ไทยต้องไม่กลัว, ไม่ต้องหงอสหรัฐอเมริกาเลยแม้แต่น้อย... แต่จะต้องสู้กับมหาอำนาจ
ในเวทีภายในประเทศและสากลด้วยข้อเท็จจริง, ความแม่นยำของข้อมูล, และท่าทีของประเทศที่มีอธิปไตยของตนอย่างเต็มที่
แต่เมื่อเราพลาดเพราะการบริหารจัดการที่ล้มเหลว, ก็จะเจอแรงกดดันที่ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหาย, และทำให้ดูเหมือนเราจะถูกประเทศใหญ่รังแกจนเราต่อสู้ได้ยากเต็มทน
นี่คือการทดสอบความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ด้วยประสิทธิภาพและด้วยวิจารณญาณที่มีมาตรฐานสูงกว่าที่เราเห็นอย่างน้อยในสองกรณีที่กำลังเป็นประเด็นอยู่
กรณีแรก คือการจับผู้ต้องสงสัยชาวเลบานอนที่เราอ้างว่าเป็นสมาชิก “ฮิซบอลเลาะห์” ทันทีที่เป็นข่าว จนถึงวันนี้สหรัฐและอีกสิบกว่าประเทศก็ยังไม่ยอมถอนคำเตือนเรื่องอาจมีเหตุก่อการร้ายในกรุงเทพฯ
กรณีที่สอง คือ blacklist ของกระทรวงการคลังสหรัฐกับคนที่นายกฯ ตั้งให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ คือคุณนลินี ทวีสิน
กรณีนาย “อัตริส ฮุสเซน” ที่ตำรวจไทยจับหลังสหรัฐประกาศเตือนคนของเขา ว่าอาจมีเหตุก่อการร้ายในกรุงเทพฯ หนึ่งวัน...จนสถานทูตประมาณ 20 ประเทศออกคำเตือนคนของเขาว่าให้ระวังเหตุร้ายในไทย และกระทรวงต่างประเทศไทยยังไม่สามารถขอร้องอ้อนวอนเรียกร้องให้ประเทศเหล่านั้นยกเลิกคำเตือน
เพราะความสับสนในการจัดการเรื่องนี้...ที่แม้ตัวผู้ต้องสงสัยเองก็ไปบอกสื่อสวีเดนว่าทั้งหมดเป็นการ “จัดฉาก” ของหน่วยข่าวกรอง “มอสสาด” ของอิสราเอล เท่านั้น เพราะเจ้าตัวอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ 100% และสารผลิตระเบิดที่ตำรวจไทยค้นเจอนั้น แท้จริงแล้วถูกวางเตรียมไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
คำกล่าวอ้างอย่างนี้จะจริงหรือไม่เป็นเรื่องที่ตำรวจไทยจะต้องยืนยันให้ได้ เพราะเมื่อข่าวออกไปอย่างนั้น ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยก็ถูกกระทบ และหากข่าวกรองสหรัฐ และประเทศอื่นเชื่อว่าอาจมีการวางแผนก่อการร้ายในกรุงเทพฯ, เขาก็อาจจะมีข่าวกรองอย่างอื่นที่ไม่ตรงกับที่ฝ่ายไทยตั้งประเด็น
ยิ่งทำให้การยกเลิกคำเตือนของสถานทูตต่างประเทศในกรุงเทพฯ ทั้งหลายยากเย็นยิ่งขึ้น
เริ่มแรก รัฐมนตรีต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แสดงอาการโกรธสหรัฐที่ออกคำเตือนคนของเขาอย่างนั้น และหากความไม่พอใจของเรา อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและการตรวจสอบรอบด้านแล้ว, ก็ย่อมเป็นสิทธิของรัฐบาลไทยที่จะ “อัด” สหรัฐกลับไปได้อย่างเต็มภาคภูมิ
แต่อีกวันสองวันต่อมา, ท่าทีของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยก็เปลี่ยนไป...เดิมที่จะเรียกทูตสหรัฐ, แคนาดาและออสเตรเลียมาต่อว่าต่อขาน ก็กลายเป็นเพียงแค่ให้เจ้าหน้าที่ไทย “ชี้แจง” และขอความร่วมมือให้ยกเลิกคำเตือนเท่านั้น
แปลว่าเขาเห็นว่าการบริหารจัดการข่าวกรองและการประสานงานกับฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีช่องโหว่มากมาย เขาจึงไม่เกรงใจ และยืนยันว่าคำเตือนเรื่องนี้ยังมีผลอยู่
แทนที่เราจะสามารถยืนตระหง่านในเวทีโลกอย่างองอาจกล้าหาญ และสามารถท้าทายสหรัฐได้อย่างเต็มที่ เรากลับถูกมองว่าเราเองทำอะไรที่มั่วและสับสนเสียเอง
กรณีคุณนลินี ก็เข้าข่าย “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” สำหรับนายกฯ ที่ให้เป็นรัฐมนตรีโดยไม่รอบคอบและไม่ตรวจสอบประวัติให้แน่นอนเสียก่อน จนสหรัฐสามารถ “ข่ม” ไทยได้อีกกรณีหนึ่ง
การถกประเด็นว่าชื่อคุณนลินี อยู่ใน blacklist ของกระทรวงการคลัง แต่ไม่ได้เป็น “บุคคลห้ามเข้าประเทศ” ของตรวจคนเข้าเมืองของเขานั้นไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ของไทยดีขึ้นตรงไหนเลย ความผิดความถูกของคุณนลินีนั้น ต้องพิสูจน์ด้วยการที่เจ้าตัวต้องแสดงให้คนไทย (ก่อนจะพิสูจน์กับสหรัฐด้วยซ้ำ) ว่าตลอดเวลาหลายปีตั้งแต่ท่านรู้ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐใส่ชื่อตนเองใน “บัญชีดำ” ด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับโรเบิร์ต มูกาเบ และภรรยาของซิมบับเวนั้น ได้พยายามแก้ข้อหาอย่างไร... มีเอกสารอะไรที่ชี้แจงตอบโต้คำกล่าวหาของสหรัฐก็จะต้องแสดงออกมาให้หมดจดครบถ้วนต่อคนไทย
การอ้างว่า “ไม่ผิดกฎหมายไทย” เท่านั้นเห็นจะไม่เพียงพอที่จะให้คนไทยเห็นว่าคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีนั้นจะต้องไม่เพียงแต่ไม่ทำผิดกฎหมายไทยเท่านั้น หากแต่ยังจะต้องมีมาตรฐานแห่งความประพฤติที่ไม่ให้ใครติฉินนินทาทั้งในและต่างประเทศได้
หากสหรัฐมั่วหรือกลั่นแกล้งไทยหรือใช้วิธีการข่มขู่คุกคามอย่างไร้เหตุผล, ไทยจะต้องไม่ยอมเป็นอันขาด และจะต้องต่อสู้เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศไทยอย่างถึงที่สุด
แต่หากเราบริหารผิดพลาด, ไร้ประสิทธิภาพ, และมีความเป็น “สีเทา” สูง, นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องแสดงความรับผิดชอบ
ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นไทยอยู่ที่การยึดมาตรฐานแห่งจริยธรรม, นิติธรรมและธรรมาภิบาลที่ใครประเทศไหนไม่ว่าจะใหญ่โตเพียงใดก็มาจับผิดหรือหาเรื่องไม่ได้
สองกรณีนี้เข้าข่ายเช่นนั้นหรือไม่?

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น