เวียดนามจะแซงประเทศไทย ในตำแหน่งประเทศส่งออกหมายเลขหนึ่งของโลกจริงหรือ
ถ้าจริง ไทยเราจะอยู่เฉยๆ เพื่อให้คู่แข่งเบอร์สองมาเป็นหนึ่งโดยไม่มีแผนการรุกและรับ ก็จะต้องถือเป็นความไม่รับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
เพราะ brand หรือยี่ห้อของประเทศไทย คือ “ข้าว” และเราก็ยืนหยัดมาตลอด ว่า เราจะเป็น “ยุ้งฉางแห่งอาหารของโลก” พร้อมๆ กับการเป็น “ครัวโลก”
หากเรายอมพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย และด้วยเหตุผลของนโยบายรัฐบาลที่ทำให้ต้องเสียตำแหน่งนี้ ก็จะต้องมีการทบทวนทุกเรื่องที่เกี่ยวกับข้าวครั้งใหญ่
ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาโดยสมาคมผู้ส่งข้าวออกไทย ที่บอกว่า นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล จะทำให้ราคาข้าวส่งออกของไทยแพงขึ้นในตลาดโลก จึงเปิดช่องทางให้ประเทศอื่นที่ขายข้าวแข่งกับไทย สามารถชิงตลาดเดิมของไทยเราไป
สมาคมคาดการณ์ว่าปีนี้ปริมาณการส่งข้าวออกของไทยจะลดลงเหลือ 6.5 ล้านตัน (ต่ำสุดในสิบปี)
และหากเป็นไปตามการพยากรณ์ ตลาดข้าวสำหรับข้าวไทยก็จะลดจากเดิม 30.2% ไปอยู่ที่ 20-25%
ซึ่งต้องถือว่าเป็นการหดตัวครั้งสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกอันดับต้นของไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทย คือ การส่งข้าวออกเพิ่มของอินเดีย เพราะการกำหนดโควตาการส่งออกข้าวของประเทศนั้น จะหมดอายุลงในเดือนกุมภาพันธ์นี้
ขณะเดียวกัน เวียดนามได้ประกาศแล้วว่าจะเพิ่มยอดส่งออกข้าวหอมมะลิเท่าตัวเป็น 800,000 ตันในปีนี้
นอกจากนั้น ประเทศที่ส่งข้าวออกแข่งกับไทยก็มีเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บราซิล หรือ อุรุกวัย
เพื่อนบ้านกัมพูชา ก็บอกว่าการผลิตข้าวปีนี้จะดีขึ้น และจะส่งออกประมาณ 1 ล้านตันในปีนี้เช่นกัน
ที่ประมาทไม่ได้ คือ พม่าซึ่งกำลังเร่งรัดการส่งข้าวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ยิ่งหากการปฏิรูปการเมืองของพม่าดำเนินไปตามแผนที่ประกาศ ชาวนาพม่าก็จะมีอิสระในการผลิตเพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลจะไปควบคุมหรือสั่งการวิถีชีวิตของเกษตรกรน้อยลง แนวทางการดำรงชีวิตของชาวชนบทของพม่าก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะมีแรงกระตุ้นให้ผลิตสินค้าเกษตรมากขึ้น
เรียกว่าไทยเราเจอการแข่งขันจากทุกด้าน และหากเราไม่ศึกษาวิเคราะห์และเผชิญความเป็นจริงโดยที่ทั้งชาวไร่ชาวนา โรงสี ผู้ส่งออก รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายระดมความคิดความอ่านกันอย่างจริงจัง ทันทีที่เรา “เสียแชมป์” ไป การทวงตำแหน่งคืนมาก็จะเป็นเรื่องยากยิ่ง
รองนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง บอกนักข่าวว่า ไม่เชื่อว่าการส่งออกข้าวของไทยปีนี้จะลดลงเหลือ 6.5 ล้านตัน เพราะความต้องการของตลาดโลกต่อข้าวไทยยังสูงอยู่
และยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ทบทวนนโยบายจำนำข้าว เพราะรัฐบาลเชื่อว่าไทยเราจะยังขายข้าวได้ และราคาข้าวสำหรับไทยก็ยังดีอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
คุณกิตติรัตน์ บอกว่า พ่อค้าส่งออกข้าวของไทยไม่รู้ว่า “อำนาจต่อรอง” ของไทยเราในเรื่องข้าวนั้นมี
มากกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ
เท่ากับว่าเอกชนที่ขายข้าวมาตลอดกับรองนายกฯ มองเรื่องนี้ต่างกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการมองกันจากคนละมุม
หากเป็นการมองต่างแล้วไม่เกิดผลรุนแรง ก็คงจะไม่เป็นประเด็น แต่นี่คือข้าว ซึ่งเป็น “จุดขาย” ของไทยมาตลอด หากแค่วิเคราะห์กันพื้นๆ อย่างนี้ ยังมี “ชุดความคิด” และ “ประมาณการ” ที่ต่างกันเช่นนี้ เราคนไทยคงจะตกอยู่ในฐานะที่ “กินข้าวไม่ลง” ไปตลอดปี
เพราะนักการเมืองมาแล้วก็ไป นโยบายรัฐบาลปรับเปลี่ยนไปมา แต่เอกชนและชาวไร่ชาวนาอยู่กับข้าวทุกเมล็ดที่ผลิตออกมา
นโยบายที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่เพียงแค่ต้องรักษาฐานะประเทศส่งข้าวออกเบอร์หนึ่งเท่านั้น แต่ยังจะต้องทิ้งห่างเบอร์สองและเบอร์สามให้มากขึ้น ขณะที่ให้ชาวไร่ชาวนามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นลำดับด้วย
นโยบายของรัฐกับแนวทางวิเคราะห์ของเอกชนต้องไปด้วยกัน จึงจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้
หาไม่แล้ว ก็จะเกิดคำถามว่าขนาดเรื่องที่เราเก่งกาจมาหลายร้อยปี เรายังเสียแชมป์ได้ แล้วเรื่องอื่นๆ ที่เราหาเช้ากินค่ำจะไปเหลืออะไร

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น