อยากเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ประชาชนอดอยากยากจนอยู่

    พี่น้องที่รัก จริงๆแล้วเราต้องคิดว่าทำอย่างไรที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรไทยของเราต่างหาก คิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงแต่มีคุณภาพชีวิต และฟุ้งเฟ้อได้ก็ต่อเมื่อมีเงินในกระเป๋าจริงๆ ไม่ใช่ฟุ้งเฟ้อตามคนอื่น ขณะที่ครอบครัวไทยยังยากจน ในขณะที่ของฟุ้งเฟ้อนั้นไม่ได้อำนวยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างยั่งยืน

    พี่น้องครับ เราควรมาช่วยกันทำให้คอร์รัปชั่นของไทยน้อยลง เลื่อนอันดับคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด ให้เขยิบขึ้นมาทุกๆ ปีต่างหาก ผมรับรองว่าคนไทยจะต้องสุขสบายอย่างแน่นอนครับ ผมทราบว่าเปลี่ยนยาก แต่เรามาช่วยกันพยายามเถิดครับ ถ้าเราลดคอร์รัปชั่นได้ ไม่ว่าตำแหน่งสุดยอดไหนๆ ในโลกนี้ ก็คว้ามาได้โดยง่ายครับ

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement