กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 23 มกราคม 2555 01:00
กาแฟดำ
กาแฟดำ

ไม่ต้องกลัวมะกันกดดัน... ถ้าเราไม่มั่วเสียเอง

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ไทยต้องไม่กลัว, ไม่ต้องหงอสหรัฐอเมริกาเลยแม้แต่น้อย... แต่จะต้องสู้กับมหาอำนาจ

 ในเวทีภายในประเทศและสากลด้วยข้อเท็จจริง, ความแม่นยำของข้อมูล, และท่าทีของประเทศที่มีอธิปไตยของตนอย่างเต็มที่

 แต่เมื่อเราพลาดเพราะการบริหารจัดการที่ล้มเหลว, ก็จะเจอแรงกดดันที่ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหาย, และทำให้ดูเหมือนเราจะถูกประเทศใหญ่รังแกจนเราต่อสู้ได้ยากเต็มทน

 นี่คือการทดสอบความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ด้วยประสิทธิภาพและด้วยวิจารณญาณที่มีมาตรฐานสูงกว่าที่เราเห็นอย่างน้อยในสองกรณีที่กำลังเป็นประเด็นอยู่

 กรณีแรก คือการจับผู้ต้องสงสัยชาวเลบานอนที่เราอ้างว่าเป็นสมาชิก “ฮิซบอลเลาะห์” ทันทีที่เป็นข่าว จนถึงวันนี้สหรัฐและอีกสิบกว่าประเทศก็ยังไม่ยอมถอนคำเตือนเรื่องอาจมีเหตุก่อการร้ายในกรุงเทพฯ

 กรณีที่สอง คือ blacklist ของกระทรวงการคลังสหรัฐกับคนที่นายกฯ ตั้งให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ คือคุณนลินี ทวีสิน

 กรณีนาย “อัตริส ฮุสเซน” ที่ตำรวจไทยจับหลังสหรัฐประกาศเตือนคนของเขา ว่าอาจมีเหตุก่อการร้ายในกรุงเทพฯ หนึ่งวัน...จนสถานทูตประมาณ 20 ประเทศออกคำเตือนคนของเขาว่าให้ระวังเหตุร้ายในไทย และกระทรวงต่างประเทศไทยยังไม่สามารถขอร้องอ้อนวอนเรียกร้องให้ประเทศเหล่านั้นยกเลิกคำเตือน

 เพราะความสับสนในการจัดการเรื่องนี้...ที่แม้ตัวผู้ต้องสงสัยเองก็ไปบอกสื่อสวีเดนว่าทั้งหมดเป็นการ “จัดฉาก” ของหน่วยข่าวกรอง “มอสสาด” ของอิสราเอล เท่านั้น เพราะเจ้าตัวอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ 100% และสารผลิตระเบิดที่ตำรวจไทยค้นเจอนั้น แท้จริงแล้วถูกวางเตรียมไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว

 คำกล่าวอ้างอย่างนี้จะจริงหรือไม่เป็นเรื่องที่ตำรวจไทยจะต้องยืนยันให้ได้ เพราะเมื่อข่าวออกไปอย่างนั้น ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยก็ถูกกระทบ และหากข่าวกรองสหรัฐ และประเทศอื่นเชื่อว่าอาจมีการวางแผนก่อการร้ายในกรุงเทพฯ, เขาก็อาจจะมีข่าวกรองอย่างอื่นที่ไม่ตรงกับที่ฝ่ายไทยตั้งประเด็น

 ยิ่งทำให้การยกเลิกคำเตือนของสถานทูตต่างประเทศในกรุงเทพฯ ทั้งหลายยากเย็นยิ่งขึ้น

 เริ่มแรก รัฐมนตรีต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แสดงอาการโกรธสหรัฐที่ออกคำเตือนคนของเขาอย่างนั้น และหากความไม่พอใจของเรา อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและการตรวจสอบรอบด้านแล้ว, ก็ย่อมเป็นสิทธิของรัฐบาลไทยที่จะ “อัด” สหรัฐกลับไปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 แต่อีกวันสองวันต่อมา, ท่าทีของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยก็เปลี่ยนไป...เดิมที่จะเรียกทูตสหรัฐ, แคนาดาและออสเตรเลียมาต่อว่าต่อขาน ก็กลายเป็นเพียงแค่ให้เจ้าหน้าที่ไทย “ชี้แจง” และขอความร่วมมือให้ยกเลิกคำเตือนเท่านั้น

 แปลว่าเขาเห็นว่าการบริหารจัดการข่าวกรองและการประสานงานกับฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีช่องโหว่มากมาย เขาจึงไม่เกรงใจ และยืนยันว่าคำเตือนเรื่องนี้ยังมีผลอยู่

 แทนที่เราจะสามารถยืนตระหง่านในเวทีโลกอย่างองอาจกล้าหาญ และสามารถท้าทายสหรัฐได้อย่างเต็มที่ เรากลับถูกมองว่าเราเองทำอะไรที่มั่วและสับสนเสียเอง

 กรณีคุณนลินี ก็เข้าข่าย “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” สำหรับนายกฯ ที่ให้เป็นรัฐมนตรีโดยไม่รอบคอบและไม่ตรวจสอบประวัติให้แน่นอนเสียก่อน จนสหรัฐสามารถ “ข่ม” ไทยได้อีกกรณีหนึ่ง

 การถกประเด็นว่าชื่อคุณนลินี อยู่ใน blacklist ของกระทรวงการคลัง แต่ไม่ได้เป็น “บุคคลห้ามเข้าประเทศ” ของตรวจคนเข้าเมืองของเขานั้นไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ของไทยดีขึ้นตรงไหนเลย ความผิดความถูกของคุณนลินีนั้น ต้องพิสูจน์ด้วยการที่เจ้าตัวต้องแสดงให้คนไทย (ก่อนจะพิสูจน์กับสหรัฐด้วยซ้ำ) ว่าตลอดเวลาหลายปีตั้งแต่ท่านรู้ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐใส่ชื่อตนเองใน “บัญชีดำ” ด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับโรเบิร์ต มูกาเบ และภรรยาของซิมบับเวนั้น ได้พยายามแก้ข้อหาอย่างไร... มีเอกสารอะไรที่ชี้แจงตอบโต้คำกล่าวหาของสหรัฐก็จะต้องแสดงออกมาให้หมดจดครบถ้วนต่อคนไทย

 การอ้างว่า “ไม่ผิดกฎหมายไทย” เท่านั้นเห็นจะไม่เพียงพอที่จะให้คนไทยเห็นว่าคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีนั้นจะต้องไม่เพียงแต่ไม่ทำผิดกฎหมายไทยเท่านั้น หากแต่ยังจะต้องมีมาตรฐานแห่งความประพฤติที่ไม่ให้ใครติฉินนินทาทั้งในและต่างประเทศได้

 หากสหรัฐมั่วหรือกลั่นแกล้งไทยหรือใช้วิธีการข่มขู่คุกคามอย่างไร้เหตุผล, ไทยจะต้องไม่ยอมเป็นอันขาด และจะต้องต่อสู้เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศไทยอย่างถึงที่สุด

 แต่หากเราบริหารผิดพลาด, ไร้ประสิทธิภาพ, และมีความเป็น “สีเทา” สูง, นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องแสดงความรับผิดชอบ

 ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นไทยอยู่ที่การยึดมาตรฐานแห่งจริยธรรม, นิติธรรมและธรรมาภิบาลที่ใครประเทศไหนไม่ว่าจะใหญ่โตเพียงใดก็มาจับผิดหรือหาเรื่องไม่ได้

 สองกรณีนี้เข้าข่ายเช่นนั้นหรือไม่?

Tags : ไม่ต้องกลัวมะกันกดดัน... ถ้าเราไม่มั่วเสียเอง

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    ใจเขา...ใจเรา

    สหรัฐอเมริกา ประกาศเตือนเรื่องการก่อการร้าย ทำให้การท่องเที่ยวไทยเสียหาย
    อเมริกา ยังไม่เคยแคร์เลยที่คนไทยประทัวง อยากประทัวงก็ประท้วงไป แต่ไม่ถอนประกาศ
    สถานทูตอเมริกา เขียนข้อความกระทบ เรื่อง มาตรา 112 อเมริกา ก็ยังไม่แคร์ว่าใครจะรู้สึกยังไง
    แล้ว ทำไม คนไทย ต้องไปแคร์ BLACKLIST ของ อเมริกา ที่นี่ประเทศไทย
    ไม่ใช่ เมืองขึ้นของ สหรัฐอเมริกา .....ที่เค้ายังไม่แคร์เราเลย ทำไมเราถึงต้องไปแคร์เขา
    สหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ พ่อประเทศไทย และ ไทย ไม่ใช่เมืองขึ้นของ อเมริกา

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    ทดสอบ Logic
    ผู้นำฉลาด(และไม่เห็นแก่ตัว) ชาติพ้นภัย
    ถ้าผู้นำฉลาดแต่เห็นแก่ตัว...?
    ถ้าผู้นำโง่แต่ไม่เห็นแก่ตัว..?
    ถ้าผู้นำโง่และเห็นแก่ตัว..?

    นับ 1..2..3.....
    หมดเวลาเกรงใจคนชั่ว
    พวกเราโปรดล้างเท้ารอ

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement